นโยบายเฟดท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอแต่เงินเฟ้อสูง (Stagflation)
ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve หรือ Fed: หน่วยงานกำหนดนโยบายดอกเบี้ยของสหรัฐ) กำลังเจอข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนลง พร้อมกับเงินเฟ้อที่เพิ่มจากราคาน้ำมัน (oil-driven rise in inflation: เงินเฟ้อที่ถูกดันขึ้นเพราะพลังงานแพง) ขณะเดียวกัน ตลาดได้เลื่อน “เวลา” และลด “ขนาด” ที่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ยสหรัฐ (rate cuts: การลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย) ส่งผลให้ดอกเบี้ยสหรัฐในตลาดสูงขึ้น และเงินดอลลาร์แข็งขึ้น ในยุโรป ตลาดปรับการคาดการณ์แรงกว่า ตลาดอัตราดอกเบี้ยยูโรโซนกำลัง “ใส่ราคา” (pricing in: ตลาดคาดและสะท้อนในราคาแล้ว) ว่า ธนาคารกลางยุโรป (ECB: ธนาคารกลางของกลุ่มประเทศที่ใช้เงินยูโร) จะขึ้นดอกเบี้ยรวมเกือบ 50 จุดพื้นฐาน (basis points: หน่วยวัดดอกเบี้ย 1 จุดพื้นฐาน = 0.01%) ภายในสิ้นปี ทั้งที่เศรษฐกิจยูโรโซนกำลังเจอผลกระทบลบจากราคาพลังงานสูง (energy price shock: ราคาพลังงานพุ่งจนกระทบเศรษฐกิจ) รายงานการจ้างงานเดือนกุมภาพันธ์ที่อ่อนแอ ซึ่งหดตัว 92,000 ตำแหน่งเกินคาด ทำให้เส้นทางนโยบายของเฟดยิ่งตัดสินใจยากขึ้น ตอนนี้เรากำลังเจอ “ช็อกเงินเฟ้อจากน้ำมัน” พร้อมกับแนวโน้มแรงงานสหรัฐที่เหมือนกำลังสะดุด ภาวะ stagflation (เศรษฐกิจโตช้า/ชะลอ แต่เงินเฟ้อสูง) ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้าไม่แน่นอนมาก การพุ่งขึ้นล่าสุดของน้ำมันดิบ WTI (WTI crude: ราคาน้ำมันดิบมาตรฐานของสหรัฐ) ไปเหนือ 110 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผ่านไปสู่เงินเฟ้อโดยตรง ซึ่งเราเห็นว่าเร่งขึ้นเป็น 4.1% ในรายงาน CPI ล่าสุด (CPI: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) แรงกดดันด้านราคานี้ทำให้มีเหตุผลที่เฟดจะยัง “เข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/ไม่รีบลดดอกเบี้ย) แต่ข้อมูลการจ้างงานที่อ่อนแอบอกว่าเศรษฐกิจอาจรับดอกเบี้ยสูงไม่ไหว ความขัดแย้งด้านนโยบายนี้คือประเด็นหลักที่นักเทรดต้องรับมือความผันผวนของดอกเบี้ยและสัญญาณตลาดสำคัญ
จากสถานการณ์ที่เฟดลำบาก เราควรคาดว่าตลาดอัตราดอกเบี้ยจะผันผวนมากขึ้น ออปชัน (options: สัญญาที่ให้ “สิทธิ” ซื้อ/ขายในอนาคต โดยไม่บังคับ) บนสัญญาฟิวเจอร์ส SOFR (SOFR futures: สัญญาที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐ SOFR) กลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการเทรดความไม่แน่นอนนี้ เพราะความผันผวนโดยนัย (implied volatility: ระดับความผันผวนที่สะท้อนอยู่ในราคาออปชัน) กำลังสูงขึ้นก่อนการประชุม FOMC ครั้งถัดไป (FOMC: คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของเฟด) กลยุทธ์อย่าง straddles (straddle: ซื้อออปชันแบบได้ประโยชน์หากราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) อาจเหมาะในสภาวะนี้ ควรติดตาม “เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ” (Treasury yield curve: ความสัมพันธ์ระหว่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตรหลายอายุ) โดยเฉพาะส่วนต่างระหว่างพันธบัตรอายุ 2 ปีและ 10 ปี (spread: ผลต่างของอัตราผลตอบแทน) หากเฟดต้องคงดอกเบี้ยสูงเพื่อสู้เงินเฟ้อทั้งที่เศรษฐกิจชะลอ อาจทำให้เส้นผลตอบแทน “กลับหัว” มากขึ้น (inversion: ดอกเบี้ยระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว) คล้ายบางช่วงในปี 2025 ซึ่งจะเป็นสัญญาณว่าเสี่ยงเกิดเศรษฐกิจถดถอยจากนโยบาย (policy-induced recession: เศรษฐกิจถดถอยที่เกิดจากการขึ้นดอกเบี้ย/คุมเข้มนโยบาย) ในตลาดเงิน มีความต่างชัดเจนกับยุโรป ที่ตลาดคาดว่า ECB จะขึ้นดอกเบี้ยรวมเกือบ 50 จุดพื้นฐานในปีนี้ ทั้งที่ข้อมูลล่าสุด เช่น ดัชนี PMI ภาคการผลิตของเยอรมนี (manufacturing PMI: แบบสำรวจภาคโรงงาน ค่าต่ำกว่า 50 มักหมายถึงหดตัว) ลดลงสู่ 46.5 บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจโดนผลกระทบจากพลังงานแพงหนักกว่า สภาพนี้อาจทำให้คู่เงิน EUR/USD (EUR/USD pair: อัตราแลกเปลี่ยนยูโรเทียบดอลลาร์) แข็งกว่าที่คิด ทำให้ออปชันฝั่งซื้อยูโร (euro call options: ออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อยูโรแข็งค่า) เป็นทางเลือกหนึ่งในการเล่นความต่างด้านนโยบายนี้ ต้นเหตุของปัญหา คือช็อกจากพลังงาน ซึ่งเปิดโอกาสเทรดโดยตรงในตราสารอนุพันธ์น้ำมัน (oil derivatives: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาน้ำมัน เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) หากเราเชื่อว่ารายงานการจ้างงานสหรัฐที่อ่อนแอเป็นสัญญาณนำ (leading indicator: ตัวชี้วัดที่มักเปลี่ยนก่อนเศรษฐกิจจริง) ของการชะลอตัววงกว้างทั่วโลก ความต้องการใช้น้ำมันจะลดลงในที่สุด ในกรณีนั้น การซื้อพุตออปชันระยะยาว (long-dated put options: ออปชันสิทธิขายที่อายุยาว) บนฟิวเจอร์สน้ำมันดิบ (crude futures: สัญญาซื้อขายน้ำมันล่วงหน้า) อาจใช้เป็นการป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดความเสียหายจากความผันผวน) หรือเป็นการเก็งกำไรเมื่อเศรษฐกิจถดถอย
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets