Interpreting Recent Payroll Signals
เธอบอกว่า ควรเอารายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร 2 ครั้งล่าสุดมาเฉลี่ยกัน และตัวเลขช่วงหลังต่ำกว่าระดับ “คุ้มทุน” ราว 30,000 ตำแหน่ง (คือจำนวนงานใหม่ขั้นต่ำที่พอชดเชยคนที่เพิ่มขึ้นในตลาดแรงงาน ทำให้การว่างงานไม่เพิ่ม) เธอเน้นว่านี่อ้างอิงจากข้อมูลแค่ไม่กี่เดือน เดลีย์บอกว่า การเติบโตของค่าจ้างควรเท่ากับเงินเฟ้อ บวกกับการเติบโตของผลิตภาพ (ผลิตภาพคือประสิทธิภาพการทำงาน เช่น ผลิตได้มากขึ้นต่อชั่วโมงทำงาน) ซึ่งช่วงนี้ผลิตภาพสูงขึ้น เธอบอกว่า ค่าจ้างตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณ “ร้อนแรงผิดปกติ” (หมายถึงพุ่งเร็วเกินเหตุจนเสี่ยงดันเงินเฟ้อ) เธอบอกว่า รายงานการจ้างงานล่าสุดทำให้เธอจับตา และกังวลว่าตลาดแรงงานอาจอ่อนแอกว่าที่เคยเห็นก่อนหน้านี้ เธอบอกว่า การประท้วงหยุดงาน (strikes) หิมะ (snow) และการปรับฐานตัวเลขประชากร (population benchmarking คือการปรับวิธีคำนวณ/ฐานข้อมูลให้ตรงกับข้อมูลประชากรจริงที่อัปเดต) ทำให้ตีความรายงานได้ยากขึ้น เดลีย์บอกว่า ถ้าราคาน้ำมัน “ช็อก” (oil price shock คือราคาน้ำมันพุ่งแรงและรวดเร็วจากเหตุการณ์รบกวนอุปทาน) ผู้บริโภคจะรับผลกระทบ และผลกระทบขึ้นอยู่กับว่าความสะดุดนั้นนานแค่ไหน เธอบอกว่า Fed ต้องการเวลาเพิ่มเพื่อพิจารณา อาจคงดอกเบี้ยไว้ และตอนนี้ยังไม่อยู่ในจุดที่จะคิดเรื่องขึ้นดอกเบี้ยTrading Volatility In A Two Sided Fed
เธอยังบอกว่า ไม่เห็นหลักฐานว่าเศรษฐกิจกำลัง “ร้อนแรง” (คือเติบโตเร็วเกินไปจนเสี่ยงเงินเฟ้อ) เธอค่อนข้างมองบวกเล็กน้อยว่า AI (ปัญญาประดิษฐ์) อาจช่วยเพิ่มผลิตภาพ แต่ต้องการเห็นหลักฐานก่อน Fed ส่งสัญญาณว่า “ความเสี่ยงสมดุล” คือกังวลทั้งตลาดงานที่อาจอ่อนลง และเงินเฟ้อที่ยังสูงกว่าเป้าหมาย สิ่งนี้ทำให้ทิศทางดอกเบี้ยไม่ชัด และอาจทำให้ตลาดผันผวนมากขึ้น (ความผันผวนคือราคาขึ้นลงแรงและเร็ว) จึงควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งของราคา เช่น การซื้อออปชัน (options คือสัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) บนดัชนีหลัก รายงานงานล่าสุดชี้ว่าการจ้างงานเพิ่มแค่ 25,000 ตำแหน่งในเดือนกุมภาพันธ์ ต่ำกว่าที่คาด 180,000 มาก เป็นสัญญาณเตือนเศรษฐกิจ อย่างไรก็ตาม ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI คือตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการที่คนทั่วไปซื้อ) ล่าสุดยังสูงที่ 2.8% ทำให้ Fed ยังลังเลจะลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยการจ้างงาน ความขัดกันนี้ทำให้ออปชันบนสัญญาฟิวเจอร์ส SOFR (SOFR futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงอัตราดอกเบี้ย SOFR ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นของสหรัฐ) เป็นเครื่องมือที่ใช้เทรดได้ เมื่อความเป็นไปได้ของผลลัพธ์ในการประชุม FOMC (คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของ Fed) รอบต่อ ๆ ไปกว้างขึ้น เราเคยเห็นการลดดอกเบี้ยหลายครั้งในครึ่งหลังของปี 2025 ซึ่งตั้งใจทำให้ตลาดงาน “ไม่ทรุด” และพาเศรษฐกิจลงอย่างนุ่มนวล (soft landing คือชะลอเงินเฟ้อโดยไม่ทำให้เศรษฐกิจถดถอยแรง) แต่ความอ่อนแอของการจ้างงานตอนนี้ทำให้ความสำเร็จนั้นน่าสงสัย และเป็นฉากหลังที่ยากสำหรับหุ้น สภาพแวดล้อมแบบนี้เหมาะกับการซื้อความผันผวน เพราะดัชนี VIX (ดัชนีวัดความผันผวนที่ตลาดคาดไว้จากออปชันของ S&P 500) เคลื่อนไหวใกล้ระดับต่ำในอดีต และมีโอกาสตอบสนองแรงต่อความไม่แน่นอนใหม่ ความซับซ้อนเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันที่พุ่ง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude คือราคาน้ำมันอ้างอิงสำคัญของตลาดโลก) ทะลุ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical tensions คือความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจ/พลังงาน) สิ่งนี้กดดันผู้บริโภคโดยตรงและทำให้ภาพเงินเฟ้อซับซ้อนขึ้น ทำให้ Fed ยิ่งไม่อยากรีบตัดสินใจ ควรจับตาออปชันน้ำมันดิบ เพราะระยะเวลาที่ราคาพุ่งแบบนี้จะอยู่นานแค่ไหนยังไม่รู้ และเป็นตัวแปรสำคัญของตลาด Fed ทำให้ชัดว่าไม่ได้คิดจะขึ้นดอกเบี้ย แต่ทางเลือกตอนนี้คือ ลดดอกเบี้ยทันที หรือรอข้อมูลเพิ่ม ท่าทีแบบ “รอดู” ทำให้ตลาดตอบสนองแรงต่อข้อมูลใหม่ทุกชุด ตั้งแต่ตัวเลขผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ ไปจนถึงรายงานเงินเฟ้อรอบถัดไป คาดว่าราคาจะขยับแรงและรวดเร็วเมื่อข้อมูลใหม่ทำให้โอกาสของการเปลี่ยนนโยบายเปลี่ยนไป
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets