Market Disruption And Pricing Signals
การหยุดชะงักของเส้นทางส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซทำให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น และทำให้ส่วนต่างราคา “กว้างขึ้น” ระหว่างเกรดน้ำมันดิบ (ชนิดน้ำมันดิบต่างกัน), ผลิตภัณฑ์ และกำหนดส่งมอบ ช่วงหนึ่งส่วนต่าง Brent–WTI (ส่วนต่างราคาระหว่างน้ำมันดิบเบรนท์กับเวสต์เท็กซัสอินเตอร์มีเดียต) กว้างถึง 9 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล “สเปรดตามเวลา” (ส่วนต่างราคาระหว่างสัญญาส่งมอบใกล้กับสัญญาเดือนถัด ๆ ไป) ของน้ำมันดิบและน้ำมันดีเซล/ก๊าซออยล์ (gasoil; น้ำมันกลั่นที่ใกล้เคียงดีเซล) ก็ยังกว้างขึ้น หมายถึงราคาต่างกันมากขึ้นตามเส้นราคาในอนาคต (forward curve; ต้นทุนตามเวลาในอนาคต) ช่องว่างระหว่างสัญญา Brent ล่วงหน้าสองเดือนแรกแตะ 4.5 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ตั้งแต่สงครามอิหร่านเริ่มขึ้น ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นราว 20% รัฐบาลสหรัฐฯ กำลังพิจารณามาตรการเพื่อลดแรงขึ้นของราคา เรามองว่าสงครามในอิหร่านเป็นปัจจัยหลักที่ขับเคลื่อนตลาดพลังงาน การกระโดดขึ้นทันที 20% ของราคาน้ำมันเป็นสัญญาณชัดเจนของ “ช็อกด้านอุปทาน” (อุปทานหายไปหรือสะดุดรุนแรง) สิ่งที่ต้องติดตามในอีกไม่กี่สัปดาห์คือความขัดข้องนี้จะยืดเยื้อแค่ไหน และสต็อกจะปรับตัวอย่างไรTrading And Risk Management Focus
ช่องแคบฮอร์มุซที่มีน้ำมันไหลผ่านเกือบ 17 ล้านบาร์เรลต่อวัน ยังคงเป็นจุดคอขวดสำคัญ การหยุดชะงักนี้กระทบกับน้ำมันที่ค้าขายข้ามประเทศแรงกว่า จึงเห็นราคา Brent แพงกว่า WTI ถึง 9 ดอลลาร์ (พรีเมียม; ราคาแพงกว่า) ส่วนต่างตามภูมิศาสตร์นี้เป็นโอกาสในการเทรด แต่ต้องจับตาว่าจะเริ่มแคบลงหรือไม่เมื่อมีการหาทางเปลี่ยนเส้นทาง ความตึงตัวรุนแรงในตลาดน้ำมันจริง (physical market; ตลาดซื้อขายน้ำมันส่งมอบจริง) ทำให้เกิด “แบ็กวอร์เดชัน” (backwardation; ราคาส่งมอบใกล้แพงกว่าส่งมอบไกล) มาก โดยสัญญา Brent เดือนหน้าแพงกว่าสัญญาถัดไป 4.50 ดอลลาร์ สถานการณ์นี้คล้ายช่วงขาดแคลนหนักในปี 2022 สะท้อนการแย่งซื้อน้ำมันที่ส่งมอบได้ทันที รายงานสต็อกจาก IEA และ EIA จะสำคัญมาก เพราะถ้าสต็อกลดลงมากกว่าที่คาด (draw; สต็อกถูกดึงออกไปใช้) ส่วนต่างนี้อาจยิ่งกว้างขึ้น ความเสี่ยงหลักที่ทำให้ราคาขึ้นต่อไม่ไหวคือการแทรกแซงจากสหรัฐฯ เรายังจำการปล่อยน้ำมัน 180 ล้านบาร์เรลจากคลังสำรองน้ำมันยุทธศาสตร์ (Strategic Petroleum Reserve; คลังน้ำมันของรัฐเพื่อใช้ยามฉุกเฉิน) ในปี 2022 ได้ ซึ่งแสดงว่ามีเครื่องมือแรงพอที่จะกดตลาด ความเป็นไปได้ของการทำแบบเดิมทำให้ต้องระวังการถือสถานะ “ขาขึ้น” (bullish; คาดว่าราคาจะขึ้น) มากเกินไป เมื่อความไม่แน่นอนสูง กลยุทธ์ใน “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives; เครื่องมือการเงินที่อิงราคาสินทรัพย์ เช่น สัญญาล่วงหน้าและออปชัน) ควรเน้นความผันผวนและส่วนต่างที่กว้างขึ้น การเทรดสเปรด Brent-WTI หรือใช้ออปชัน (options; สิทธิในการซื้อ/ขายที่ราคาและเวลาที่กำหนด โดยไม่บังคับต้องทำ) เพื่อเล่นสเปรดตามเวลา อาจให้ผลตอบแทนเทียบความเสี่ยงดีกว่าการเดาทิศทางราคาอย่างเดียว การใช้ออปชันเพื่อกำหนดกรอบความเสี่ยงจะสำคัญ โดยเฉพาะก่อนรายงานสต็อกหรือการประกาศจากรัฐบาลสหรัฐฯ
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets