Gas Prices And Inflation Risk
เขากล่าวว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงยังส่งผลต่อความเชื่อมั่น (sentiment: ความรู้สึกและมุมมองของผู้คน/นักลงทุนต่อเศรษฐกิจ) และอาจทำให้การใช้จ่ายด้านอื่นลดลง เขากล่าวว่า ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดทำให้เริ่มสงสัยว่าเฟดจัดการเงินเฟ้อเสร็จแล้วหรือยัง เขากล่าวว่า อัตรากำไรของบริษัท (corporate margins: กำไรเมื่อเทียบกับยอดขาย) ทรงตัว ส่วนหนึ่งเพราะผลิตภาพช่วยให้ธุรกิจรับแรงกระทบจากภาษีนำเข้า (tariffs: ภาษีที่เก็บกับสินค้าที่นำเข้าจากต่างประเทศ) ได้ เขากล่าวว่า ข้อมูลการจ้างงานช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาให้สัญญาณที่น่าพอใจ เขากล่าวว่า นโยบายของเฟดยังคง “คุมเข้มเล็กน้อย” (modestly restrictive: ตั้งใจทำให้การเงินตึงขึ้นเพื่อกดเงินเฟ้อ) ขณะที่อุปสงค์ (demand: ความต้องการซื้อ) ยังดี เขากล่าวว่าเขาสนับสนุนให้เฟดมีงบดุล (Fed balance sheet: ขนาดการถือครองพันธบัตร/สินทรัพย์ของเฟด) ที่เล็กลง หากไม่ทำให้ตลาดผันผวนรุนแรง และเฟดยังควบคุมอัตราดอกเบี้ยได้ แนวทาง “ครั้งต่อครั้ง” ของเฟดหมายความว่า ตลาดจะผันผวน (volatility: ราคาขึ้นลงแรง) รอบการประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญต่อไป ขณะนี้ตลาดประเมินโอกาสลดดอกเบี้ยในการประชุม FOMC (คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินของสหรัฐ) ครั้งถัดไปเพียง 25% ลดลงจากมากกว่า 60% เมื่อเดือนก่อน ดังนั้นถ้าข้อมูลเงินเฟ้อหรือข้อมูลการจ้างงานออกมาผิดคาด จะทำให้ตลาดต้องปรับราคาคาดการณ์ใหม่อย่างมากในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอัตราดอกเบี้ย (interest rate futures: สัญญาที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยในอนาคต) ความไม่แน่นอนนี้ทำให้กลยุทธ์ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในอนาคต) ที่ได้ประโยชน์จาก “ความผันผวน” มากกว่าทิศทางขึ้นหรือลง อาจเหมาะกว่าPositioning For Data Driven Volatility
ข้อมูลเงินเฟ้อล่าสุดทำให้เฟดระวังมากขึ้น และนักเทรดควรเตรียมรับท่าทีที่เข้มงวดกว่าเดิม (hawkish: เน้นสกัดเงินเฟ้อ มักหมายถึงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น) โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI: ตัวเลขเงินเฟ้อที่สะท้อนการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้า/บริการที่ผู้บริโภคซื้อ) เดือนมกราคมออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.3% เมื่อเทียบปีก่อน แปลว่าเงินเฟ้อยังไม่จบ เราเห็นความระวังนี้ในตลาดสว็อป (swaps market: ตลาดสัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด มักใช้คาดการณ์/ป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ย) ซึ่งตอนนี้ประเมินว่าจะมีการลดดอกเบี้ยน้อยลงในช่วงที่เหลือของปี 2026 ความเสี่ยงจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นเป็นปัจจัยหลัก เพราะจะกระทบความคาดหวังเงินเฟ้อโดยตรง เบรนต์ (Brent crude: ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงตลาดโลก) ซื้อขายราว 92 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดเรื่องสงครามอิหร่าน และถ้ารุนแรงขึ้นราคาก็อาจสูงขึ้น นักเทรดควรติดตามตลาดพลังงานใกล้ชิด เพราะถ้าราคายืนเหนือ 95 ดอลลาร์ได้นาน อาจทำให้เฟดเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปอีก ขณะเดียวกัน ตลาดแรงงานที่แข็งแรงช่วยให้เฟด “รอได้” และคงดอกเบี้ย รายงานการจ้างงานสัปดาห์ก่อนเพิ่มขึ้น 210,000 ตำแหน่ง ย้ำว่าความต้องการในเศรษฐกิจยังดี แม้นโยบายจะตึงตัว ความแข็งแกร่งนี้ทำให้การเทรดที่คาดว่าเศรษฐกิจจะชะลอเร็วและบีบให้เฟดต้องลดดอกเบี้ย ทำได้ยากขึ้น เมื่อเส้นทางข้างหน้ายังไม่ชัด ควรพิจารณาการเทรดที่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวแรงของตลาดในช่วงเหตุการณ์เฉพาะ โดย VIX (ดัชนีความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ: ค่าคาดการณ์ความผันผวนระยะสั้น) อยู่แถว 18 การซื้อสแตรดเดิล (straddle: ซื้อออปชัน Call และ Put ที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อเก็งว่าราคาจะเหวี่ยงแรง) หรือสแตรงเกิล (strangle: ซื้อ Call และ Put คนละราคาใช้สิทธิ เพื่อเก็งความเหวี่ยงแรงแต่ต้นทุนมักต่ำกว่า) บนดัชนีอย่าง SPX (ดัชนี S&P 500) ก่อนประกาศ CPI ครั้งถัดไปหรือการประกาศผลประชุม FOMC อาจเป็นทางเลือก เพราะมีโอกาสกำไรได้ทั้งกรณีตลาดดีดแรงหรือร่วงแรง
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets