This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

บ็อบ ซาเวจระบุว่า หุ้น พันธบัตร และค่าเงินในลาตินอเมริกามีเงินไหลเข้าอย่างแข็งแกร่ง ส่งผลให้การถือครองเพิ่มขึ้นเมื่อเทียบกับตลาดเกิดใหม่อื่นๆ

by VT Markets
/
Feb 11, 2026
ข้อมูลของ BNY แสดงให้เห็นว่าช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา เงินไหลเข้า “สินทรัพย์ละตินอเมริกา” อย่างกว้างขวาง ทั้งหุ้น พันธบัตร และค่าเงิน ทำให้สัดส่วนการถือครอง (positioning: ระดับที่นักลงทุนเข้าไปถือสินทรัพย์นั้น ๆ มากน้อยแค่ไหน) สูงกว่าตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ รายงานเชื่อมโยงเรื่องนี้กับความต้องการทำ “แคร์รี” (carry: กลยุทธ์กู้/ถือสกุลเงินดอกเบี้ยต่ำ แล้วไปลงทุนในสกุลเงินดอกเบี้ยสูงเพื่อกินส่วนต่างดอกเบี้ย) และบอกว่าโครงสร้างแบบนี้เพิ่มความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับฐาน (correction: ราคาปรับลงเพื่อกลับสู่ระดับเหมาะสม) หากไม่มีการปฏิรูปใหญ่ หรือราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity: วัตถุดิบซื้อขายได้ เช่น น้ำมัน แร่ โลหะ) ไม่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ณ วันจันทร์ ตลาดหุ้นละตินอเมริกาทุกประเทศที่มีข้อมูลเพียงพอถูก “ซื้อสุทธิ” (net bought: มียอดซื้อรวมมากกว่ายอดขาย) โดยบราซิลและเปรูเด่นเป็นพิเศษ ส่วนตราสารหนี้ (fixed income: สินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย/กระแสเงินสด เช่น พันธบัตร) ทุกตลาดยกเว้นเปรูถูกซื้อสุทธิเมื่อดูเป็นรายไตรมาส ครอบคลุมทั้งพันธบัตรรัฐบาล (sovereign bonds: พันธบัตรที่รัฐบาลออก) และพันธบัตรเอกชน (corporate bonds: บริษัทออก) การถือครองค่าเงิน (FX holdings: การถือครองสินทรัพย์/สถานะในตลาดเงินตราต่างประเทศ) ในละตินอเมริกาเพิ่มขึ้นในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา ขณะที่ตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ อ่อนแรง แม้สกุลเงินเอเชีย-แปซิฟิกที่นิยมใช้เป็น “สกุลเงินสำหรับระดมทุน” (APAC funding currencies: สกุลเงินดอกเบี้ยต่ำที่ใช้กู้มาลงทุน เช่น เยน) หลายสกุลจะแข็งขึ้น ความเคลื่อนไหวนี้ถูกอธิบายว่าเป็นผลจากแคร์รีเป็นหลัก และเริ่มเห็นสัญญาณว่ากระแสโดยรวมอาจใกล้ถึงจุดสูงสุด การถือครองหุ้นละตินอเมริกายังเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับตลาดเกิดใหม่อื่น ๆ แต่ช่องว่างฝั่งตราสารหนี้กว้างขึ้น นำโดยพันธบัตรรัฐบาล เดือนพฤศจิกายน การถือครองพันธบัตรรัฐบาลละตินอเมริกาเพิ่มขึ้นเป็นราว 15% สูงกว่าค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 12 เดือน (rolling 12-month average: ค่าเฉลี่ยที่อัปเดตเลื่อนไปเรื่อย ๆ) ขณะที่ตลาดเกิดใหม่โดยรวมลดลงต่ำกว่า “ระดับอ้างอิง” (benchmark: ดัชนี/เกณฑ์เปรียบเทียบ) ภายในต้นกุมภาพันธ์ การถือครองตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกยังต่ำกว่าระดับอ้างอิง แต่ตราสารหนี้ละตินอเมริกาสูงกว่าราว 10% โดยการปรับลดเริ่มเกิดก่อนในตลาดค่าเงิน มองย้อนกลับไปหนึ่งปีก่อน พบว่าในช่วงต้นปี 2025 สินทรัพย์ละตินอเมริกามีเงินไหลเข้าอย่างมากแบบไม่เลือก (indiscriminate inflows: ซื้อกว้าง ๆ ไม่คัดคุณภาพ) ทำให้การถือครอง “ตึงตัวมาก” (stretched: คนถือแน่น โอกาสขายทำกำไรสูง) กระแสเงินทุนที่พุ่งเข้าหุ้น พันธบัตร และค่าเงินถูกมองว่าอยู่ได้ไม่นาน หากไม่มีการปฏิรูปใหญ่ ความเสี่ยงที่จะเกิดการปรับลงแรงมีสูง เพราะภูมิภาคนี้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะ “แยกตัว” จากผลการดำเนินงานของประเทศพัฒนาแล้ว (decouple: โตหรือเคลื่อนไหวสวนทางกันอย่างยั่งยืน) การปรับตัวที่คาดไว้เกิดขึ้นจริง โดยเริ่มในตลาดเงินตราต่างประเทศช่วงกลางปี 2025 เมื่อธนาคารกลางบราซิลและเม็กซิโกส่งสัญญาณเข้าสู่รอบ “ลดดอกเบี้ย” (easing cycle: ช่วงเริ่มผ่อนคลายนโยบายการเงิน) ขณะที่ธนาคารกลางสหรัฐคงดอกเบี้ย การทำแคร์รีจึงถูก “คลายสถานะ” (unwind: ปิดสถานะที่ทำไว้) ทำให้เงินอย่างเรียลบราซิลอ่อนค่ากว่า 8% เทียบดอลลาร์ในครึ่งหลังของปี ยืนยันว่ารอยร้าวแรก ๆ มักเกิดในตลาดค่าเงินก่อน ต่อมาภาวะปรับฐานลามไปตลาดหุ้น โดยดัชนี MSCI EM Latin America (ดัชนีหุ้นละตินอเมริกาในกลุ่มตลาดเกิดใหม่) ลดลงเกือบ 15% จากจุดสูงสุดในไตรมาส 1 ปี 2025 จนถึงช่วงไตรมาส 3 การย่อตัวนี้มาจากการปิด “สถานะซื้อสะสมที่คนแน่น” (crowded long positions: นักลงทุนนิยมถือฝั่งซื้อเหมือน ๆ กันมากเกินไป) ที่ถูกสร้างไว้ก่อนหน้า เงินไหลออกมากสะท้อนการกลับมาเผชิญความจริง เมื่อความกังวลเรื่องการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะจากเอเชีย เริ่มกดดันความเชื่อมั่น (sentiment: อารมณ์/มุมมองของตลาด) ปี 2025 ยังตอกย้ำว่าภูมิภาคนี้พึ่งพาราคาสินค้าโภคภัณฑ์และอุปสงค์โลกสูง ตัวอย่างเช่น กิจกรรมอุตสาหกรรมในจีนอ่อนกว่าคาด ทำให้ราคาแร่เหล็ก (iron ore) อ่อนลง จนต่ำกว่า 100 ดอลลาร์ต่อตันปลายปี 2025 ส่งผลต่อความคาดหวังรายได้ภาครัฐของบราซิลโดยตรง (sovereign revenue: รายได้ของรัฐบาล) ย้ำว่าละตินอเมริกาเติบโตแบบโดดเดี่ยวจากคู่ค้าหลักในเอเชีย-แปซิฟิกและประเทศพัฒนาแล้วไม่ได้ ตอนนี้เมื่อแรงเก็งกำไรส่วนเกินถูกล้างไปมาก และมูลค่า (valuations: ระดับราคาเมื่อเทียบกับพื้นฐาน เช่น กำไร) ดูสมเหตุสมผลขึ้น รูปแบบการเทรดเปลี่ยนไป แทนที่จะวางเดิมพันว่าตลาดจะลงกว้าง ๆ ผู้เทรด “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อื่น เช่น ออปชัน ฟิวเจอร์ส) ควรพิจารณากลยุทธ์แบบเจาะจง โดยใช้ “ออปชัน” (options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อ/ขายในราคาและเวลาที่กำหนด) เพื่อเกาะโอกาสฟื้นตัวและคุมความเสี่ยง เช่น ซื้อคอลออปชัน (call options: สิทธิซื้อ หากราคาขึ้นจะได้ประโยชน์) บน ETF รายประเทศอย่าง EWZ ของบราซิล เพื่อเพิ่มโอกาสรับผลตอบแทนหากรีบาวด์ในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า โดยจำกัดขาดทุนไว้ชัดเจน (defined downside: ขาดทุนสูงสุดจำกัดที่ค่าเบี้ยออปชัน) จากความไม่แน่นอนหลังการปรับฐานปีที่แล้ว “ความผันผวนโดยนัย” (implied volatility: ความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน) ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยในอดีต สภาพแวดล้อมแบบนี้เหมาะกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งของราคาไม่ว่าขึ้นหรือลง เช่น ลองสแตรดเดิล (long straddle: ซื้อคอลและพุทพร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อทำกำไรเมื่อราคาแกว่งแรง) บนดัชนีหุ้นภูมิภาคที่ซื้อขายคล่อง (liquid: ซื้อขายง่าย สเปรดแคบ) กลยุทธ์นี้จะทำกำไรได้หากตลาดพุ่งแรงจากความหวังใหม่ หรือร่วงแรงจากความกลัวเศรษฐกิจโลกกลับมาอีกครั้ง

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code