แรงกดดันด้านนโยบายและความคาดหวังการเติบโต
รายงานยังระบุว่ามีข่าวว่าสหรัฐอาจยกเว้นบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากภาษีนำเข้าชิป (chip tariffs: ภาษีที่เก็บเมื่อเอาชิปคอมพิวเตอร์จากต่างประเทศเข้ามา) ที่กำลังจะประกาศ การยกเว้นนี้จะผูกกับ “การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ” (FDI: เงินที่บริษัทต่างชาติเอามาตั้งโรงงาน/ขยายกิจการในประเทศนั้นจริง ๆ) ของบริษัท Taiwan Semiconductor Manufacturing Company (TSMC) รายงานบอกว่าบริษัทต่าง ๆ นำ AI (ปัญญาประดิษฐ์: โปรแกรมที่ช่วยคิด/วิเคราะห์/สร้างเนื้อหา) มาใช้มากขึ้นและอาจดัน “ผลิตภาพ” (productivity: ทำงานได้มากขึ้นต่อเวลา/ต่อคน) แต่การใช้ AI ต่างรูปแบบอาจให้ผลไม่เท่ากัน สำหรับข้อมูลระยะสั้น รายงานชี้ไปที่ยอดค้าปลีกสหรัฐ และแบบสำรวจธุรกิจขนาดเล็กของ NFIB (สมาคมธุรกิจขนาดเล็กของสหรัฐ) ว่าเป็นข้อมูลสำคัญ สัญญาณหลักคือมีแรงผลักให้ Fed ปล่อยให้เศรษฐกิจ “ร้อนแรง” (run hot: โตแรง/อุปสงค์สูง) ให้ความสำคัญกับการเติบโตแม้เงินเฟ้อยังลดลงยาก (sticky: ดื้อ ไม่ยอมลงเร็ว) แถว 3.2% แบบเดือนที่แล้ว เรื่องนี้สอดคล้องกับ GDP (มูลค่าผลผลิตรวมของประเทศ) ที่โต 3.5% แบบปรับเป็นอัตรารายปี (annualized: เอาตัวเลขไตรมาสมาคำนวณให้เทียบเป็นทั้งปี) ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2025 กลยุทธ์ “อนุพันธ์” (derivatives: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ควรให้น้ำหนักกับสภาพแวดล้อมที่หนุนการเติบโตและ “ความผันผวน” (volatility: ราคาแกว่งแรง) ของอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น แม้มีเสียงการเมืองรบกวน เรามองว่าต่างชาติยังคงนำเงินเข้ามาในสหรัฐต่อเนื่อง แนวโน้มนี้ถูกเรียกว่า ‘Bash All Day, Buy All Night’ ข้อมูลกระทรวงการคลังสหรัฐช่วงปลายปี 2025 ยืนยันว่า การถือครอง “หลักทรัพย์สหรัฐ” (U.S. securities: หุ้น/พันธบัตร/ตราสารการเงินของสหรัฐ) โดยต่างชาติทำสถิติสูงสุดอีกครั้ง เงินไหลเข้าเชิงพื้นฐานนี้หนุนการถือสถานะ “ซื้อ” (long position: ได้กำไรเมื่อราคาขึ้น) ของดอลลาร์สหรัฐ ทำให้ “ออปชันซื้อ” (call options: สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาในสัญญา ภายในเวลาที่กำหนด) ของดัชนีดอลลาร์น่าสนใจเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่นการวางตำแหน่งตลาดและตัวเร่งระยะสั้น
เราเชื่อว่ากระแส AI เริ่มแปลเป็นกำไรด้านผลิตภาพจริง ทำให้ “มูลค่าประเมิน” (valuations: การประเมินว่าหุ้น/ตลาดควรมีราคาสูงแค่ไหน) ในตลาดสหรัฐสูงขึ้นได้ แนวโน้มนี้เป็นแรงสำคัญของการขึ้นแรง 30% ของ Nasdaq 100 ตลอดปี 2025 มุมมองบวกต่อ “ดัชนีหุ้น” (equity indices: ตัวเลขที่สะท้อนราคาหุ้นกลุ่มหนึ่ง เช่น Nasdaq 100) ของสหรัฐยังน่าจะไปต่อ อาจใช้ “คอลสเปรด” (call spreads: ซื้อคอลหนึ่งตัวและขายคอลอีกตัวเพื่อลดต้นทุน แต่จำกัดกำไรสูงสุด) เพื่อคุมค่าใช้จ่าย นอกจากนี้ แนวทางที่ยืดหยุ่นของรัฐบาลต่อ “นโยบายอุตสาหกรรม” (industrial policy: รัฐสนับสนุน/กำหนดทิศทางบางอุตสาหกรรม) เช่น ยกเว้นภาษีชิปบางส่วนให้บิ๊กเทคแลกกับการลงทุน ช่วยลด “ความเสี่ยงเหตุการณ์หนัก ๆ” (tail risk: ความเสี่ยงที่เกิดน้อยแต่กระทบแรง) ต่อ ตลาด แนวทาง “ชาตินิยมทางการค้าแบบเลือกเฉพาะส่วน” (selective neo-mercantilism: ใช้นโยบายการค้าที่เอื้ออุตสาหกรรมในประเทศแบบเลือกกลุ่ม) ทำให้ภาพรวมของภาคสำคัญอย่างเซมิคอนดักเตอร์มีเสถียรภาพขึ้น เรามองว่านี่เป็นสัญญาณให้พิจารณาขาย “พุทที่อยู่นอกเงิน” (out-of-the-money puts: ออปชันขายที่ยังไม่มีมูลค่าทันที ใช้รับพรีเมียม แต่เสี่ยงหากราคาตกแรง) บน ETF (กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้น) ที่เน้นหุ้นเทค ระยะใกล้ เราจับตาข้อมูลยอดค้าปลีกและแบบสำรวจ NFIB อย่างใกล้ชิด ตัวเลขที่แข็งแกร่งจะตอกย้ำเรื่องเศรษฐกิจร้อนแรงและอาจทำให้เกิดความผันผวนระยะสั้น ผู้เทรดอาจพิจารณา “ออปชันอายุสั้น” (short-dated options: ออปชันที่หมดอายุเร็ว) เพื่อวางแผนรับโอกาสที่ตัวเลขออกมาดีกว่าคาด
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets