ประเด็นสำคัญ
- ต้นทุนการเทรดอาจประกอบด้วย “สเปรด” (ส่วนต่างราคาระหว่างซื้อ–ขาย), “ค่าคอมมิชชั่น” (ค่าธรรมเนียมที่โบรกเกอร์เรียกเก็บ) และ “ค่าสวอป/โรลโอเวอร์” (ค่าถือสถานะข้ามคืน หรือดอกเบี้ย/เครดิตเมื่อข้ามวัน)
- สเปรด คือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อ (Buy/Ask) กับราคาขาย (Sell/Bid) ของสินทรัพย์
- ค่าคอมมิชชั่นอาจมีเฉพาะบางประเภทบัญชีหรือบางสินค้า ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขการซื้อขาย
- ค่าสวอปอาจเกิดขึ้นเมื่อถือสถานะค้างคืน เว้นแต่บัญชีหรือสินค้านั้นเป็นแบบ “ไม่คิดสวอป” (swap-free คือไม่คิดค่าถือข้ามคืน)
- ผู้เทรดสามารถดูรายละเอียดต้นทุนสำคัญผ่านแอป VT Markets ก่อนส่งคำสั่งหรือระหว่างบริหารสถานะได้
ต้นทุนการเทรดคืออะไร?
ต้นทุนการเทรด คือค่าธรรมเนียมหรือส่วนต่างราคา ที่ผู้เทรดต้องเผื่อไว้ตอน “เปิดสถานะ” (เริ่มซื้อ/ขาย), “ถือสถานะ” (ยังไม่ปิด) หรือ “ปิดสถานะ” (จบรายการ) ต้นทุนเหล่านี้กระทบกำไร/ขาดทุนจริง โดยเฉพาะคนที่เทรดบ่อย หรือถือข้ามคืน
บนแอป VT Markets ต้นทุนอาจมีสเปรด ค่าคอมมิชชั่น และค่าสวอป ต้นทุนจริงขึ้นกับสินค้า (instrument คือสินทรัพย์ที่เทรด เช่น คู่เงิน ทอง น้ำมัน), ประเภทบัญชี, สภาวะตลาด, ขนาดการเทรด และระยะเวลาที่ถือสถานะ
เข้าใจต้นทุนจะช่วยวางแผนจุดเข้า/ออก จัดการความเสี่ยง และคำนวณผลตอบแทนได้แม่นขึ้น
1) ต้นทุนจากสเปรด
สเปรด คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid และราคา Ask
ราคา Bid คือราคาที่คุณ “ขายได้” (กด Sell แล้วจะอิงราคานี้) ราคา Ask คือราคาที่คุณ “ซื้อได้” (กด Buy แล้วจะอิงราคานี้) เพราะโดยทั่วไปเราซื้อที่ Ask และขายที่ Bid ส่วนต่างจึงเป็นต้นทุนหนึ่งของการเทรด
สูตรพื้นฐาน:
สเปรด = ราคาซื้อ (Buy/Ask) – ราคาขาย (Sell/Bid)
บนแอป VT Markets ราคา Sell คือราคาที่ใช้ตอนเปิดสถานะขาย ส่วนราคา Buy คือราคาที่ใช้ตอนเปิดสถานะซื้อ ส่วนต่างของสองราคานี้คือสเปรด
การเทรดฟอเร็กซ์มักแสดงสเปรดเป็น “pip” (หน่วยย่อยของการเปลี่ยนแปลงราคาในคู่เงิน) ส่วนดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ คริปโต และ CFD อื่น ๆ “CFD” คือสัญญาซื้อขายส่วนต่างราคา โดยไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง) มักแสดงเป็น “points” (จุด) หรือเป็นหน่วยราคา
ตัวอย่าง

หาก BTCUSD แสดง:
- ราคาขาย (Sell): 61,670.49
- ราคาซื้อ (Buy): 61,687.45
สเปรดคือ:
61,687.45 – 61,670.49 = 16.96
หมายความว่า สเปรดของ BTCUSD เท่ากับ 16.96 หน่วยราคา
บนแอป สเปรดอาจแสดงเป็น 1,696 points ระหว่างราคา Sell และ Buy เพราะตัวอย่างนี้ BTCUSD แสดงทศนิยม 2 ตำแหน่ง ดังนั้น 1,696 points เท่ากับการขยับราคา 16.96
บางสินค้าระบบจะแสดงสเปรดเป็น points แทนหน่วยราคา โดยจำนวน points ที่เทียบเป็นราคา ขึ้นกับรูปแบบการเสนอราคาของสินทรัพย์นั้น
วิธีดูต้นทุนการเทรดบนแอป VT Markets
ผู้เทรดสามารถตรวจสอบต้นทุนสำคัญบนแอป VT Markets ได้ก่อนส่งคำสั่ง
วิธีดูสเปรด
วิธีตรวจสอบสเปรด:
1) เปิดแอป VT Markets
2) ไปที่รายการเฝ้าติดตามตลาด (watchlist) หรือรายการสินค้า

3) เลือกสินค้าที่ต้องการเทรด
4) ดูราคา bid และ ask ที่แสดงบนหน้าจอ

5) สเปรดจะแสดงเป็นช่องว่างระหว่างราคา Sell และ Buy

สเปรดเปลี่ยนได้ตามช่วงตลาดคึกคัก จึงควรตรวจอีกครั้งก่อนกดยืนยันคำสั่งซื้อขาย
2) ต้นทุนค่าคอมมิชชั่น
ค่าคอมมิชชั่น คือค่าธรรมเนียมที่เรียกเก็บโดยตรงตอนเปิดหรือปิดสถานะ อาจมีเฉพาะบางประเภทบัญชีหรือบางสินค้า
บางบัญชี (เช่น Standard STP: ส่งคำสั่งไปยังผู้ให้สภาพคล่องแบบผ่านตัวกลาง โดยมักรวมต้นทุนไว้ในสเปรด) มักรวมต้นทุนส่วนใหญ่ไว้ในสเปรด ขณะที่บางบัญชี (เช่น Raw ECN: เข้าถึงสภาพคล่องใกล้ตลาดมากขึ้น มักได้สเปรดแคบ แต่คิดคอมมิชชั่นแยก) อาจมีสเปรด “ดิบ/แคบ” แล้วคิดคอมมิชชั่นเพิ่ม จึงควรเช็คเงื่อนไขบัญชีก่อนเทรด
วิธีคำนวณค่าคอมมิชชั่น
สูตรทั่วไป:
คอมมิชชั่นรวม = คอมมิชชั่นต่อฝั่ง × จำนวนฝั่ง × จำนวนล็อต
โดย 1 รายการเทรดมักมี 2 ฝั่ง (side คือหนึ่งขั้นของรายการ):
- เปิดสถานะ
- ปิดสถานะ
ตัวอย่าง
หากคอมมิชชั่นอยู่ที่ 3 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อตต่อ 1 ฝั่ง และคุณเทรด 1 ล็อต คอมมิชชั่นรวมคือ:
USD 3 × 2 ฝั่ง × 1 ล็อต = USD 6
หากเทรด 2 ล็อต คอมมิชชั่นคือ:
USD 3 × 2 ฝั่ง × 2 ล็อต = USD 12
คอมมิชชั่นควรถูกรวมในการคำนวณต้นทุนรวมของการเทรด
วิธีดูรายละเอียดคอมมิชชั่นบนแอป VT Markets
วิธีตรวจสอบคอมมิชชั่น:
1) เปิดแอป VT Markets
2) เลือกสินค้าที่ต้องการเทรด เช่น USDJPY
3) เปิดหน้ารายละเอียดสินค้า/สเปก (specifications คือเงื่อนไขสัญญา เช่น สเปรด คอมมิชชั่น สวอป ขนาดสัญญา)

4) หากมีการคิดคอมมิชชั่น ให้ดูข้อมูลคอมมิชชั่นในหน้านี้

5) ตรวจว่าระบุค่าใช้จ่าย “ต่อ 1 ล็อต”, “ต่อ 1 ฝั่ง” หรือ “ต่อรอบ” (round turn คือรวมเปิด+ปิด)
คอมมิชชั่นต่างกันได้ตามประเภทบัญชีและสินค้า ควรตรวจสอบก่อนเปิดสถานะ โดยเฉพาะตอนเปรียบเทียบตัวเลือกบัญชี
3) ต้นทุนค่าสวอป/โรลโอเวอร์
สวอป (swap) หรือโรลโอเวอร์ (rollover) คือ “ค่าถือสถานะข้ามคืน” ซึ่งอาจเป็นค่าใช้จ่าย หรือเป็นเครดิตที่ได้รับ ขึ้นกับสินค้าและทิศทางการเทรด
อัตราสวอปเกี่ยวข้องกับส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ประเภทสินค้า สภาวะตลาด และสถานะ “Long/Short” (Long คือถือฝั่งซื้อ, Short คือถือฝั่งขาย) จึงอาจออกมาเป็นติดลบ (ต้องจ่าย) หรือเป็นบวก (ได้รับเครดิต)
สวอปเกิดเมื่อไร
สวอปมักเกิดเมื่อคุณยังถือสถานะอยู่หลังเวลาตัดยอดข้ามวันของตลาด (rollover time คือเวลาที่ระบบถือว่าเปลี่ยนวันซื้อขาย) หากปิดสถานะก่อนเวลานี้ โดยทั่วไปจะไม่ถูกคิดสวอป
หากถือหลายวัน สวอปอาจเป็นต้นทุนสำคัญ โดยเฉพาะสายสวิง (swing trade คือถือหลายวันตามรอบ) หรือสายถือยาว (position trade คือถือเป็นสัปดาห์/เดือนตามแนวโน้มใหญ่)
วิธีคำนวณสวอป
สูตรทั่วไป:
ต้นทุนสวอป = อัตราสวอป × ขนาดการเทรด × จำนวนคืนที่ถือ
วิธีคำนวณจริงอาจต่างกันตามสินค้า ขนาดสัญญา และประเภทบัญชี ควรดูข้อมูลสวอปในแอปก่อนตัดสินใจถือข้ามคืน
ตัวอย่าง
หากสวอปข้ามคืนอยู่ที่ 5 ดอลลาร์ต่อคืน และคุณถือ 3 คืน ต้นทุนสวอปรวมคือ:
USD 5 × 3 คืน = USD 15
หากถือคร่อมสุดสัปดาห์หรือวันหยุด อาจมีการปรับโรลโอเวอร์เพิ่มเติมตามเงื่อนไขของสินค้า
วิธีดูรายละเอียดสวอป
วิธีตรวจสอบสวอป:
1) เปิดแอป VT Markets
2) เลือกสินค้าที่ต้องการเทรด

3) กดแท็บ Info (ข้อมูล)

4) มองหาข้อมูลสวอปฝั่งซื้อ (long) และฝั่งขาย (short)
ในตัวอย่างด้านล่าง:
- Swap long ใช้กับสถานะซื้อที่ถือข้ามคืน ตัวอย่างนี้มีค่า -78.75 points หมายถึงอาจมีต้นทุนข้ามคืน
- Swap short ใช้กับสถานะขายที่ถือข้ามคืน ตัวอย่างนี้มีค่า 27.09 points หมายถึงอาจได้รับเครดิตสวอป
- 3-day swap คือวันที่มีการคิดสวอป 3 เท่า (มักใช้เพื่อชดเชยวันหยุดสุดสัปดาห์) ตัวอย่างนี้คิดในวัน Wednesday (พุธ)

สวอปฝั่ง long ใช้กับสถานะซื้อ ส่วนฝั่ง short ใช้กับสถานะขาย อัตราสวอปเปลี่ยนได้ ควรดูข้อมูลล่าสุดก่อนถือข้ามคืน
วิธีคำนวณต้นทุนการเทรดรวม
ต้นทุนรวมขึ้นกับประเภทบัญชี และคุณถือสถานะข้ามคืนหรือไม่
บัญชี Standard STP
บัญชี Standard STP โดยทั่วไปต้นทุนหลักคือสเปรด และค่าสวอป (ถ้ามี)
ต้นทุนรวม = ต้นทุนสเปรด + สวอป
ตัวอย่าง
ผู้เทรดเปิดสถานะ XAUUSD ขนาด 0.01 ล็อต โดยมีต้นทุนดังนี้ (ตัวเลขเพื่ออธิบาย):
- ต้นทุนสเปรด: USD 0.17
- สวอปข้ามคืน: USD 0.10
ต้นทุนรวมคือ:
USD 0.17 + USD 0.10 = USD 0.27
บัญชี Raw ECN
บัญชี Raw ECN โดยทั่วไปจ่ายสเปรดแคบ/ดิบ ค่าคอมมิชชั่นแยก และสวอป (ถ้ามี)
ต้นทุนรวม = ต้นทุนสเปรด + คอมมิชชั่น + สวอป
ตัวอย่าง
ผู้เทรดเปิดสถานะ XAUUSD ขนาด 0.01 ล็อต โดยมีต้นทุนดังนี้:
- ต้นทุนสเปรด: USD 0.08
- คอมมิชชั่น: USD 0.06
- สวอปข้ามคืน: USD 0.10
ต้นทุนรวมคือ:
USD 0.08 + USD 0.06 + USD 0.10 = USD 0.24
วิธีดูต้นทุนของสถานะที่เปิดอยู่
หลังเปิดสถานะ ผู้เทรดสามารถติดตามต้นทุนได้ในหน้า “Positions” หรือรายละเอียดสถานะในแอป โดยมักมีข้อมูล เช่น กำไร/ขาดทุนปัจจุบัน สวอป คอมมิชชั่น ราคาเข้า (entry price คือราคาที่เปิดสถานะ) และราคาตลาดล่าสุด

หากต้องการดูรายการที่ผ่านมา ให้ตรวจในหน้า “Trade history” (ประวัติการเทรด) เพื่อดูว่าต้นทุนกระทบผลลัพธ์ของสถานะที่ปิดแล้วอย่างไร

ทำไมต้นทุนการเทรดจึงสำคัญ
ต้นทุนการเทรดอาจดูเล็ก แต่ทำให้ผลตอบแทนระยะยาวต่างกันมาก โดยเฉพาะผู้ที่เทรดถี่ ใช้กลยุทธ์ระยะสั้น หรือเปิดสถานะขนาดใหญ่
ตัวอย่างเช่น “สแกลปเปอร์” (scalper คือเทรดสั้นมาก เข้า–ออกหลายครั้งต่อวัน) จะโดนสเปรดและคอมมิชชั่นกระทบมากกว่า ขณะที่สวิงเทรดเดอร์ที่ถือหลายวันจะโดนค่าสวอปมากกว่า
คำถามที่พบบ่อย
ต้นทุนการเทรดหลัก ๆ มีอะไรบ้าง?
ต้นทุนหลักคือ สเปรด ค่าคอมมิชชั่น และค่าสวอป ต้นทุนจริงขึ้นกับสินค้า ประเภทบัญชี ขนาดการเทรด และระยะเวลาที่ถือสถานะ
คำนวณสเปรดอย่างไร?
สเปรดคำนวณจาก ราคา Ask ลบ ราคา Bid เช่น หาก Bid = 1.08500 และ Ask = 1.08510 สเปรดคือ 0.00010 หรือ 1 pip (pip คือหน่วยย่อยของคู่เงิน)
ทุกการเทรดต้องมีค่าคอมมิชชั่นหรือไม่?
ไม่จำเป็น คอมมิชชั่นขึ้นกับประเภทบัญชี สินค้า และเงื่อนไขการเทรด บางบัญชีรวมต้นทุนส่วนใหญ่ไว้ในสเปรด ขณะที่บางบัญชีคิดคอมมิชชั่นแยก
สวอปถูกคิดเมื่อไร?
สวอปอาจถูกคิดเมื่อถือสถานะข้ามคืน จำนวนเงินขึ้นกับสินค้า ทิศทางการเทรด ประเภทบัญชี และอัตราสวอปที่แสดงในแอป