ตัวกรองคุณภาพและงบดุล
ต้องมี “อัตรากำไรจากการดำเนินงาน” (operating margin: กำไรจากการทำธุรกิจหลักหลังหักต้นทุนและค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เทียบกับยอดขาย) มากกว่า 20, “ผลตอบแทนต่อเงินลงทุน” (ROIC: return on invested capital คือผลตอบแทนที่บริษัททำได้จากเงินทุนที่ใช้ในการดำเนินงาน) มากกว่า 10 และ “ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้นสามัญ” (ROE: return on common equity คือกำไรเทียบกับเงินของผู้ถือหุ้นสามัญ) มากกว่า 15 นอกจากนี้กำหนด “ผลตอบแทนกระแสเงินสดอิสระ” (free cash flow yield: กระแสเงินสดอิสระต่อมูลค่าบริษัท/มูลค่าตลาด ใช้วัดว่าเงินสดที่เหลือจริง ๆ เทียบกับราคาแพงหรือถูก) มากกว่า 2% (สหรัฐ) และมากกว่า 4% (นอกสหรัฐ) รวมถึง “หนี้สุทธิต่อ EBITDA” (net debt to EBITDA: หนี้หลังหักเงินสด เทียบกับ EBITDA ซึ่งเป็นกำไรจากการดำเนินงานก่อนดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย ใช้วัดภาระหนี้เทียบกับกำลังทำกำไร) ต่ำกว่า 2 เงื่อนไขด้านมูลค่าเพิ่มคือ “P/E คาดการณ์ 12 เดือนข้างหน้า” (forward 12-month P/E: ราคาหุ้นเทียบกับกำไรที่คาดใน 12 เดือนข้างหน้า) ต่ำกว่า 25 และ “PEG คาดการณ์ 12 เดือนข้างหน้า” (forward 12-month PEG: P/E หารด้วยอัตราการเติบโตของกำไรที่คาด ใช้วัดว่าแพงเมื่อเทียบกับการโตหรือไม่) ต่ำกว่า 1.5 ฝั่งสหรัฐเหลือ 8 ชื่อ: Nvidia, Microsoft, Meta Platforms, Micron Technology, AppLovin, Newmont, Adobe, และ Autodesk ฝั่งนอกสหรัฐเหลือ 10 ชื่อ: Novo Nordisk, Zijin Mining Group, Barrick Mining, Pop Mart International, Experian, Kinross Gold, Pan American Silver, Evolution Mining, Genmab, และ Endeavour Mining ผลลัพธ์เป็น “รายชื่อสั้น” เพื่อไปศึกษาต่อ ไม่ใช่เครื่องมือตัดสินใจซื้อขายการใช้ความผันผวนเพื่อแสดงมุมมอง
บริษัทอย่าง Nvidia และ Microsoft มี “ความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชัน” (implied volatility: ค่าที่สะท้อนว่าตลาดคาดว่าราคาหุ้นจะเหวี่ยงมากแค่ไหน) สูงขึ้นตามตลาด ทำให้การขาย “พรีเมียมออปชัน” (options premium: เงินที่ผู้ขายออปชันได้รับ) น่าสนใจขึ้น เราเห็นแล้วว่าบริษัทเหล่านี้รักษาอัตรากำไรจากการดำเนินงานสูงกว่า 20% ได้ตลอดช่วงตลาดพักฐานปี 2025 (consolidation: ช่วงราคาหรือผลประกอบการแกว่งในกรอบ) จึงมีเหตุผลให้มั่นใจมากขึ้นในตอนนี้ การขาย “พุทที่มีเงินค้ำเต็มจำนวน” (cash-secured puts: ขายสิทธิขายโดยกันเงินสดไว้พอสำหรับซื้อหุ้นหากถูกใช้สิทธิ) อาจเป็นวิธีรับพรีเมียม หรือได้ซื้อสินทรัพย์คุณภาพในราคาถูกลง หากตลาดลงต่อ ประเด็นสำคัญคือโฟกัส “ความแข็งแรงเมื่อเทียบกับตลาดหรือหุ้นอื่น” (relative strength: หุ้นที่อ่อนน้อยกว่าหรือดีดได้ดีกว่าเมื่อเทียบกับตลาด/กลุ่ม) ไม่ใช่พยายามเดาจุดต่ำสุดของตลาด ข้อมูลช่วงตลาดลงหนักปี 2022 ชี้ว่าบริษัทที่มีผลตอบแทนต่อเงินลงทุนสูงและหนี้ต่ำ ร่วงน้อยกว่าดัชนี Nasdaq 100 (ดัชนีหุ้นเทคขนาดใหญ่ในสหรัฐ) อย่างมีนัยสำคัญ นั่นสื่อว่าการใช้ออปชันเพื่อเดิมพันว่าหุ้นคุณภาพเหล่านี้จะทำได้ดีกว่าหุ้นอ่อนแอหรือดัชนี อาจเหมาะสมกว่า รายชื่อนอกสหรัฐสะท้อน “คุณภาพคนละแบบ” เช่น Novo Nordisk และ Barrick Gold เมื่อ “เงินเฟ้อที่ประกาศเดือนกุมภาพันธ์ 2026” (inflation print: ตัวเลขเงินเฟ้อที่รายงานจริง) ออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.8% ก็ยิ่งมีเหตุผลในการถือธุรกิจที่มี “อำนาจตั้งราคา” (pricing power: ขึ้นราคาได้โดยลูกค้ายังยอมซื้อ) หรือเกี่ยวข้องกับ “สินทรัพย์จริง” (hard assets: สินทรัพย์จับต้องได้ เช่น ทองคำ สินค้าโภคภัณฑ์) “คอลออปชัน” (call options: สิทธิในการซื้อหุ้น/สินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) ของหุ้นเหมืองทองอาจช่วย “ป้องกันความเสี่ยง” (hedge: ลดความเสียหายเมื่อเหตุการณ์ไม่เป็นไปตามคาด) ได้ หากความกังวลเงินเฟ้อยังผลักให้ตลาดถูกขายต่อไป ต้องให้ความสำคัญกับตัวกรองงบดุล โดยคุมหนี้สุทธิต่อ EBITDA ให้ต่ำกว่า 2 การ “เข้มงวดด้านสินเชื่อ” (credit tightening: ธนาคารกลางทำให้การกู้ยากขึ้น/ดอกเบี้ยสูงขึ้น) ล่าสุดทำให้บริษัทที่กู้หนักมีความเสี่ยง “ตึงตัวด้านเงินทุน” (financing stress: หาเงินกู้ต่อหรือจ่ายดอกเบี้ยยาก) สูงกว่า จึงไม่เหมาะกับการถือฝั่งซื้อระยะยาว และอาจเหมาะเป็นเป้าสำหรับกลยุทธ์ออปชันที่มองลง (bearish option strategies: กลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) แม้เป็นหุ้นคุณภาพ ก็ต้องเคร่งครัดเรื่องมูลค่า นี่คือเหตุผลที่ตัวกรอง forward P/E สำคัญ การขายพุทบนหุ้นคุณภาพจะเสี่ยงน้อยลง หากมูลค่าหุ้นถูกกดลงจากจุดสูงสุดมามากแล้ว เราไม่ได้มองหาหุ้นที่ร่วงหนักที่สุด แต่ต้องการธุรกิจที่แข็งแรงและตอนนี้ราคาอยู่ในระดับสมเหตุสมผลมากขึ้น สร้างบัญชีจริงของ VT Markets และ เริ่มเทรด ได้เลยตอนนี้
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets