สกุลเงินเอเชียยังถูกกดดัน เพราะดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US yields: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตรรัฐบาล) ปรับขึ้น แม้จะมีความหวังบางส่วนเกี่ยวกับการเจรจาระหว่างสหรัฐ–จีน โดยเงินหยวนจีน (Renminbi: RMB) เป็นสกุลเงินที่แข็งแกร่งเด่นสุด เชื่อมโยงกับระดับ “ค่า Fixing” ของ USD/CNY ที่ต่ำลง (Fixing: อัตรากลางรายวันที่ธนาคารกลางจีนกำหนด) และสัญญาณว่าทางการยอมให้ค่าเงินแข็งขึ้น
ภาพรวมค่าเงินในเอเชียยังอ่อนค่า โดย RMB เป็นข้อยกเว้น ไม่ได้เป็นตัวนำให้ทั้งภูมิภาคแข็งค่าตามกัน โทนตลาดถูกมองว่าเป็น “มุมมองบวกอย่างระมัดระวังและเลือกเป็นรายตัว” ไม่ใช่การปรับขึ้นกว้างทั้งภูมิภาค
ข้อมูลยอดค้าปลีกสหรัฐที่ออกมาดีกว่าคาด สนับสนุนมุมมองว่าผู้บริโภคสหรัฐยังแข็งแกร่ง ตลาดให้น้ำหนักความน่าจะเป็นราว 23% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve: เฟด) จะขึ้นดอกเบี้ย 0.25% (25bp: 25 จุดฐาน หรือ 0.25%) ภายในเดือนธ.ค. 2026 ซึ่งหนุนดอลลาร์และกดดันสกุลเงินหลักและสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่
ความเสี่ยงสหรัฐ–จีนถูกมองว่าผ่อนคลายลงเล็กน้อย อย่างไรก็ตาม ผลตอบแทนสหรัฐที่สูงขึ้นและดอลลาร์ที่แข็งค่าขึ้นยังเป็นข้อจำกัดหลักต่อค่าเงินเอเชีย
บทความนี้จัดทำโดยใช้เครื่องมือ AI และผ่านการตรวจทานโดยบรรณาธิการ นำเสนอโดยทีม FXStreet Insights ซึ่งคัดเลือกมุมมองตลาดจากผู้เชี่ยวชาญภายนอกและเพิ่มบทวิเคราะห์ของทีมเอง
ผู้บริโภคสหรัฐที่ยังแข็งแกร่งทำให้ดอลลาร์ยังแข็งและ US yields อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้สภาพแวดล้อมยากต่อสกุลเงินเอเชียส่วนใหญ่ รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ (non-farm payroll: ตัวเลขการจ้างงานที่ไม่รวมภาคเกษตร) เดือนนี้เพิ่มขึ้น 215,000 ตำแหน่ง ตอกย้ำมุมมองว่าเฟดยังไม่น่าลดดอกเบี้ยเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้การฟื้นตัวแบบกว้างในภูมิภาคยังเกิดได้ยาก
อย่างไรก็ดี เงินหยวนจีนเป็นข้อยกเว้นที่เด่นชัด เริ่มเห็นสัญญาณเชิงนโยบายที่ “ยอมรับ” ค่าเงินที่แข็งขึ้น โดยธนาคารกลางจีน (People’s Bank of China: PBOC) กำหนด Fixing รายวันของ USD/CNY ล่าสุดที่ 7.08 ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าสุดในรอบ 3 เดือน เมื่อรวมกับความหวังหลังการหารือการค้าสหรัฐ–จีน ทำให้ RMB โดดเด่นกว่าสกุลอื่น
สำหรับผู้เทรดตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) ภาวะนี้สะท้อน “ความต่างทิศทาง” ที่ชัดเจนในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์ที่เน้นถือฝั่งได้ประโยชน์จาก RMB แข็งค่าเมื่อเทียบกับสกุลเอเชียที่เปราะบางกว่าอาจเหมาะสม โดยอาจพิจารณาโครงสร้างออปชัน (options structures: การจัดชุดสัญญาออปชันเพื่อวางกลยุทธ์ความเสี่ยง/ผลตอบแทน) ที่ถือฝั่งซื้อเงินหยวนนอกประเทศ (CNH: เงินหยวนที่ซื้อขายนอกจีนแผ่นดินใหญ่) และถือฝั่งขายเงินเยนญี่ปุ่น ขณะที่ USD/JPY ยังทดสอบระดับ 158
นี่ไม่ใช่สัญญาณ “รับความเสี่ยง” แบบทั้งตลาด (risk-on: นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น มักซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) ทั่วเอเชีย แต่เป็นโอกาสเฉพาะจุดแบบเจาะจง ตลาดยังจำได้ถึงแรงขายสกุลเงินเอเชียในไตรมาส 3 ปี 2025 เมื่อความกังวลเงินเฟ้อสหรัฐกลับมา รอบนี้ภาพซับซ้อนกว่า เปิดให้เห็นมูลค่าเป็นรายตัวมากกว่าการฟื้นตัวทั้งภูมิภาค
ข้อจำกัดหลักยังคงเป็นดอกเบี้ยสหรัฐที่อยู่สูงนาน (higher-for-longer: ดอกเบี้ยสูงและคงอยู่นานกว่าที่คาด) และดอลลาร์ที่แข็งค่าตามมา ฉากทัศน์นี้จำกัดโอกาสปรับขึ้นของค่าเงินส่วนใหญ่ในเอเชีย จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสำคัญของข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ คาดว่ารูปแบบ “RMB แข็งค่าแบบคัดเลือก” ท่ามกลางค่าเงินภูมิภาคที่ยังอ่อน จะยังดำเนินต่อไป