จีนเปิดเผยว่า สี จิ้นผิง กล่าวกับผู้บริหารระดับสูงของสหรัฐที่เดินทางเยือนปักกิ่งพร้อมกับโดนัลด์ ทรัมป์ว่า “ประตูของจีนจะเปิดกว้างยิ่งขึ้น” ตามรายงานของสำนักข่าวซินหัว เขาระบุว่าบริษัทสหรัฐจะมีโอกาสทางธุรกิจในจีนมากขึ้น และเรียกร้องให้มี “ความสัมพันธ์เชิงยุทธศาสตร์ที่สร้างสรรค์ มีเสถียรภาพ” เป็นแนวทางใหม่ของความสัมพันธ์ทวิภาคี
สีพบคณะผู้แทนที่มหาศาลาประชาชน โดยมีผู้เข้าร่วม เช่น อีลอน มัสก์ จาก Tesla, เจนเซน หวง จาก Nvidia และทิม คุก จาก Apple ก่อนการพบกันระหว่างสี–ทรัมป์ ทรัมป์กล่าวว่าเขาจะผลักดันให้ปักกิ่งเปิดประเทศให้ตะวันตกมากขึ้น
ความเสี่ยงไต้หวัน และความผันผวนของตลาด
ประเด็นไต้หวัน สีระบุว่าอาจเกิดปัญหาระหว่างสองเศรษฐกิจ หาก “จัดการพลาด” ตามรายงานของ CCTV เขากล่าวว่าไต้หวันเป็น “ประเด็นสำคัญที่สุด” ในความสัมพันธ์จีน–สหรัฐ และเตือนว่าทั้งสองประเทศอาจ “ปะทะกันหรือถึงขั้นเกิดความขัดแย้ง” ทำให้ความสัมพันธ์เข้าสู่ “สถานการณ์ที่อันตรายอย่างยิ่ง”
ไต้หวันระบุว่าสหรัฐได้ “ยืนยันอีกครั้งถึงการสนับสนุนที่ชัดเจนและหนักแน่น” ต่อเกาะแห่งนี้ ตามรายงาน NDTV World ตลาดยังไม่ตอบสนองในทันที โดยดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY—ดัชนีที่วัดความแข็งค่า/อ่อนค่าของดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) ทรงตัวแถว 98.50 และสัญญาล่วงหน้าดัชนี S&P 500 (ฟิวเจอร์ส—สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงดัชนีหุ้นสหรัฐ) แทบไม่เปลี่ยนแปลง
สัญญาณที่ปักกิ่งส่งออกมา—ทั้งการพูดถึงการเปิดตลาดควบคู่คำเตือนไต้หวัน—ยังทำให้ภาพรวมไม่ชัดเจน จึงไม่ควรคาดทางขึ้นหรือลงแบบชัดเจน แต่ควรเตรียมรับ “การแกว่งแรงและฉับพลัน” เทรดเดอร์จึงควรเน้นกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้น
ความตึงเครียดนี้ทำให้ควรเตรียมรับความผันผวนในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า ดัชนีความผันผวน CBOE หรือ VIX (ดัชนีชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดจากราคาออปชันของ S&P 500) ล่าสุดอยู่ราว 23 สูงกว่าค่าเฉลี่ยในช่วงตลาดสงบของต้นทศวรรษ 2020s สะท้อนว่าอาจเหมาะกับการใช้ออปชัน (สัญญาที่ให้สิทธิ ไม่ใช่ข้อผูกมัด ในการซื้อ/ขายสินทรัพย์) เพื่อป้องกันความเสี่ยงของสถานะถือยาว หรือพิจารณา “สแตรดเดิล” (straddle—ซื้อออปชันทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรจากการแกว่งแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง) บนดัชนีหลักอย่าง S&P 500 เพื่อรับมือการเคลื่อนไหวฉับพลัน
คำเตือนไต้หวันรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะหลังการซ้อมรบทางเรือที่เพิ่มขึ้นในช่องแคบเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานเซมิคอนดักเตอร์โลก (semiconductor supply chain—ระบบการผลิตและส่งมอบชิ้นส่วนชิปตั้งแต่วัตถุดิบถึงโรงงานและลูกค้า) ทำให้ออปชันของหุ้นอย่าง Nvidia และกองทุนอีทีเอฟกลุ่มชิป SOXX (ETF—กองทุนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ที่ลงทุนตามดัชนี/กลุ่มหุ้น) เป็นจุดที่เทรดเดอร์จับตา หากสถานการณ์ยกระดับ อาจทำให้การผลิตชิปสะดุดและสร้างโอกาสเทรดในกลุ่มนี้
การวางตำแหน่งรับความเสี่ยงหยวน และช็อกการค้า
แม้มีแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่สายสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจยังสำคัญ เห็นได้จากข้อมูลต้นปี 2026 ที่ขาดดุลการค้ารายปีของสหรัฐกับจีนยังใกล้ 3 แสนล้านดอลลาร์ หุ้นอย่าง Apple และ Tesla ที่พึ่งพาการผลิตและยอดขายในจีนจึงไวต่อการเปลี่ยนนโยบายแบบฉับพลันจากทั้งสองฝ่าย ควรจับตา “ความเคลื่อนไหวผิดปกติของออปชัน” (unusual options activity—ปริมาณ/มูลค่าซื้อขายออปชันเพิ่มขึ้นผิดปกติ อาจสะท้อนการวางสถานะของนักลงทุนสถาบัน) เป็นสัญญาณการจัดพอร์ตของผู้เล่นรายใหญ่
ฝั่งค่าเงิน เงินหยวนนอกประเทศจีน (offshore yuan: CNH—หยวนที่ซื้อขายนอกจีนแผ่นดินใหญ่ มักสะท้อนความกังวลของตลาดได้เร็ว) เป็นตัวชี้วัดความตึงเครียด หากแรงกดดันไต้หวันเพิ่มขึ้น มักเกิดภาวะ “หนีความเสี่ยง” (flight to safety—นักลงทุนย้ายเงินไปสินทรัพย์ปลอดภัย) ทำให้ดอลลาร์แข็งค่าและหยวนอ่อนค่า จึงควรเตรียมใช้ฟิวเจอร์สดัชนีดอลลาร์ (DXY futures—สัญญาล่วงหน้าอ้างอิงดัชนีดอลลาร์) หรือออปชันบน ETF ค่าเงินเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรในเหตุการณ์เสี่ยงที่เกิดขึ้นรวดเร็ว