เดลต้า วัน ของโกลด์แมนระบุ หุ้นทั่วโลกขึ้นอยู่กับการใช้จ่ายด้าน AI มากขึ้น ท่ามกลางฤดูกาลประกาศผลประกอบการ นโยบาย และการเจรจาเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ

by VT Markets
/
Apr 28, 2026

มากกว่า 42% ของบริษัทในดัชนี S&P 500 จะประกาศผลประกอบการสัปดาห์นี้ ครอบคลุมมูลค่าตลาดราว 29 ล้านล้านดอลลาร์ พร้อมกับเหตุการณ์จากธนาคารกลางกลุ่ม G5 (สหรัฐฯ ยูโรโซน ญี่ปุ่น อังกฤษ แคนาดา) และข่าวต่อเนื่องเกี่ยวกับช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) โดยวันพุธจะมี Alphabet, Microsoft, Amazon และ Meta Platforms รายงานหลังปิดตลาด และ Apple รายงานในวันถัดไป

ตลาดให้น้ำหนักกับ “แนวโน้มรายจ่ายลงทุนล่วงหน้า” ที่เกี่ยวกับ AI มากกว่าตัวเลขกำไรต่อหุ้น (EPS: กำไรต่อหุ้น) ที่ประกาศออกมา โดยมีการประเมินรายจ่ายลงทุนด้าน AI (Capex: เงินลงทุนเพื่อซื้อ/สร้างสินทรัพย์ เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ชิป เซิร์ฟเวอร์) มากกว่า 740,000 ล้านดอลลาร์สำหรับปี 2026 และตลาดได้สะท้อนตัวเลขกว่า 600,000 ล้านดอลลาร์ไว้แล้วในหุ้น Amazon, Microsoft, Meta Platforms และ Alphabet

Semiconductors As The Transmission Mechanism

เซมิคอนดักเตอร์ (ชิป) ถูกมองเป็น “ช่องทางหลัก” ที่ทำให้เม็ดเงินลงทุนด้าน AI ส่งผลต่อราคาตลาด โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน กลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ปรับขึ้น 42% ขณะที่ “Mag 7” (หุ้นเทคขนาดใหญ่ 7 ตัวของสหรัฐฯ) ขึ้นราว 2% และหากไม่นับ NVIDIA ภาพรวมแทบไม่เปลี่ยนแปลง

ราว 40% ของการเติบโตที่คาดการณ์ของ S&P 500 Growth (หุ้นกลุ่มเติบโต) ในปี 2026 ถูกโยงกับเซมิคอนดักเตอร์ จากแผน Capex ของ “ไฮเปอร์สเกลเลอร์” (ผู้ให้บริการคลาวด์/ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่มาก เช่น Amazon, Microsoft, Google) อย่างไรก็ดี การปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรยังค่อนข้างกระจุกตัว โดยบริษัท S&P ส่วนใหญ่แทบไม่ถูกปรับประมาณการ

Micron Technology คิดเป็นมากกว่าครึ่งหนึ่งของการปรับเพิ่ม EPS รวม โดยประมาณการเฉลี่ยของตลาด (consensus: ค่าเฉลี่ยคาดการณ์จากนักวิเคราะห์) ถูกมองว่าเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว ส่วน Exxon Mobil คิดเป็นราว 14% ของการปรับเพิ่มดังกล่าว

ตลาดกำลังเข้าสู่ “บททดสอบความเครียด” (stress test: การทดสอบภายใต้เงื่อนไขกดดัน) โดยการใช้จ่ายด้าน AI เป็นจุดเสี่ยงหลัก เรามองว่าทั้งตลาดขึ้นอยู่กับคำแนะนำ (guidance: แนวโน้ม/ประมาณการที่ผู้บริหารให้) เกี่ยวกับรายจ่ายลงทุนของ Alphabet, Microsoft, Amazon และ Meta ในสัปดาห์นี้ สำหรับนักเก็งกำไร ประเด็นไม่ใช่เรื่องเล่าซับซ้อน แต่คือการวางสถานะเพื่อรับความผันผวนแบบ “ได้-เสียชัด” (binary move: เคลื่อนไหวแรงไปทางใดทางหนึ่ง) ที่ผูกกับตัวแปรเดียว

Volatility Positioning Around Capex Guidance

เมื่อคาดว่าจะมีการ “ประเมินมูลค่าใหม่” ครั้งใหญ่ (repricing: ตลาดปรับราคาเพื่อสะท้อนข้อมูลใหม่) การซื้อความผันผวน (buying volatility: ใช้ออปชันเพื่อได้ประโยชน์จากการแกว่งแรง) เป็นทางเลือกที่ตรงที่สุด อาจพิจารณา straddle (ซื้อคอลและพุทที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือ strangle (ซื้อคอลและพุทคนละราคาใช้สิทธิ) ในหุ้นที่ประกาศผล และที่สำคัญคือ VanEck Semiconductor ETF (SMH: กองทุนอีทีเอฟที่ถือหุ้นกลุ่มชิป) เพื่อมีโอกาสทำกำไรหากราคาเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง เพราะตลาดไม่คาดว่าหุ้นเหล่านี้จะนิ่ง

อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงดูเอนเอียงไปทางขาลง ดัชนี SOX (ดัชนีหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ของสหรัฐฯ) เพิ่มขึ้นแล้วมากกว่า 35% ปีนี้ ซึ่งสะท้อนไม่ใช่แค่การลงทุนที่แข็งแกร่ง แต่รวมถึงการเร่งตัวต่อเนื่อง เรามองว่าการซื้อพุท (put: ออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) หรือพุทสเปรด (put spread: ซื้อพุทและขายพุทอีกระดับเพื่อจำกัดต้นทุน/กำไร) ในหุ้นชิปให้ความคุ้มค่าเชิงความเสี่ยง/ผลตอบแทนดีกว่า เพราะแค่มีสัญญาณว่าเริ่ม “คุมการใช้จ่าย” ก็อาจทำให้การเก็งกำไรนี้คลายตัวรุนแรง

เราเห็นความกระจุกตัวลักษณะนี้ในปี 2025 เมื่อคำแนะนำของ Micron เพียงบริษัทเดียวคิดเป็นมากกว่าครึ่งของการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของ S&P ตลาดจึงไม่ได้กระจายความเสี่ยงมากนัก แต่คล้ายการ “เดิมพันด้วยเลเวอเรจ” (leveraged bet: รับความเสี่ยงมากกว่าปกติ) กับผู้ผลิต/ซัพพลายเออร์เทคไม่กี่ราย ทำให้ทั้งดัชนีเปราะบางต่อความผิดหวังจากผู้เล่นหลักแค่ 1–2 ราย

Create your live VT Markets account and start trading now.

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code