
ประเด็นสำคัญ
- ความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตน้ำมันหลักมักทำให้ราคาน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกพุ่งขึ้น
- เหตุการณ์ในอดีต เช่น การคว่ำบาตรน้ำมันปี 1973 และสงครามอ่าวเปอร์เซีย แสดงให้เห็นว่าเหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศสามารถทำให้ตลาดพลังงานผันผวนได้เร็ว
- ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลทำให้คนกังวลแบบเดียวกัน เพราะตะวันออกกลางยังเป็นแหล่งน้ำมันสำคัญของโลก
ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงเชื่อมโยงกับการเมืองระหว่างประเทศอย่างใกล้ชิด เมื่อเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตพลังงาน ตลาดน้ำมันมักตอบสนองทันที ทำให้ราคาน้ำมันดิบสูงขึ้น และสุดท้ายกระทบราคาน้ำมันที่ผู้บริโภคจ่าย
รูปแบบนี้เกิดซ้ำหลายครั้งในประวัติศาสตร์ยุคใหม่ ตั้งแต่วิกฤตน้ำมันปี 1973 จนถึงความขัดแย้งล่าสุด สงครามที่คุกคามการผลิตน้ำมันหรือเส้นทางขนส่งมักทำให้ราคาพลังงานกระโดดขึ้น
วันนี้ ความกังวลเรื่อง ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลกับราคาน้ำมันเชื้อเพลิง สะท้อนรูปแบบเดิม ตลาดจับตาตะวันออกกลาง เพราะยังเป็นแหล่งน้ำมันหลักของโลก
การเข้าใจว่าสงครามกระทบ ตลาดพลังงาน อย่างไร จะช่วยอธิบายว่าทำไมราคาน้ำมันเชื้อเพลิงมักขึ้นในช่วงที่การเมืองระหว่างประเทศตึงเครียด (ตลาดพลังงาน = ตลาดซื้อขายสินค้าอย่างน้ำมันดิบ ก๊าซธรรมชาติ และเชื้อเพลิง)

วิกฤตน้ำมันปี 1973: แรงสั่นสะเทือนพลังงานระดับโลกครั้งแรก
ตัวอย่างสำคัญที่สงครามดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงให้สูงขึ้นคือ วิกฤตน้ำมันปี 1973

ที่มา: Wikipedia
หลังสงครามยมคิปปูร์ระหว่างอิสราเอลกับหลายประเทศอาหรับ สมาชิกขององค์การประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (OPEC: กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมันที่ร่วมกันกำหนดนโยบายการผลิตและส่งออก) ออกมาตรการ คว่ำบาตรน้ำมัน (oil embargo: หยุดหรือจำกัดการขายน้ำมัน) ต่อประเทศที่สนับสนุนอิสราเอล
ผลกระทบเกิดทันที
ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น 4 เท่าในไม่กี่เดือน เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในหลายประเทศตะวันตก มีคิวเติมน้ำมันยาว ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อ (inflation: ของแพงทั่ว ๆ ไปเพราะเงินซื้อได้น้อยลง) สูงขึ้น เศรษฐกิจชะลอ และทำให้นโยบายพลังงานของโลกเปลี่ยนไป
วิกฤตครั้งนั้นชี้ชัดว่า ความตึงเครียดในตะวันออกกลางสามารถทำให้ตลาดพลังงานปั่นป่วนอย่างรวดเร็ว และดันราคาน้ำมันเชื้อเพลิงทั่วโลกให้สูงขึ้น
สงครามอ่าวเปอร์เซียและความผันผวนของตลาดน้ำมัน
อีกตัวอย่างใหญ่คือ สงครามอ่าวเปอร์เซียปี 1990 เมื่ออิรักบุกคูเวต
ตอนนั้นทั้งสองประเทศเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ การบุกทำให้คนกลัวว่าการผลิตน้ำมันทั้งภูมิภาคจะสะดุด

ที่มา: The Guardian
เมื่อความไม่แน่นอนกระจายไปในตลาดพลังงาน ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นมากในไม่กี่สัปดาห์ ผู้ค้า (traders: คนหรือบริษัทที่ซื้อขายเพื่อทำกำไร) คาดว่าจะเกิดการขาดแคลนอุปทาน (supply: ปริมาณสินค้าในตลาด) และเริ่มบวกราคา “ความเสี่ยงจากการเมือง” เข้าไป
แม้การผลิตจะกลับมานิ่งหลังมีการแทรกแซงจากนานาชาติ เหตุการณ์นี้ตอกย้ำบทเรียนสำคัญ แม้แค่ “ความเสี่ยง” ที่จะเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ผลิตน้ำมันหลัก ก็ทำให้ราคาเหวี่ยงแรงได้ (ความผันผวน = ราคาเปลี่ยนขึ้นลงเร็วและแรง)
สงครามรัสเซีย–ยูเครนและแรงสั่นสะเทือนพลังงานยุคใหม่
ต่อมา สงครามรัสเซีย–ยูเครน ทำให้ราคาพลังงานพุ่งขึ้นอีกครั้ง
รัสเซียเป็นหนึ่งในผู้ผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ของโลก เมื่อเริ่มความขัดแย้งในปี 2022 ตลาดพลังงานโลกตอบสนองเร็วจากความกลัวว่าอุปทานจะสะดุด และจาก มาตรการคว่ำบาตร (sanctions: มาตรการกดดัน เช่น ห้ามซื้อขาย) ที่มุ่งไปที่การส่งออกของรัสเซีย
ราคาน้ำมันปรับขึ้นแรง และราคาก๊าซธรรมชาติพุ่งในยุโรป ต้นทุนเชื้อเพลิงสูงขึ้นทั่วโลก ทำให้เงินเฟ้อเพิ่ม และกดดันให้รัฐบาลและธนาคารกลางต้องรับมือกับบิลพลังงานที่สูงขึ้น (ธนาคารกลาง = หน่วยงานกำหนดนโยบายการเงินของประเทศ)
วิกฤตนี้ย้ำอีกครั้งว่า ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงของโลกผูกกับเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศอย่างมาก
ทำไมความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอลจึงสำคัญต่อตลาดน้ำมัน
ความขัดแย้งอิหร่าน–อิสราเอล ทำให้กังวลเรื่องราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอีกครั้ง เพราะตะวันออกกลางมีบทบาทสำคัญต่ออุปทานพลังงานโลก
มีหลายปัจจัยที่ทำให้ภูมิภาคนี้สำคัญต่อตลาดน้ำมัน
เส้นทางขนส่งทางทะเลที่สำคัญ
จุดสำคัญคือ ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: ช่องแคบแคบ ๆ ระหว่างอิหร่านกับโอมาน) น้ำมันที่ขนส่งทางเรือของโลกประมาณ 1 ใน 5 ต้องผ่านเส้นทางนี้ทุกวัน
ถ้าการเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซสะดุด อุปทานน้ำมันโลกอาจลดลง และดันราคาน้ำมันดิบให้สูงขึ้น
การผลิตน้ำมันของภูมิภาค
ตะวันออกกลางยังเป็นหนึ่งในพื้นที่ผลิตน้ำมันใหญ่ที่สุดของโลก หลายประเทศแถบอ่าวเปอร์เซียส่งออกน้ำมันวันละหลายล้านบาร์เรลสู่ตลาดโลก (บาร์เรล = หน่วยวัดน้ำมัน ประมาณ 159 ลิตร)
ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นเพิ่มความเสี่ยงที่โรงผลิต ท่อส่ง หรือระบบขนส่งจะเสียหายหรือหยุดชะงัก (โครงสร้างพื้นฐาน = ระบบสำคัญ เช่น ท่อ โรงกลั่น ท่าเรือ)
จิตวิทยาตลาด
ผู้ค้าพลังงานมักตอบสนองต่อความเสี่ยงทางการเมืองก่อนที่อุปทานจะสะดุดจริง แค่มีโอกาสที่เหตุการณ์จะบานปลาย ราคาน้ำมันก็อาจปรับขึ้น เพราะตลาดพยายาม “เผื่อ” ความไม่แน่นอนเข้าไปในราคา
จึงมักเห็นข่าว สงครามอิหร่าน–อิสราเอล มาคู่กับประเด็นราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในพาดหัวการเงิน
ทำไมราคาน้ำมันดิบจึงกระทบราคาน้ำมันเชื้อเพลิง
ราคาน้ำมันดิบมักเป็นต้นทุนหลักของราคาที่ผู้บริโภคจ่ายที่ปั๊ม
เมื่อราคาน้ำมันดิบสูงขึ้นจากความตึงเครียดทางการเมือง โรงกลั่น (refiners: โรงงานแปรรูปน้ำมันดิบให้เป็นน้ำมันเบนซิน/ดีเซล) ต้องจ่ายแพงขึ้น ต้นทุนนี้จะส่งต่อไปตามห่วงโซ่อุปทาน (supply chain: ขั้นตอนตั้งแต่วัตถุดิบจนถึงขายหน้าปั๊ม) จนทำให้ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลแพงขึ้น
ดังนั้น ความขัดแย้งที่ดันราคาน้ำมันดิบขึ้น มักทำให้ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้นตาม
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets