ประเด็นสำคัญ:
- ตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate bonds) คือ “พันธบัตร” หรือ “ตั๋วหนี้” ที่บริษัทออกเพื่อระดมทุน โดยจ่ายดอกเบี้ยอัตราคงที่ให้ผู้ลงทุนจนถึงวันครบกำหนดไถ่ถอน
- มีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit rating: คะแนนที่บอกความเสี่ยงที่ผู้ออกจะผิดนัดชำระหนี้) จากสถาบันอย่าง Standard & Poor’s, Moody’s และ Fitch ซึ่งมีผลโดยตรงต่อผลตอบแทน (Yield) และความเสี่ยง
- ตราสารหนี้ภาคเอกชนส่วนใหญ่มักจ่ายดอกเบี้ยทุก 6 เดือน และมักออกขายเป็นหน่วยมูลค่าที่ตราไว้ (Par value: มูลค่าหน้าตั๋ว) หน่วยละ 1,000 ดอลลาร์
- นักลงทุนเข้าถึงตลาดตราสารหนี้ได้ทั้งการซื้อขายโดยตรง หรือผ่าน CFD ตราสารหนี้ (Contract for Difference: สัญญาที่เก็งกำไรจากส่วนต่างราคา ไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง) บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5)
- ตราสารหนี้เอกชนให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรัฐบาล แต่ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง FDIC (การประกันเงินฝากสหรัฐฯ) และมีความเสี่ยงเครดิต (Credit risk: ความเสี่ยงที่ผู้ออกไม่จ่ายดอกเบี้ย/เงินต้น) ตามฐานะการเงินของผู้ออก
พื้นฐานของตราสารหนี้ภาคเอกชน
ตราสารหนี้ภาคเอกชนเป็นเครื่องมือหลักของตลาดเงินตลาดทุนทั่วโลก แต่ผู้ลงทุนรายย่อยมักเข้าใจคลาดเคลื่อน บทความนี้อธิบายว่า “ตราสารหนี้ภาคเอกชนคืออะไร” และทำไมนักลงทุนมืออาชีพจึงใช้เป็นส่วนหนึ่งของพอร์ต
พูดง่าย ๆ ตราสารหนี้ภาคเอกชนคือ “สัญญากู้ยืม” ที่บริษัทออกเพื่อหาเงินทุน เมื่อคุณซื้อ ตราสารหนี้ คุณกำลังให้บริษัทกู้เงิน
บริษัทจะจ่ายดอกเบี้ยเป็นงวดที่เรียกว่า “คูปอง” (Coupon: เงินดอกเบี้ยตามงวด) และคืนเงินต้นเต็มจำนวนเมื่อถึง “วันครบกำหนด” (Maturity: วันที่ต้องคืนเงินต้น)
ณ ปี 2024 ตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชนทั่วโลกมีมูลค่า 35.46 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ นับเป็นหนึ่งในสินทรัพย์ที่ใหญ่ที่สุดของโลก สะท้อนว่าบริษัทพึ่งพาตราสารหนี้ในการขยายธุรกิจ บริหารหนี้ และวางแผนการเงิน
ไม่ว่าคุณจะเน้นกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย หรือเป็นเทรดเดอร์ที่ต้องการกระจายความเสี่ยงด้วย CFD ตราสารหนี้บน MT4/MT5 การเข้าใจกลไกตราสารหนี้คือทักษะสำคัญ
ตราสารหนี้ภาคเอกชนทำงานอย่างไร?

แก่นของตราสารหนี้ภาคเอกชนคือ “สัญญาเงินกู้” ระหว่างผู้ลงทุนกับบริษัท โดยมีคำสำคัญที่ควรรู้
วงจรการทำงาน:
- การออกตราสาร (Issuance): บริษัทออกตราสารหนี้ ระบุมูลค่าหน้าตั๋ว (มัก 1,000 ดอลลาร์ต่อหน่วย) อัตราคูปอง และวันครบกำหนด
- การจ่ายคูปอง: ผู้ลงทุนรับดอกเบี้ยเป็นงวด (ส่วนใหญ่ทุก 6 เดือน) ตามอัตราคูปองที่ตกลง
- ครบกำหนดไถ่ถอน: เมื่อถึงกำหนด บริษัทคืนเงินต้นตามมูลค่าหน้าตั๋ว
- ซื้อขายระหว่างทาง: ก่อนครบกำหนด สามารถซื้อขายในตลาดรอง (Secondary market: ตลาดซื้อขายหลังออกขายครั้งแรก) ราคาเปลี่ยนตามดอกเบี้ย อันดับเครดิต และมุมมองตลาด
ตัวอย่างง่าย ๆ:
สมมติบริษัทออกตราสารหนี้มูลค่าหน้าตั๋ว 1,000 ดอลลาร์ คูปอง 6% ต่อปี อายุ 5 ปี คุณจะได้รับดอกเบี้ยปีละ 60 ดอลลาร์ (หรือ 30 ดอลลาร์ทุก 6 เดือน)
ครบ 5 ปี คุณได้เงินต้น 1,000 ดอลลาร์กลับมา รายได้ดอกเบี้ยรวม 300 ดอลลาร์ โดยสมมติว่าบริษัทไม่ผิดนัดชำระหนี้ (Default: ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยหรือคืนเงินต้นตามกำหนด)
ตารางที่ 1: ตราสารหนี้เอกชนเทียบกับเครื่องมือการลงทุนอื่น
| คุณลักษณะ | ตราสารหนี้ภาคเอกชน | พันธบัตรรัฐบาล/พันธบัตรคลัง | หุ้น |
| ระดับความเสี่ยง | ปานกลางถึงสูง | ต่ำ | สูง |
| รูปแบบผลตอบแทน | ดอกเบี้ยคงที่ (คูปอง) | ดอกเบี้ยคงที่ | เงินปันผล + กำไร/ขาดทุนจากราคา |
| คุ้มครองโดย FDIC? | ไม่ | ไม่ | ไม่ |
| ลำดับสิทธิในกรณีล้มละลาย | ได้ชำระก่อนผู้ถือหุ้น | ไม่เกี่ยวข้อง | ได้ชำระท้ายสุด |
| ผลตอบแทนโดยทั่วไป | 4%–9% ต่อปี | 3%–5% ต่อปี | ผันแปร |
| ซื้อขายผ่าน MT4/MT5? | ได้ (CFD ตราสารหนี้) | ได้ (CFD ตราสารหนี้) | ได้ (CFD หุ้น) |
อันดับเครดิตตราสารหนี้เอกชน: มีผลต่อการลงทุนอย่างไร
ก่อนตราสารหนี้เข้าสู่ตลาด มักถูกประเมินโดยสถาบันจัดอันดับเครดิตหลัก 3 แห่ง คือ Standard & Poor’s, Moody’s Investor Services และ Fitch Ratings โดยดูฐานะการเงินของบริษัทและให้ “เรตติ้ง” เพื่อบอกความน่าจะเป็นในการชำระหนี้ได้ตามกำหนด
อันดับเครดิตมีผลต่ออัตราคูปอง ความต้องการของผู้ลงทุน และราคาซื้อขาย กรอบใหญ่ ๆ คือ
- ตราสารระดับลงทุน (Investment-grade: เรตติ้งตั้งแต่ BBB-/Baa3 ขึ้นไป): เสี่ยงต่ำกว่า ผลตอบแทนต่ำกว่า เหมาะกับผู้ลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยและต้องการกระจายพอร์ต
- ตราสารผลตอบแทนสูง (High-yield หรือ “จังก์บอนด์”: เรตติ้งต่ำกว่า BBB-/Baa3): เสี่ยงสูงกว่า ผลตอบแทนสูงกว่า เหมาะกับผู้ที่รับความผันผวนได้
- อินคัมบอนด์ (Income bonds): มักออกโดยบริษัทที่การเงินตึงตัว จ่ายดอกเบี้ยสูงกว่าค่าเฉลี่ย ความเสี่ยงสูง ควรพิจารณารอบคอบ
ตารางที่ 2: สเกลอันดับเครดิตของตราสารหนี้เอกชนตามสถาบันจัดอันดับ
| สถาบันจัดอันดับ | อันดับสูงสุด | ระดับลงทุน | ผลตอบแทนสูง/จังก์ | นัยต่อผลตอบแทน |
| Standard & Poor’s | AAA | BBB- ขึ้นไป | BB+ ลงมา | AAA = ผลตอบแทนต่ำสุด; จังก์ = ผลตอบแทนสูงสุด |
| Moody’s | Aaa | Baa3 ขึ้นไป | Ba1 ลงมา | อันดับยิ่งต่ำ มักต้องเสนอคูปองสูงขึ้น |
| Fitch Ratings | AAA | BBB- ขึ้นไป | BB+ ลงมา | สะท้อนความเสี่ยงผิดนัดและผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนคาดหวัง |
หลักคิดง่าย ๆ: อันดับเครดิตยิ่งต่ำ “ยีลด์” (Bond yield: ผลตอบแทนของตราสารหนี้เมื่อเทียบกับราคาปัจจุบัน) มักยิ่งสูง เพื่อชดเชยความเสี่ยง ตัวอย่าง ตราสารเรตติ้ง BBB อาจให้ยีลด์ 5.5% ต่อปี ขณะที่เรตติ้ง BB อาจให้ 8%+ แต่ความเสี่ยงผิดนัดสูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ
ประเภทตราสารหนี้ภาคเอกชนที่ควรรู้
ตราสารหนี้เอกชนมีหลายโครงสร้าง การรู้ประเภทช่วยเลือกให้เหมาะกับเป้าหมายและระดับความเสี่ยง
- ตราสารดอกเบี้ยคงที่ (Fixed-Rate Bonds): จ่ายคูปองคงที่ตลอดอายุ คาดการณ์รายได้ได้ ชนิดที่พบมากที่สุด
- ตราสารดอกเบี้ยลอยตัว (Floating-Rate Bonds): คูปองปรับตามอัตราอ้างอิง (Benchmark rate: อัตรามาตรฐานที่ใช้เป็นฐาน) เช่น SOFR (อัตราดอกเบี้ยมาตรฐานของสหรัฐฯ) หรือ EURIBOR (อัตรากลางระหว่างธนาคารในยุโรป) เหมาะช่วงดอกเบี้ยขาขึ้น
- ตราสารแปลงสภาพ (Convertible Bonds): แปลงเป็นหุ้นได้ตามเงื่อนไข เปิดโอกาสได้กำไรจากราคาหุ้นควบคู่รายได้ตราสารหนี้
- ตราสารไถ่ถอนก่อนกำหนด (Callable Bonds): ผู้ออกมีสิทธิไถ่ถอนก่อนครบกำหนด หากดอกเบี้ยตลาดลดลงมาก เพื่อไปกู้ใหม่ต้นทุนต่ำกว่า
- ตราสารไม่มีคูปอง (Zero-Coupon Bonds): ขายต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋ว ไม่จ่ายดอกเบี้ยระหว่างทาง ผลตอบแทนมาจากส่วนต่างราคาเมื่อถึงกำหนด
- ตราสารผลตอบแทนสูง (High-Yield/Junk Bonds): เรตติ้งต่ำกว่าระดับลงทุน เสี่ยงเครดิตสูงกว่า แต่ยีลด์สูง บางครั้งมากกว่า 9% ต่อปี
ตัวอย่างเชิงปฏิบัติ:
ตราสารไม่มีคูปอง มูลค่าหน้าตั๋ว 1,000 ดอลลาร์ อาจซื้อวันนี้ที่ 750 ดอลลาร์ ครบกำหนด 5 ปี ได้รับ 1,000 ดอลลาร์ (กำไร 250 ดอลลาร์ โดยไม่รับคูปองระหว่างทาง)
วิธีซื้อตราสารหนี้เอกชน และเทรดผ่าน MT4 & MT5

การซื้อตราสารหนี้เอกชนทำได้ 2 แนวทางหลัก
แนวทาง 1: ซื้อถือโดยตรง
คุณซื้อผ่านโบรกเกอร์หลักทรัพย์หรือแพลตฟอร์มตราสารหนี้ เหมาะกับผู้ลงทุนระยะยาวที่ต้องการรายได้คูปองสม่ำเสมอ
ประเด็นที่ควรพิจารณาเมื่อซื้อโดยตรง:
- เงินลงทุนขั้นต่ำอาจสูง ตราสารหลายชุดสำหรับสถาบันต้องใช้ 100,000 ดอลลาร์ขึ้นไปในช่วงออกขายครั้งแรก
- สภาพคล่อง (Liquidity: ความง่ายในการซื้อขายโดยไม่กระทบราคา) ในตลาดรองต่างกัน ตราสารที่คนซื้อขายน้อยอาจขายออกยาก
- ได้รับคูปองจริง และได้เงินต้นตามมูลค่าหน้าตั๋วเมื่อครบกำหนด
แนวทาง 2: เทรด CFD ตราสารหนี้ผ่าน MT4 หรือ MT5
สำหรับเทรดเดอร์ที่ต้องการความยืดหยุ่น CFD ตราสารหนี้ บนแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เป็นทางเลือกที่เข้าถึงง่ายและมักมีสภาพคล่องมากกว่า
เหตุผลที่ CFD ตราสารหนี้บน MT4/MT5 ใช้งานได้ดี:
- เปิดสถานะซื้อ (Long: ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น) หรือขาย (Short: ได้ประโยชน์เมื่อราคาร่วง) ได้ เพื่อเก็งกำไรจากการขึ้น/ลงของราคา
- ใช้เลเวอเรจ (Leverage: การใช้เงินกู้/มาร์จิ้นเพื่อเพิ่มขนาดสถานะ) ทำให้ใช้เงินเริ่มต้นน้อยลง แต่ขยายทั้งกำไรและขาดทุน
- มีกราฟ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค (Technical indicators: ตัวชี้วัดจากราคา/ปริมาณ) และระบบเทรดอัตโนมัติ (Expert Advisors: โปรแกรมช่วยส่งคำสั่งตามเงื่อนไข)
- ไม่ต้องบริหารคูปองหรือวันครบกำหนด เพราะเทรดจากการเคลื่อนไหวของราคา
- มีเครื่องมืออ้างอิงดัชนีตราสารหนี้หลัก และฟิวเจอร์สตราสารหนี้รายตัว (Bond futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าตราสารหนี้) ช่วยกระจายความเสี่ยง
ตารางที่ 3: ขั้นตอนซื้อขาย CFD ตราสารหนี้เอกชนผ่าน VT Markets (MT4/MT5)
| ขั้นตอน | การทำ | คำแนะนำ |
| 1 | เปิดบัญชีเทรด VT Markets (MT4 หรือ MT5) | เริ่มจากบัญชีเดโมเพื่อทำความคุ้นเคยกับ CFD ตราสารหนี้ |
| 2 | เติมเงินและเลือกหมวด “Fixed Income” (ตราสารหนี้) หรือเครื่องมือพันธบัตร | เริ่มเล็ก ๆ แม้ 100 ดอลลาร์ก็เข้าตลาดได้ผ่าน CFD |
| 3 | วิเคราะห์อันดับเครดิตของผู้ออกและอุตสาหกรรม | มือใหม่ควรเริ่มจากตราสารระดับลงทุน (BBB- ขึ้นไป) |
| 4 | กำหนดขนาดสถานะ เลเวอเรจ และกรอบความเสี่ยง | อย่าเสี่ยงเกิน 2–3% ของเงินทุนต่อ 1 สถานะ |
| 5 | ส่งคำสั่งและติดตามราคา ยีลด์ และข่าว | ตั้งแจ้งเตือนราคาเพื่อรับมือเมื่อเรตติ้งเปลี่ยน |
| 6 | ทบทวนและปรับสัดส่วนพอร์ตตราสารหนี้เป็นระยะ | กระจายหลายอุตสาหกรรม ไม่กระจุกตัว |
การบริหารความเสี่ยงสำหรับผู้ลงทุนและเทรดเดอร์ตลาดตราสารหนี้เอกชน
การลงทุนตราสารหนี้เอกชนมีความเสี่ยง การรู้ความเสี่ยงหลักช่วยให้วางแผนได้ทนทานขึ้น
ความเสี่ยงหลักที่ควรบริหาร:
- ความเสี่ยงเครดิต/ผิดนัด (Credit/Default Risk): บริษัทอาจไม่จ่ายคูปองหรือไม่คืนเงินต้น ควรดูอันดับเครดิตและงบการเงิน
- ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย (Interest Rate Risk): ราคาตราสารหนี้มักสวนทางกับดอกเบี้ย หากธนาคารกลาง (เช่น Fed หรือ BoE) ขึ้นดอกเบี้ย ราคาตราสารเดิมมักลดลง
- ความเสี่ยงสภาพคล่อง (Liquidity Risk): ตราสารบางชุดซื้อขายไม่บ่อย หากต้องขายด่วนอาจต้องยอมขายถูก
- ความเสี่ยงเงินเฟ้อ (Inflation Risk): คูปองคงที่มูลค่าจริงลดลงเมื่อเงินเฟ้อสูง ตราสารดอกเบี้ยลอยตัวหรือตราสารผูกเงินเฟ้อช่วยลดผลกระทบได้บางส่วน
- ความเสี่ยงกระจุกตัว (Concentration Risk): ถือผู้ออกเดียว/อุตสาหกรรมเดียวมากเกินไปทำให้เสี่ยงสูง ควรกระจายหลายอุตสาหกรรมและหลายประเทศ
คำแนะนำ — กฎ 2%:
ต่อ 1 สถานะในตราสารหนี้เอกชน ควรเสี่ยงไม่เกิน 2% ของเงินทุนรวม ตัวอย่างพอร์ต 10,000 ดอลลาร์ ความเสี่ยงต่อครั้งไม่เกิน 200 ดอลลาร์ เพื่อให้รับมือช่วงขาดทุนได้
จัดสัดส่วนตราสารหนี้เอกชนในพอร์ตอย่างไร
แนวทางที่พบได้บ่อยคือถือสินทรัพย์รายได้คงที่ (Fixed income: สินทรัพย์ที่ให้รายได้ดอกเบี้ย) รวมถึงตราสารหนี้เอกชน ควบคู่หุ้นและสินค้าโภคภัณฑ์ เพื่อลดความผันผวนโดยรวม
- ผู้ลงทุนอายุน้อยมักถือพันธบัตร/ตราสารหนี้ 20–30% ที่เหลือเป็นหุ้นและสินทรัพย์ทางเลือก
- ผู้ใกล้เกษียณมักเพิ่มตราสารหนี้เป็น 50–70% เพื่อรักษาเงินต้นและสร้างรายได้ที่คาดการณ์ได้
- เทรดเดอร์ที่ใช้ CFD ตราสารหนี้มักใช้เป็นเครื่องมือป้องกันความเสี่ยง (Hedge: การลดความเสี่ยงจากสินทรัพย์อีกฝั่ง) เมื่อหุ้นปรับลง โดยเฉพาะช่วงตลาด “รับความเสี่ยงน้อย” (Risk-off)
ยีลด์และราคา: แนวคิดสำคัญ
“ยีลด์” คือแนวคิดสำคัญ เพราะบอกผลตอบแทนจริงเมื่อเทียบกับ “ราคาปัจจุบัน” ไม่ใช่ดูแค่อัตราคูปอง
คำนวณยีลด์แบบเร็ว:
ถ้าตราสารมูลค่าหน้าตั๋ว 1,000 ดอลลาร์ คูปองปีละ 60 ดอลลาร์ แต่ในตลาดรองซื้อขายที่ 950 ดอลลาร์ “ยีลด์ปัจจุบัน” (Current yield: คูปองต่อปี ÷ ราคาปัจจุบัน) คือ
Current Yield = Annual Coupon ÷ Current Price × 100
= $60 ÷ $950 × 100 = 6.32%
การซื้อที่ราคาต่ำกว่ามูลค่าหน้าตั๋วทำให้ยีลด์สูงขึ้น จึงต้องติดตามความสัมพันธ์ระหว่างราคา ดอกเบี้ย และ “สเปรดยีลด์” (Yield spread: ส่วนต่างยีลด์ระหว่างตราสารเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาลอายุใกล้กัน)
คำศัพท์ด้านยีลด์ที่ควรรู้:
- อัตราคูปอง (Coupon Rate): อัตราดอกเบี้ยที่ระบุบนมูลค่าหน้าตั๋ว
- ยีลด์ปัจจุบัน (Current Yield): คูปองต่อปีหารด้วยราคาตลาดปัจจุบัน
- ยีลด์ถึงวันครบกำหนด (Yield to Maturity: YTM): ผลตอบแทนรวมถ้าถือจนครบกำหนด รวมราคาเข้าซื้อ คูปองที่ได้รับ และเงินต้นที่คืน
- สเปรดยีลด์ (Yield Spread): ส่วนต่างยีลด์ระหว่างตราสารเอกชนกับพันธบัตรรัฐบาลอายุเท่ากัน สเปรดกว้างขึ้นมักหมายถึงตลาดมองเสี่ยงสูงขึ้น
แนวทางสำหรับการเทรดตราสารหนี้เอกชน
แนวคิดต่อไปนี้ช่วยยกระดับการตัดสินใจ
- ติดตามนโยบายธนาคารกลาง: การตัดสินใจดอกเบี้ยของ Fed, ECB และ BoE ส่งผลต่อตลาดตราสารหนี้มาก ดอกเบี้ยขึ้นมักกดราคา ดอกเบี้ยลงมักดันราคา
- ดูสเปรดเครดิต (Credit spread: ส่วนต่างยีลด์ที่สะท้อนความเสี่ยงเครดิต): สเปรดที่กว้างขึ้นสะท้อนความกังวลหนี้เอกชน และอาจเป็นสัญญาณนำของความตึงตัวในตลาดหุ้น
- ใช้เครื่องมือ Depth of Market ของ MT5: Depth of Market (DOM: ข้อมูลระดับคำสั่งซื้อขายในแต่ละช่วงราคา) และการดูปริมาณซื้อขายช่วยจับจังหวะเข้าออกใน CFD ตราสารหนี้
- กระจายทั้งอุตสาหกรรมและอายุคงเหลือ: ผสมตราสารอายุสั้น (1–3 ปี) กับอายุกลาง (5–10 ปี) ทำเป็น “บอนด์แลดเดอร์” (Bond ladder: ทยอยกระจายวันครบกำหนดหลายช่วง) เพื่อให้กระแสรายได้สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงต้องนำเงินไปลงทุนซ้ำในจังหวะไม่ดี
- ตรวจงบการเงินผู้ออก: ดูอัตราหนี้สินต่อทุน (Debt-to-equity: หนี้เทียบทุน) ความสามารถจ่ายดอกเบี้ย (Interest coverage: กำไรเทียบดอกเบี้ยจ่าย) และกระแสเงินสดอิสระ (Free cash flow: เงินสดเหลือหลังลงทุนจำเป็น) หากเริ่มจ่ายดอกเบี้ยลำบากถือเป็นสัญญาณเสี่ยง
- ตั้งจุดตัดขาดทุนใน CFD: Stop-loss (คำสั่งปิดสถานะเมื่อขาดทุนถึงระดับ) ช่วยกันความผันผวนฉับพลันจากเหตุการณ์การเมืองหรือเศรษฐกิจ เพราะ CFD มีการประเมินมูลค่าตามราคาตลาดทุกวัน
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: ตราสารหนี้เอกชนต่างจากพันธบัตรรัฐบาลอย่างไร?
ตราสารหนี้เอกชนออกโดยบริษัท ส่วนพันธบัตรรัฐบาล (เช่น UK Gilts หรือ US Treasuries) ออกโดยรัฐบาล ตราสารหนี้เอกชนมีความเสี่ยงผิดนัดสูงกว่า จึงมักให้ยีลด์สูงกว่า ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลโดยทั่วไปถูกมองว่าปลอดภัยที่สุดในกลุ่มรายได้คงที่
Q2: เทรดตราสารหนี้เอกชนบน MT4 หรือ MT5 ได้ไหม?
ได้ ผ่าน CFD ตราสารหนี้ คุณสามารถเทรดการเคลื่อนไหวของราคาตราสารหนี้เอกชนบน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ได้ โดยไม่ต้องถือพันธบัตรจริง และทำได้ทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขาย
Q3: ตราสารหนี้เอกชนปลอดภัยไหม?
ตราสารหนี้เอกชนคุณภาพสูง (ระดับลงทุน) มักมีความเสี่ยงต่ำกว่าหุ้นในแง่ความแน่นอนของรายได้ดอกเบี้ย แต่ไม่อยู่ภายใต้การคุ้มครอง FDIC และยังมีความเสี่ยงเครดิต หากผู้ออกผิดนัด คูปองอาจหยุดและเงินต้นอาจได้รับผลกระทบ
Q4: ตราสารหนี้เอกชนจ่ายดอกเบี้ยบ่อยแค่ไหน?
ส่วนใหญ่จ่ายทุก 6 เดือน บางรุ่นอาจจ่ายรายไตรมาส รายเดือน หรือรายปี ตารางจ่ายจะระบุไว้ในเงื่อนไขตราสารตั้งแต่วันออกขาย
เริ่มเทรดตราสารหนี้เอกชนกับ VT Markets
ตราสารหนี้เอกชนไม่ได้เหมาะเฉพาะผู้ลงทุนสายอนุรักษ์นิยม สำหรับเทรดเดอร์ที่อ่านอันดับเครดิต เข้าใจการเคลื่อนไหวของยีลด์ และติดตามปัจจัยเศรษฐกิจ ก็สามารถใช้เป็นโอกาสทั้งการถือรับรายได้และการเทรดส่วนต่างราคาผ่าน CFD
หัวใจคือพื้นฐานแน่นและคุมความเสี่ยง รู้จักผู้ออก เข้าใจทิศทางดอกเบี้ย ใช้จุดตัดขาดทุน และไม่เพิ่มสถานะเกินกว่าที่ติดตามได้