ประเด็นสำคัญ
- การกำหนดขนาดสถานะ (Position sizing: การตัดสินใจว่าจะเปิดกี่ล็อต) เป็นเครื่องมือคุมความเสี่ยงที่สำคัญที่สุดสำหรับการเทรดทอง
- ทองคำ XAU/USD 1 ล็อตมาตรฐาน เท่ากับ 100 ออนซ์ ดังนั้นราคาขยับ 1 ดอลลาร์ เท่ากับมูลค่าเปลี่ยน 100 ดอลลาร์
- การเทรดทองแบบ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เก็งกำไรราคาขึ้นลงโดยไม่ต้องถือทองจริง) ด้วยการกำหนดขนาดสถานะ ต้องเริ่มคำนวณจาก “ความเสี่ยงที่ยอมรับได้” ไม่ใช่เริ่มจาก “มาร์จิ้นที่มี”
- ทองมักแกว่ง 1%–2% ต่อวัน ขนาดล็อตจึงต้องลดลงเมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้น
- VT Markets รองรับการเทรดทองแบบ CFD บน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 และสามารถดูรายละเอียดสัญญา (contract specification: ข้อมูลขนาดสัญญา หน่วยล็อต สเปรด ค่าสวอป ฯลฯ) ได้ก่อนส่งคำสั่งซื้อขาย
สาเหตุหลักที่ทำให้นักเทรดจำนวนมากขาดทุนในทอง คือไอเดียเทรดอาจถูกทาง แต่เปิดสถานะใหญ่เกินไป
ทองไม่ได้เหมือนคู่เงินฟอเร็กซ์ (Forex: ตลาดซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา) แค่เปลี่ยนชื่อสัญลักษณ์ ที่ระดับราว 4,100 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนกรกฎาคม 2026 การเปิด 1 ล็อตมาตรฐานมีมูลค่า “ตามสัญญา” (Notional value: มูลค่าที่อ้างอิงตามขนาดสัญญา ไม่ใช่เงินที่วางจริง) ราว 410,000 ดอลลาร์
การขยับของราคาที่ดูเล็กบนกราฟ อาจกระทบพอร์ตอย่างหนัก คู่มือนี้อธิบายการเทรดทองแบบ CFD ด้วยการกำหนดขนาดสถานะ ตั้งแต่พื้นฐาน พร้อมสูตร ตัวเลข และตัวอย่างที่นำไปใช้ได้ทันที
การเทรดทองแบบ CFD ด้วยการกำหนดขนาดสถานะ หมายถึงอะไร

ก่อนกำหนดขนาดสถานะทองให้ถูก ต้องเข้าใจก่อนว่ากำลัง “กำหนดขนาด” อะไร บทนี้จะสรุปคำศัพท์ที่มักสับสน วิธีอ่านราคา XAU/USD และเหตุผลที่โครงสร้างสัญญาทองทำให้ต้องคิดต่างจากคู่เงิน
นิยาม Position size, Lot size และ Exposure
สามคำนี้มักถูกใช้ปนกันจนพลาดแพง Lot size คือหน่วยคำสั่งบนแพลตฟอร์ม เช่น 0.01, 0.10 หรือ 1.00
Position size คือ Lot size ที่คุณเลือกสำหรับ “ดีลนั้น” โดยอิงจากความเสี่ยง Exposure คือมูลค่า “ตามสัญญา” ที่คุณควบคุม (Notional exposure: มูลค่าอ้างอิงที่ถือครองผ่านสัญญา) คำนวณจาก จำนวนล็อต × ขนาดสัญญา × ราคา
เปิดทอง 0.10 ล็อตอาจดูเล็ก แต่ที่ราคาปัจจุบันเท่ากับควบคุมทองราว 41,000 ดอลลาร์ ตัวเลขนี้สำคัญที่สุด
XAU/USD คิดราคาอย่างไร
ทองซื้อขายเทียบดอลลาร์สหรัฐด้วยสัญลักษณ์ XAU/USD ราคาที่แสดงคือ “1 ทรอยออนซ์” (Troy ounce: หน่วยชั่งน้ำหนักโลหะมีค่า) เป็นดอลลาร์ เช่น 4,105.60 หมายถึง 1 ออนซ์ราคา 4,105.60 ดอลลาร์
โบรกเกอร์ส่วนใหญ่แสดงทอง 2 ตำแหน่งทศนิยม ทำให้ 0.01 เป็นหน่วยย่อยสุด มักเรียกว่า “พอยต์” (Point: หน่วยการขยับขั้นต่ำของราคา) บางแพลตฟอร์มแสดง 3 ตำแหน่ง จึงควรเช็กจำนวนหลักทศนิยม (Digits: จำนวนหลักทศนิยมของการเสนอราคา) ในรายละเอียดสัญญาก่อนคำนวณขนาดสถานะ
ขนาดสัญญา และเหตุผลที่ทองต่างจากคู่เงิน
โดยทั่วไป XAU/USD 1 ล็อตมาตรฐาน เท่ากับ 100 ทรอยออนซ์บนแพลตฟอร์ม CFD ส่วนใหญ่ รวมถึง MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
เหตุผลที่ทองต้องใช้วิธีคิดเฉพาะ:
- มูลค่าต่อการขยับคิดเป็นดอลลาร์ตรง ๆ ไม่ต้องแปลงสกุลเงินเหมือนคู่ GBP/JPY
- ช่วงแกว่งรายวันกว้างกว่าคู่เงินหลักมาก
- การขยับเป็นเปอร์เซ็นต์เกิดบ่อยกว่า เช่น วันละ 1% ในทองถือว่าปกติ
- สเปรด (Spread: ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) มักถ่างเร็วช่วงประกาศข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ
ถ้าใช้พฤติกรรมการเทรด EUR/USD มาใช้กับทอง เท่ากับกำลังเดาขนาดสถานะ
รายละเอียดสัญญา Gold CFD และมูลค่าต่อการขยับราคา
เมื่อคำศัพท์ชัดแล้ว ขั้นต่อไปคือใส่ตัวเลข บทนี้สรุปว่า ล็อตมาตรฐาน/มินิ/ไมโคร เทียบเป็นออนซ์และมูลค่าต่อการขยับอย่างไร และควรตรวจสอบตัวเลขเหล่านี้บนแพลตฟอร์มก่อนเสี่ยงเงินจริง
ขนาดล็อตมาตรฐาน มินิ ไมโคร สำหรับ Gold CFD
ขนาดที่พบบนบัญชี MT4/MT5 ส่วนใหญ่มี 3 ระดับ
| ขนาดล็อต | จำนวนออนซ์ที่ควบคุม | ขยับ 0.01 (1 พอยต์) | ขยับ 1.00 ดอลลาร์ | ขยับ 10.00 ดอลลาร์ |
| 1.00 (มาตรฐาน) | 100 oz | USD 1.00 | USD 100 | USD 1,000 |
| 0.10 (มินิ) | 10 oz | USD 0.10 | USD 10 | USD 100 |
| 0.01 (ไมโคร) | 1 oz | USD 0.01 | USD 1 | USD 10 |
มูลค่าต่อการขยับจะเพิ่ม/ลดตามขนาดล็อตแบบเส้นตรง ทำให้คำนวณได้แม่น
วิธีอ่าน Contract specification บนแพลตฟอร์ม
ควรทำก่อนเทรดทองครั้งแรก:
- คลิกขวาที่สัญลักษณ์ XAU/USD ใน Market Watch บน MT4/MT5
- เลือก Specification
- เช็กขนาดสัญญา ปริมาณขั้นต่ำ (Minimum volume: ล็อตต่ำสุดที่เปิดได้) ขั้นของปริมาณ (Volume step: เพิ่ม/ลดล็อตได้ทีละเท่าไร) หลักทศนิยม สเปรด และค่าสวอป (Swap: ดอกเบี้ยค้างคืนของการถือสถานะ)
- ดู Stop level (ระยะขั้นต่ำที่วางจุดตัดขาดทุน/ทำกำไรได้จากราคาปัจจุบัน)
ใช้เวลาไม่นาน แต่ช่วยลดการเดา
เคล็ดลับ: แคปหน้าจอเก็บไว้พร้อมบันทึกการเทรด เงื่อนไขสัญญาอาจมีการปรับ และหากจำผิด การคำนวณทั้งหมดจะผิดตาม
วิธีคำนวณขนาดสถานะสำหรับการเทรด Gold CFD
ต่อไปคือการคำนวณจริง: ตัวแปรที่ต้องใช้ สูตร และตัวอย่าง
ตัวแปร 3 อย่างที่ต้องใช้
การคำนวณขนาดสถานะในทอง ใช้ 3 อย่างเท่านั้น:
- Equity (มูลค่าพอร์ตปัจจุบัน: เงินในบัญชีรวมกำไร/ขาดทุนที่ยังไม่ปิด)
- เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยงต่อดีล (มัก 0.5%–2% ของ equity)
- ระยะ Stop-loss (Stop distance: ระยะห่างเป็นดอลลาร์จากราคาเข้าไปถึงจุดตัดขาดทุน)
สิ่งที่ไม่ควรเอามาคำนวณ: เลเวอเรจ (Leverage: การใช้วงเงินกู้เพื่อควบคุมสัญญามูลค่าสูงกว่าเงินวาง) ฟรีมาร์จิ้น และยอดเงินคงเหลือ (Balance)
นักเทรดรายย่อยจำนวนมากดูว่า “มาร์จิ้นเปิดได้กี่ล็อต” แล้วเปิดตามนั้น แต่การกำหนดขนาดสถานะที่ถูกต้องต้องเริ่มจาก “ยอมขาดทุนได้เท่าไร” แล้วค่อยได้ล็อตที่เหมาะสม
สูตรกำหนดขนาดสถานะสำหรับ Gold CFD
สูตรสั้น ๆ คือ:
จำนวนล็อต = (Equity × %ความเสี่ยง) ÷ (ระยะ Stop เป็นดอลลาร์ × 100)
เลข 100 คือขนาดสัญญา (100 ออนซ์ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน) ซึ่งเป็นส่วนเฉพาะของทองในสมการนี้
ตัวอย่าง: พอร์ต 5,000 ดอลลาร์
นักเทรดตั้งความเสี่ยง 1% เปิดซื้อ XAU/USD ที่ 4,100.00 วาง stop ที่ 4,088.00 ระยะ stop เท่ากับ 12 ดอลลาร์
งบความเสี่ยง: 5,000 × 1% = 50 ดอลลาร์
ขาดทุนต่อ 0.01 ล็อต: 12 × 1 = 12 ดอลลาร์
คำนวณ: 50 ÷ (12 × 100) = 0.041 ล็อต
ปัดลง: 0.04 ล็อต
ความเสี่ยงจริงหากโดน stop: 0.04 × 100 × 12 = 48 ดอลลาร์
ดีลนี้ควบคุมทองมูลค่าตามสัญญาราว 16,400 ดอลลาร์ แม้ exposure ใหญ่ แต่ความเสี่ยงถูกคุม นี่คือหัวใจของการกำหนดขนาดสถานะ
ตัวอย่าง: พอร์ตเล็ก ใช้ไมโครล็อต
พอร์ต 500 ดอลลาร์ ตั้งความเสี่ยง 1% และใช้ stop 15 ดอลลาร์
งบความเสี่ยง: 5 ดอลลาร์
คำนวณ: 5 ÷ (15 × 100) = 0.003 ล็อต
ขนาดต่ำสุดที่เปิดได้: 0.01 ล็อต
ความเสี่ยงที่ 0.01 ล็อต: 0.01 × 100 × 15 = 15 ดอลลาร์ หรือ 3% ของพอร์ต
ข้อสรุปคือ แม้เปิดขั้นต่ำก็ยังเสี่ยงเกินกฎ 1% สำหรับพอร์ต 500 ดอลลาร์ นี่คือเหตุผลที่ควรคำนวณก่อนเห็นสัญญาณเข้า ไม่ใช่คำนวณตอนจะกดส่งคำสั่ง
การปัดลง และข้อจำกัดขนาดการเทรดขั้นต่ำ
ปัดลงเสมอ เช่น 0.047 ไม่ควรปัดเป็น 0.05 เพราะเพิ่มความเสี่ยงโดยไม่ตั้งใจ และต้องเคารพ Volume step (มัก 0.01 สำหรับทอง)
ถ้าคำนวณแล้วต่ำกว่าขั้นต่ำ ให้พิจารณาข้ามดีล เพิ่มเงิน หรือใช้แผนที่เหมาะสมกว่า ไม่ควร “บีบ stop ให้แคบ” เพื่อให้เปิดล็อตได้ เพราะเป็นความผิดพลาดที่พบบ่อย
Stop ที่ตั้งเพื่อให้เข้ากับล็อต ไม่ใช่ stop ที่ตลาดให้ความสำคัญ และทองมักแกว่งชน stop แบบนั้นง่าย
เปรียบเทียบมาร์จิ้น เลเวอเรจ และขนาดสถานะ
ส่วนนี้อธิบาย 3 เรื่อง: เลเวอเรจส่งผลต่อเงินวางอย่างไร ทำไมใช้มาร์จิ้นเป็นฐานกำหนดล็อตจึงพาให้พลาด และความหมายของฟรีมาร์จิ้น ระดับมาร์จิ้น และระดับถูกบังคับปิด
มาร์จิ้นบอกอะไร และไม่บอกอะไร
มาร์จิ้น (Margin: เงินประกันที่ถูกกันไว้เมื่อเปิดสถานะ) ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม และไม่ใช่ตัวชี้ความเสี่ยง
มาร์จิ้น = (จำนวนล็อต × 100 × ราคาทอง) ÷ เลเวอเรจ
ที่ราคาทอง 4,100 ดอลลาร์ 1 ล็อตมาตรฐานมี exposure 410,000 ดอลลาร์ เลเวอเรจทำให้ “เงินวาง” เปลี่ยน แต่ exposure ไม่เปลี่ยน
| อัตราเลเวอเรจ | มาร์จิ้นต่อ 1.00 ล็อต | มาร์จิ้นต่อ 0.10 ล็อต | มาร์จิ้นต่อ 0.01 ล็อต |
| 100:1 | USD 4,100 | USD 410 | USD 41.00 |
| 200:1 | USD 2,050 | USD 205 | USD 20.50 |
| 500:1 | USD 820 | USD 82 | USD 8.20 |
| 1000:1 | USD 410 | USD 41 | USD 4.10 |
ระดับเลเวอเรจแตกต่างตามประเภทบัญชีและพื้นที่กำกับดูแล ควรตรวจสอบใน VT Markets Client Portal ก่อนกำหนดขนาดสถานะ
ทำไม “เปิดได้” ไม่ได้แปลว่า “ควรเปิด”
ที่เลเวอเรจ 500:1 พอร์ต 5,000 ดอลลาร์อาจเปิดได้ถึง 6 ล็อตมาตรฐาน แต่ไม่ควร ตารางนี้ชี้ให้เห็นชัด
| กำหนดล็อตจากมาร์จิ้น | กำหนดล็อตจากความเสี่ยง | |
| คำถามตั้งต้น | เปิดได้แค่ไหน? | ยอมขาดทุนได้เท่าไร? |
| ตัวแปรที่ใช้ | ฟรีมาร์จิ้น, เลเวอเรจ | Equity, %ความเสี่ยง, ระยะ stop |
| ขนาดล็อต (พอร์ต 5,000 ดอลลาร์) | 6.00 ล็อต | 0.04 ล็อต |
| ขาดทุนเมื่อราคาสวน 12 ดอลลาร์ | USD 7,200 | USD 48 |
| ผลลัพธ์ | เสี่ยงถูกบังคับปิดในวันปกติ | ยังอยู่รอดแม้แพ้ต่อเนื่องหลายดีล |
Free margin, Margin level และระดับถูกบังคับปิด
Free margin (เงินว่าง: Equity ลบมาร์จิ้นที่ใช้ไป) ทำหน้าที่รองรับผลขาดทุนลอยตัว:
- Margin level = (Equity ÷ Used margin) × 100 แสดงเป็นเปอร์เซ็นต์
- Margin call (แจ้งเตือนมาร์จิ้น) มักเกิดแถว 100%
- Stop out (บังคับปิด) มักราว 50% ระบบจะปิดสถานะอัตโนมัติ โดยเริ่มจากตัวที่ขาดทุนหนักสุด
กำหนดขนาดสถานะถูกต้องจะทำให้แทบไม่เจอสถานการณ์นี้
ปรับขนาดสถานะให้สอดคล้อง “ความผันผวน” ของทอง
สูตรจะใช้ได้ดีเมื่อสภาวะตลาดไม่เปลี่ยนมาก แต่ทองมักผันผวน การใช้ ATR เพื่อทำให้ stop สอดคล้องกับความผันผวนจึงสำคัญ
ต่อไปคือแนวทางลดขนาดล็อตเมื่อความผันผวนเพิ่ม และเหตุผลที่ช่วงประกาศข้อมูลใหญ่ เช่น CPI และการตัดสินใจดอกเบี้ยของเฟด ควรลดขนาดแทนการเดา
ช่วงแกว่งของทองเมื่อเทียบกับคู่เงินหลัก
ทองผันผวนมากในปี 2026 ราคาทำสถิติสูงสุดใกล้ 5,600 ดอลลาร์ในเดือนมกราคม 2026 ก่อน ปรับฐานกลับลงมาแถว 4,000 ดอลลาร์ช่วงปลายกรกฎาคม โดยกรอบ 52 สัปดาห์อยู่ราว 3,283–5,597 ดอลลาร์
ถ้าราคาทอง 4,100 ดอลลาร์ การแกว่ง 1% เท่ากับ 41 ดอลลาร์ และ 2% เท่ากับ 82 ดอลลาร์ สำหรับ 1 ล็อตมาตรฐาน เท่ากับมูลค่าแกว่ง 4,100–8,200 ดอลลาร์ในวันเดียว
ใช้ Average True Range (ATR) เพื่อกำหนดระยะ Stop
ATR (Average True Range: ตัวชี้วัดความผันผวนเฉลี่ย) แปลงความผันผวนเป็นตัวเลขเพื่อใช้คำนวณขนาดสถานะ
- ใช้ ATR 14 ช่วงเวลา (14-period) บนกราฟรายวันสำหรับสวิง หรือกราฟ H1 สำหรับเดย์เทรด
- ตั้ง stop ห่าง 1.5–2 เท่าของ ATR จากโครงสร้างจุดเข้า
- คำนวณใหม่ทุกสัปดาห์ เพราะ ATR เปลี่ยนตามตลาด
- นำระยะ stop ที่ได้ไปใส่ในสูตรกำหนดล็อตทันที
ลดขนาดล็อตเมื่อความผันผวนเพิ่ม
ตารางนี้เป็นตัวอย่างพอร์ต 25,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% ตั้ง stop ที่ 1.5 × ATR
| ATR รายวัน | ระยะ stop | ล็อตที่คำนวณได้ | ล็อตที่เทรด | ความเสี่ยงจริง |
| USD 40 | USD 60 | 0.04 | 0.04 | USD 240 |
| USD 60 | USD 90 | 0.027 | 0.02 | USD 180 |
| USD 80 | USD 120 | 0.02 | 0.02 | USD 240 |
| USD 100 | USD 150 | 0.016 | 0.01 | USD 150 |
ความเสี่ยงใกล้เคียงเดิม แต่ขนาดล็อตลดลงมาก หากยึดล็อตคงที่ ความเสี่ยงจะพุ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
กำหนดขนาดช่วงเหตุการณ์สำคัญตามปฏิทิน
ลดขนาดลงครึ่งหนึ่งก่อนประกาศ CPI ของสหรัฐ ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm payrolls: รายงานการจ้างงานสำคัญของสหรัฐ) และการตัดสินใจของเฟด จากนั้นตั้ง stop ให้รองรับความผันผวน แล้วให้สูตรเป็นตัวลดล็อตอัตโนมัติ
หลีกเลี่ยงการเปิดสถานะใหม่ใน 60 วินาทีก่อนประกาศ เพราะสเปรดมักถ่างในจังหวะที่ stop มีโอกาสโดนมากที่สุด
ต้นทุนที่ทำให้ “ความเสี่ยงจริง” ของสถานะทองเปลี่ยน
ต่อให้คำนวณ stop ดี แต่ถ้าไม่คิดต้นทุน ความเสี่ยงจริงอาจสูงกว่าที่ตั้งใจ ส่วนนี้อธิบายผลของสเปรดและสวอปค้างคืน และวิธีรวมต้นทุนเข้าไปในระยะ stop เพื่อให้ความเสี่ยงจริงตรงกับแผน
สเปรด และสวอปค้างคืน
ต้นทุนเพิ่มตามขนาดล็อต สเปรดทองมักกว้างกว่าคู่เงินหลัก และอาจถ่างหนักช่วงข่าว
สเปรด 0.20 เท่ากับต้นทุน 20 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน 2 ดอลลาร์ต่อ 0.10 ล็อต และ 0.20 ดอลลาร์ต่อ 0.01 ล็อต ส่วนสวอปค้างคืน (คิด/จ่ายทุกวันตอน rollover: ช่วงเปลี่ยนวันการถือครอง) มักติดลบเมื่อถือฝั่งซื้อทอง วันพุธมักคิดสวอป 3 เท่าเพื่อรวมวันหยุดสุดสัปดาห์
รวมต้นทุนเข้าไปในระยะ stop
วิธีง่าย ๆ คือ นำสเปรดไปรวมในระยะ stop ก่อนคำนวณล็อต
ตัวอย่าง:
ถ้า stop ตามเทคนิคคือ 12 ดอลลาร์ และสเปรด 0.30 ให้คำนวณจาก 12.30 ดอลลาร์ ล็อตจะลดลงเล็กน้อย แต่ความเสี่ยงจริงจะตรงตามที่ตั้ง
สำหรับสวิงเทรด ยิ่งถือหลายคืนยิ่งจ่ายสวอปหลายวัน และต้นทุนนี้เพิ่มตามล็อต การกำหนดขนาดสถานะให้ถูกจึงช่วยปกป้องผลตอบแทนทั้งตอนดีลขาดทุน และตอนถือข้ามคืน
บริหารความเสี่ยงเมื่อเทรดทองแบบ CFD ด้วยการกำหนดขนาดสถานะ
ขนาดต่อดีลถูกต้องเป็นแค่ครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งคือดูความเสี่ยงรวมของพอร์ต
ความเสี่ยงต่อดีล และความเสี่ยงรวมทั้งพอร์ต
- จำกัดความเสี่ยงต่อดีลไว้ที่ 1%–2% ของ equity
- จำกัดความเสี่ยงรวมของสถานะที่ยังเปิดทั้งหมดไว้ราว 5%–6%
- ตั้งเพดานขาดทุนรายสัปดาห์ เช่น 5% แล้วหยุดเทรดเมื่อแตะเพดาน
- ลดขนาดหลังแพ้ 3 ดีลติด แทนการเพิ่มขนาด
ความเสี่ยงที่เคลื่อนไหวไปทิศเดียวกัน: ทอง เงิน และคู่เงินที่ไวต่อดอลลาร์
ทอง เงิน และสินทรัพย์ที่อ่อนไหวต่อดอลลาร์มักเคลื่อนไหวไปทางเดียวกัน การเปิด 3 ดีลแยกกัน ความเสี่ยง 1% เท่ากัน อาจทำงานเหมือนดีลเดียวเสี่ยง 3% ควรมองสถานะที่เคลื่อนพร้อมกันเป็น “ก้อนความเสี่ยงเดียว” ตอนคำนวณความเสี่ยงรวม
ช่องว่างราคา สลิปเพจ และความเสี่ยงวันหยุด
ทองอาจเปิดตลาดวันอาทิตย์ด้วย “ช่องว่างราคา” (Gap: ราคาเปิดกระโดดจากราคาปิด) เมื่อมีข่าวสุดสัปดาห์ Stop-loss เป็นคำสั่งให้ปิด ไม่ใช่การรับประกันราคา และอาจถูกปิดแย่กว่าที่ตั้งไว้ (Slippage: การได้ราคาจริงต่างจากที่ส่งคำสั่ง)
ลดขนาดลงครึ่งหนึ่งถ้าตั้งใจถือข้ามสุดสัปดาห์ การป้องกันยอดคงเหลือติดลบ (Negative balance protection: จำกัดการขาดทุนไม่ให้ติดลบเกินเงินในบัญชี) มีในหลายกรอบกำกับดูแล แต่ขึ้นอยู่กับนิติบุคคลของบัญชี
กำหนดขนาดสถานะทองตามสไตล์การเทรดและขนาดบัญชี
ส่วนนี้สรุปการกำหนดขนาดสถานะที่เหมาะต่างกันตามสไตล์เทรดและขนาดพอร์ต
เงินทุนขั้นต่ำที่ “พอใช้จริง” สำหรับแต่ละขนาดล็อต
สมมติ stop 20 ดอลลาร์ และเสี่ยง 1% ต่อดีล เงินทุนที่ต้องใช้จะสูง
| ขนาดล็อต | มูลค่าต่อการขยับ 1 ดอลลาร์ | ความเสี่ยงเมื่อ stop 20 ดอลลาร์ | Equity ที่ต้องมีเพื่อเสี่ยง 1% |
| 0.01 | USD 1 | USD 20 | USD 2,000 |
| 0.05 | USD 5 | USD 100 | USD 10,000 |
| 0.1 | USD 10 | USD 200 | USD 20,000 |
| 1 | USD 100 | USD 2,000 | USD 200,000 |
เดย์เทรด vs สวิงเทรด: ขนาดสถานะต่างกันอย่างไร
เดย์เทรด: stop แคบราว 5–15 ดอลลาร์ ล็อตใหญ่กว่า ไม่เจอสวอปค้างคืน
สวิงเทรด: stop กว้างราว 30–80 ดอลลาร์ ล็อตเล็กกว่า มีสวอปและความเสี่ยง gap
ทั้งสองแบบเสี่ยงเป็น “จำนวนเงิน” เท่ากัน ต่างกันที่ขนาดล็อต
สัญญาณว่าขนาดสถานะใหญ่เกินไป
- ต้องคอยเช็กกราฟถี่มาก
- ผลของดีลเดียวทำให้อารมณ์เปลี่ยนชัดเจน
- เลื่อน stop ออกไปเพื่อไม่ให้โดนปิด
- Used margin (มาร์จิ้นที่ถูกใช้ไป) เกินราว 20% ของ equity
ถ้ามีข้อใดข้อหนึ่ง แปลว่าขนาดสถานะไม่เหมาะ ควรลดลงครึ่งหนึ่งแล้วประเมินใหม่
การทยอยเพิ่มสถานะ และการไล่เพิ่มเมื่อกำไร
- มองการเพิ่มแต่ละครั้งเป็น “ดีลใหม่” มี stop และงบความเสี่ยงของตัวเอง
- เพิ่มได้เมื่อเลื่อน stop ของสถานะแรกไปที่จุดคุ้มทุน (Break-even: จุดที่ไม่กำไรไม่ขาดทุน)
- จำกัดความเสี่ยงรวมของทุกไม้ (Tranches: การแบ่งไม้/แบ่งก้อนสถานะ) ไม่ให้เกินเพดานเสี่ยงต่อดีล
ไม่ควรถัวเฉลี่ยขาลงในทอง (Average down: เพิ่มสถานะเมื่อขาดทุนเพื่อหวังลดต้นทุน) เพราะทำให้ความเสี่ยงหลุดจากแผน
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
การกำหนดขนาดสถานะในการเทรดทองแบบ CFD คืออะไร
คือการกำหนดจำนวนล็อตให้เมื่อโดน stop-loss แล้วขาดทุนเป็นสัดส่วนของพอร์ตที่กำหนดไว้ล่วงหน้า คำนวณจาก 3 อย่าง: equity, %ความเสี่ยง และระยะ stop
ทอง 1 ล็อตมีกี่ออนซ์
XAU/USD 1 ล็อตมาตรฐานเท่ากับ 100 ทรอยออนซ์บนแพลตฟอร์ม CFD ส่วนใหญ่ 0.10 ล็อตเท่ากับ 10 ออนซ์ และ 0.01 ล็อตเท่ากับ 1 ออนซ์
XAU/USD ขยับ 1 พอยต์มีมูลค่าเท่าไร
หากแสดงราคา 2 ตำแหน่งทศนิยม 1 พอยต์คือ 0.01 มีมูลค่า 1.00 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน 0.10 ดอลลาร์ต่อ 0.10 ล็อต และ 0.01 ดอลลาร์ต่อ 0.01 ล็อต ดังนั้นขยับ 1 ดอลลาร์เต็ม เท่ากับ 100 ดอลลาร์ต่อ 1 ล็อตมาตรฐาน
คำนวณขนาดสถานะสำหรับเทรดทองอย่างไร
นำงบความเสี่ยง หารด้วย (ระยะ stop × 100) เช่น พอร์ต 10,000 ดอลลาร์ เสี่ยง 1% stop 20 ดอลลาร์ จะได้ 100 ÷ (20 × 100) = 0.05 ล็อต
ควรเสี่ยงต่อการเทรดทองหนึ่งครั้งเท่าไร
โดยทั่วไปอยู่ที่ 0.5%–2% ของ equity ต่อดีล ด้วยช่วงแกว่งของทอง การเสี่ยง 1% ต่อดีลเป็นเพดานที่เหมาะสำหรับมือใหม่ และควรจำกัดความเสี่ยงรวมของสถานะที่ยังเปิดไว้ราว 5%