ประเด็นสำคัญ:
- การเลือก “ประเภทคำสั่งซื้อขาย (Order Types)” ให้เหมาะ เป็นวิธีง่าย ๆ ที่ช่วยคุมความเสี่ยงและทำให้ได้ราคาซื้อขายดีขึ้น
- คำสั่งหลัก 5 แบบ ได้แก่ Market, Limit, Stop, Stop-Limit และ Trailing Stop โดยแต่ละแบบมีหน้าที่ต่างกันในการเทรด CFD
- ปี 2024 คาดว่ามีนักลงทุนรายย่อยทั่วโลกประมาณ 19 ล้านคนเทรด CFD และส่วนใหญ่ส่งคำสั่งผ่านแพลตฟอร์ม MetaTrader 4 หรือ MetaTrader 5
- คำสั่ง Stop-loss และ Take-profit ไม่ใช่ของเสริม แต่เป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยงอย่างสม่ำเสมอ
ทำไมประเภทคำสั่งถึงสำคัญในการเทรด CFD
นักเทรดมือใหม่จำนวนมากคิดว่าส่วนที่ยากคือเดาทิศทางให้ถูก ดูกราฟแล้วคิดว่าทองจะขึ้น กดซื้อ แล้วหวังให้เป็นไปตามนั้น แต่การกดซื้อขายเป็นแค่ครึ่งเดียวของการเทรด
การเข้าออเดอร์ จุดวางสต็อป และการล็อกกำไร ล้วนถูกกำหนดด้วย “ประเภทคำสั่ง” ทำถูกก็อยู่ในตลาดได้นาน ทำพลาด ต่อให้มุมมองตลาดถูกก็อาจกลายเป็นเดือนที่ขาดทุน
คู่มือนี้สรุปประเภทคำสั่งที่นักเทรด CFD ควรรู้ อธิบายว่าแต่ละคำสั่งทำอะไร ใช้เมื่อไร และทำงานอย่างไรบน MetaTrader 4/5 พร้อมตัวอย่างและวิธีคิดที่นำไปใช้ได้ทันที
CFD คืออะไร? ทบทวนแบบเร็ว

ก่อนเข้าเรื่องประเภทคำสั่ง มาทบทวนพื้นฐานกัน “CFD” ย่อมาจาก Contract for Difference หรือ “สัญญาซื้อขายส่วนต่าง” คือข้อตกลงทางการเงินที่คิดกำไร/ขาดทุนจาก “ส่วนต่างราคา” ของสินทรัพย์ระหว่างตอนเปิดสัญญากับตอนปิดสัญญา โดยคุณไม่ได้เป็นเจ้าของสินทรัพย์จริง แต่เก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคา
CFD ทำให้คุณเปิดสถานะ “ขาขึ้น (Long: ซื้อเพื่อหวังให้ขึ้น)” หรือ “ขาลง (Short: ขายเพื่อหวังให้ลง)” ได้ในฟอเร็กซ์ (คู่เงิน), ดัชนี, สินค้าโภคภัณฑ์, หุ้น และคริปโทฯ และมักใช้ “เลเวอเรจ (Leverage: การกู้กำลังซื้อจากโบรกเกอร์ ทำให้ควบคุมสถานะใหญ่ได้ด้วยเงินวางประกันน้อย)” เพื่อเปิดสถานะขนาดใหญ่กว่าทุน
ข้อมูลสะท้อนความนิยมของตลาดนี้: ตลาดโบรกเกอร์ CFD ทั่วโลกมีมูลค่า 1.42 พันล้านดอลลาร์ในปี 2026 และคาดเพิ่มเป็น 2.5 พันล้านดอลลาร์ในปี 2035 เติบโตเฉลี่ย 6.5% ต่อปี (CAGR: อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี) ขณะเดียวกัน ปัจจุบันมากกว่า 78% ของการส่งคำสั่งทำผ่านแอปมือถือ ในปี 2024 CFD ในตลาดฟอเร็กซ์คิดเป็น เกือบ 55% ของการเทรด CFD รายย่อยทั้งหมด เมื่อเงินไหลผ่านตลาดมากแบบนี้ คนที่เข้าใจ “การส่งคำสั่งและการได้ราคาจริง (Order Execution)” ย่อมได้เปรียบ
คำสั่ง 5 ประเภทที่ใช้ในการเทรด CFD มีอะไรบ้าง?
คำสั่ง 5 ประเภทที่ใช้บ่อยบน MetaTrader คือ Market, Limit, Stop, Stop-Limit และ Trailing Stop แต่ละแบบสื่อสารกับโบรกเกอร์ไม่เหมือนกันว่าควรส่งคำสั่ง “เมื่อไร” และ “ยอมรับราคาแค่ไหน”
ตารางสรุปแบบเร็ว ก่อนลงรายละเอียดพร้อมตัวอย่าง
| ประเภทคำสั่ง | ทำอะไร | เหมาะกับ |
| Market Order | ซื้อ/ขายทันทีที่ราคาตลาดปัจจุบัน | เข้า/ออกตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว ไม่อยากรอ |
| Limit Order | ทำรายการได้เฉพาะที่ราคาที่กำหนดไว้หรือดีกว่า | รอซื้อย่อตัว/รอขายเมื่อเด้ง และวางแผนล่วงหน้า |
| Stop Order | เมื่อราคาถึงจุดที่ตั้งไว้ จะเปลี่ยนเป็น Market Order ทันที | เข้าเทรดเมื่อเบรก และป้องกันด้วย Stop-loss |
| Stop-Limit Order | เมื่อราคาถึงจุดที่ตั้งไว้ จะเปลี่ยนเป็น Limit Order | คุมราคาได้มากขึ้นในช่วงผันผวน |
| Trailing Stop | สต็อปที่ “เลื่อนตามราคา” ตามระยะที่กำหนด เพื่อกันกำไร | เกาะเทรนด์ และปกป้องกำไรที่เปิดอยู่ |
1. Market Order: คำสั่งที่เร็วที่สุด
Market Order เป็นคำสั่งที่ตรงไปตรงมา คุณสั่งให้ซื้อหรือขาย “ตอนนี้” ที่ราคาที่ตลาดมีอยู่ ณ ขณะนั้น บน MT4/MT5 นี่คือคำสั่งเริ่มต้นเมื่อกด Buy หรือ Sell
เหมาะเมื่อ:
- ต้องการให้คำสั่งทำรายการทันที และยอมรับราคาปัจจุบันได้
- ต้องรีบปิดสถานะที่เริ่มผิดทาง
- เทรดสินทรัพย์สภาพคล่องสูง (Liquidity: มีคนซื้อขายหนาแน่น ทำให้เข้าออกง่าย) เช่น EUR/USD ที่ความคลาดเคลื่อนของราคาเกิดน้อย
ตัวอย่างสั้น:
EUR/USD แสดงราคา 1.0850 / 1.0851 คุณกดซื้อ ระบบจะได้ราคาที่ 1.0851 (ฝั่ง Ask: ราคาขายของตลาดที่ผู้ซื้อจ่าย) สถานะเปิดทันที แต่ช่วงข่าวแรง ๆ ราคาที่กดกับราคาที่ได้จริงอาจต่างกัน เรียกว่า Slippage (สลิพเพจ: ได้ราคาจริงต่างจากราคาที่ต้องการเพราะราคาเคลื่อนไหวเร็ว) ซึ่งเกิดกับ Market Order
ทิป: เลี่ยง Market Order ในไม่กี่วินาทีก่อน/หลังข่าวใหญ่ เช่น Non-Farm Payrolls (ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ) หรือผลประชุมธนาคารกลาง เพราะ “สเปรด (Spread: ส่วนต่างระหว่างราคา Bid/Ask)” มักกว้างขึ้นและสลิพเพจสูงขึ้น ใช้ Limit Order แทนได้
2. Limit Order: สำหรับคนรอเป็นและเน้นราคา
Limit Order คือคำสั่งที่ให้โบรกเกอร์ทำรายการ “เฉพาะ” ที่ราคาที่คุณกำหนดหรือดีกว่า Buy Limit จะตั้งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน ส่วน Sell Limit จะตั้งสูงกว่าราคาปัจจุบัน ระบบจะรอจนราคามาถึงจุดนั้นจึงทำรายการ
การใช้งานที่พบบ่อย:
- รอซื้อเมื่อราคาย่อลงมาที่แนวรับ (Support: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุง)
- รอขายเมื่อราคาดีดขึ้นไปที่แนวต้าน (Resistance: ระดับราคาที่มักมีแรงขายกดไว้)
- วางแผนล่วงหน้า ไม่ต้องเฝ้าหน้าจอ
ตัวอย่าง:
ทองคำ (XAU/USD) ซื้อขายที่ 2,650 ดอลลาร์ คุณมองว่า 2,635 เป็นแนวรับสำคัญ จึงตั้ง Buy Limit ที่ 2,635 ตั้ง Stop-loss ที่ 2,628 และ Take-profit ที่ 2,660 หากราคาย่อลงถึง 2,635 ระบบจะเปิดสถานะให้ หากไม่ลงถึง ก็ไม่เกิดคำสั่ง คุณไม่ต้องไล่ราคา
3. Stop Order: คำสั่งสำคัญของการคุมความเสี่ยง
Stop Order จะ “เปลี่ยนเป็น Market Order” ทันทีเมื่อราคาชนระดับที่ตั้งไว้ ในการเทรด CFD ใช้หลัก ๆ 2 แบบ: ใช้เข้าเทรดตอนเบรก และใช้ปกป้องพอร์ต
ใช้เป็นคำสั่งเข้าเทรด:
- Buy Stop ตั้งเหนือราคาปัจจุบัน เพื่อเข้าเมื่อราคาทะลุแนวต้าน
- Sell Stop ตั้งต่ำกว่าราคาปัจจุบัน เพื่อเข้าเมื่อราคาหลุดแนวรับ
ใช้เป็นเครื่องมือป้องกัน: Stop-loss (สต็อปลอส: คำสั่งปิดขาดทุนอัตโนมัติเมื่อราคาวิ่งสวนทางถึงจุดที่กำหนด) คือเครื่องมือบริหารความเสี่ยงที่สำคัญที่สุด ข้อมูลในอุตสาหกรรมชี้ว่า บัญชี CFD รายย่อยราว 74% ขาดทุน สาเหตุสำคัญคือไม่มีจุดออกที่ชัดเจน ถ้าไม่มี Stop-loss ความผิดพลาดเล็ก ๆ อาจกลายเป็นความเสียหายหนัก
ตัวอย่างการคำนวณ:
คุณซื้อ EUR/USD 1 ล็อต ที่ 1.0900 ตั้ง Stop-loss ที่ 1.0850 ห่าง 50 pips (pip: หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาขั้นต่ำของคู่เงิน ส่วนใหญ่เท่ากับทศนิยมตำแหน่งที่ 4) สำหรับ “มาตรฐานล็อต (standard lot: ขนาดสัญญามาตรฐานในฟอเร็กซ์ โดยทั่วไป 100,000 หน่วย)” มูลค่า 1 pip ประมาณ 10 ดอลลาร์ ความเสี่ยงสูงสุดคือ 50 x 10 = 500 ดอลลาร์ คุณรู้ความเสี่ยงก่อนกดยืนยัน
4. Stop-Limit Order: แบบผสมเพื่อคุมราคา
Stop-Limit คือการผสม Stop (เป็น “จุดทริกเกอร์”) กับ Limit (คุมราคา) เมื่อราคาชนระดับ Stop ระบบจะวาง “Limit Order” ที่ราคาที่คุณกำหนด แทนที่จะฟิล (Fill: ได้รับการจับคู่และทำรายการจริง) ที่ราคาใดก็ได้แบบ Market
เหตุผลที่ใช้:
- ลดโอกาสได้ราคาแย่จากสลิพเพจในช่วงผันผวน
- เข้าเทรดเมื่อเบรก “เฉพาะ” ถ้าเกิดในช่วงราคาที่รับได้
- ใช้ปิดสถานะโดยกำหนดราคาขั้นต่ำที่รับได้
ข้อแลกเปลี่ยน: หากราคากระโดดข้าม (Gap: ราคาเปิดกระโดดข้ามระดับเดิม มักเกิดช่วงปิดตลาด/ข่าวแรง) ผ่านราคาลิมิตของคุณ คำสั่งอาจไม่ถูกทำรายการ คุณอาจเลี่ยงราคาไม่ดี แต่ก็เสี่ยงค้างอยู่ในสถานะที่ไม่ได้ปิดตามแผน ด้วยเหตุนี้ หลายคนใช้ Stop-Limit เพื่อ “เข้า” แต่ใช้ Stop-loss แบบปกติสำหรับ “ป้องกัน” เพราะการได้ออกจากตลาดแน่นอนมักสำคัญกว่าเสียเพิ่มไม่กี่ pip
5. Trailing Stop: เหมาะกับตลาดเป็นเทรนด์
Trailing Stop คือ Stop-loss ที่ “ขยับตามราคา” คุณกำหนดระยะ เช่น 30 pips เมื่อราคาวิ่งไปทางที่คุณได้เปรียบ สต็อปจะเลื่อนตามโดยรักษาระยะเดิม หากราคาย้อนกลับสวนทางเท่าระยะที่กำหนด ระบบจะปิดสถานะและคุณเก็บกำไรที่ล็อกไว้
ตัวอย่างพร้อมการไล่ระดับ:
- ซื้อ GBP/USD ที่ 1.2700 ตั้ง Trailing Stop 30 pips สต็อปเริ่มต้นที่ 1.2670
- ราคาขึ้นไป 1.2750 สต็อปเลื่อนขึ้นเป็น 1.2720
- ราคาขึ้นไป 1.2780 สต็อปเลื่อนขึ้นเป็น 1.2750
- ราคาย่อลงมา 1.2750 ระบบปิดสถานะ ได้กำไร 50 pips แทนที่จะกลับมาเท่าทุนที่สต็อปเดิม
Trailing Stop มีประโยชน์กับสายสวิงเทรดที่เกาะเทรนด์แรง แต่ถ้าตลาดแกว่งถี่อาจโดนปิดเร็ว ควรกำหนดระยะให้สอดคล้องกับ “ความผันผวน (Volatility: ความแรงและความถี่ของการแกว่งราคา)” ของสินทรัพย์
Pending Orders vs Market Orders: ใช้แบบไหนเมื่อไร

นอกจากคำสั่งหลัก 5 แบบ นักเทรดมักแบ่งเชิงใช้งานเป็น 2 กลุ่ม: Market Order สำหรับ “ตอนนี้” และ Pending Order (คำสั่งรอเงื่อนไข: ระบบจะรอจนราคาถึงเงื่อนไขก่อนค่อยทำรายการ) สำหรับ “ภายหลัง” โดย Pending Order ครอบคลุม Limit, Stop และ Stop-Limit คำสั่งจะถูกเก็บไว้บนเซิร์ฟเวอร์ของโบรกเกอร์จนกว่าจะถึงเงื่อนไข
ควรใช้ Market Order เมื่อ:
- ความเร็วสำคัญกว่าราคา
- สเปรดแคบ และสินทรัพย์มีสภาพคล่อง
- ต้องจัดการสถานะที่เปิดอยู่ทันที
ควรใช้ Pending Order เมื่อ:
- มีระดับราคาชัดเจน และไม่อยากเฝ้าหน้าจอ
- ต้องการตัดอารมณ์ออกจากการตัดสินใจเข้าเทรด
- ต้องการกึ่งอัตโนมัติในการเทรดข้ามช่วงเวลา
นี่คือเหตุผลที่การเทรดผ่านมือถือเติบโตมาก ปัจจุบันคาดว่ามากกว่า 78% ของคำสั่ง CFD ถูกส่งผ่านแอปมือถือ Pending Order ช่วยให้ตั้งแผนแล้วออกจากหน้าจอได้
Stop-Loss และ Take-Profit: คำสั่งที่ไม่ควรข้าม
สิ่งที่แยกนักเทรดที่ทำได้สม่ำเสมอออกจากคนส่วนใหญ่ที่ขาดทุน คือการใช้ Stop-loss และ Take-profit อย่างมีวินัย Take-profit (การตั้งทำกำไร: คำสั่งปิดกำไรอัตโนมัติเมื่อราคาถึงเป้าหมาย) ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเครื่องมือพื้นฐาน
กรอบคิดง่าย ๆ ที่ใช้ได้:
| ขนาดพอร์ต | ความเสี่ยงต่อครั้ง (1%) | ระยะ Stop | ขนาดสถานะสูงสุด |
| $1,000 | $10 | 20 pips | 0.05 standard lots |
| $5,000 | $50 | 25 pips | 0.20 standard lots |
| $10,000 | $100 | 50 pips | 0.20 standard lots |
| $25,000 | $250 | 50 pips | 0.50 standard lots |
ตั้ง Stop-loss คู่กับ Take-profit โดยดู “อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-Reward Ratio: ยอมเสียเท่าไรเพื่อหวังกำไรเท่าไร)” อย่างน้อย 1:2 คือเสี่ยง 1 เพื่อหวัง 2 ต่อให้ชนะเพียง 50% ก็มีโอกาสทำกำไรระยะยาว
ขั้นตอนใช้งานประเภทคำสั่งบน MT4 และ MT5
MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ยังเป็นแพลตฟอร์มหลักที่นักเทรด CFD ทั่วโลกนิยม ทั้งสองรองรับคำสั่งทั้งหมดที่กล่าวมา วิธีใช้งานให้มีประสิทธิภาพมีดังนี้
ตั้งค่าทีละขั้น:
- เปิดหน้าต่าง New Order ด้วยปุ่ม F9 บนเดสก์ท็อป หรือแตะไอคอนเทรดบนมือถือ
- เลือก Instant Execution (ส่งคำสั่งทันที) สำหรับ Market Order หรือเลือก Pending Order สำหรับ Limit/Stop
- กรอก Stop Loss และ Take Profit ก่อนกด Place ทุกครั้ง หากปล่อยว่าง เท่ากับเปิดสถานะโดยไม่มีแผนออก
- ใช้แนวคิด OCO (One-Cancels-Other: เมื่อเงื่อนไขหนึ่งถูกทำงาน อีกเงื่อนไขหนึ่งจะหมดความจำเป็น) ด้วยการตั้งทั้ง Take-profit และ Stop-loss ตั้งแต่เปิดสถานะ
- บน MT5 มีตัวเลือกคำสั่งรอเพิ่มเติมคือ buy stop limit และ sell stop limit ช่วยคุมจุดเข้าให้ละเอียดขึ้น
ทิปจากนักเทรดที่มีประสบการณ์:
- ตั้งการแจ้งเตือนที่ระดับสำคัญ แม้มี Pending Order แล้ว เพราะตลาดเปลี่ยน แผนก็ควรเปลี่ยน
- ทบทวนประวัติการเทรดรายสัปดาห์ ดูว่าสต็อปโดนตรงไหน และตั้งจากเหตุผลทางเทคนิคหรือแค่สุ่ม
- ดูแท็บ History เพื่อคำนวณกำไรเฉลี่ย ขาดทุนเฉลี่ย และ “ค่า Expectancy (ผลคาดหวัง: ค่าเฉลี่ยกำไร/ขาดทุนต่อการเทรดหนึ่งครั้งตามสถิติ)”
- เทรดช่วงที่สภาพคล่องสูงในเวลาท้องถิ่น เพราะมักได้สเปรดและการฟิลที่ดีกว่า
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการใช้ประเภทคำสั่ง
แม้มีเครื่องมือครบ แต่นักเทรดจำนวนมากยังพลาดจากเรื่องเดิม ๆ
- เลื่อน Stop-loss ให้ไกลขึ้นเมื่อราคาไปผิดทาง ทำให้ขาดทุนเล็กกลายเป็นขาดทุนใหญ่
- ไม่ตั้ง Stop-loss เพราะคิดว่า “ชัวร์” ตลาดไม่สนความรู้สึก
- ใช้ Market Order ตอนสภาพคล่องต่ำ เช่น ช่วงเปิดตลาดวันอาทิตย์ ทำให้สเปรดกว้าง
- ตั้ง Trailing Stop แคบเกินไปเมื่อเทียบกับความผันผวน ทำให้โดนปิดก่อนบ่อย
- ลืมปรับ Pending Order เมื่อโครงสร้างตลาดเปลี่ยน ทำให้ระดับเก่าถูกทิ้งค้างหลายวัน
เลือกโบรกเกอร์ที่รองรับประเภทคำสั่งที่คุณต้องใช้
ไม่ใช่ทุกโบรกเกอร์ให้คุณภาพการส่งคำสั่งเท่ากัน ปัจจุบันผู้ให้สภาพคล่อง (Liquidity Provider: สถาบัน/ผู้เล่นรายใหญ่ที่ช่วยจับคู่ซื้อขายและทำให้ตลาดมีสภาพคล่อง) รองรับมากกว่า 90% ของการเทรด CFD และสเปรดราว 0.6 pips ในคู่เงินหลักกลายเป็นมาตรฐานอุตสาหกรรม เวลาประเมินโบรกเกอร์ ให้ดูปัจจัยเหล่านี้
- รองรับ Market, Limit, Stop, Stop-Limit และ Trailing Stop ครบ
- มี MT4 และ MT5 ใช้งานได้ทั้งมือถือ เดสก์ท็อป และเว็บ
- Negative balance protection (ป้องกันยอดติดลบ: จำกัดการขาดทุนไม่ให้เกินเงินในบัญชีสำหรับรายย่อย)
- สเปรดและนโยบายการส่งคำสั่งชัดเจน และไม่มีการรีโควต (Requote: ระบบเสนอราคาใหม่เมื่อราคาเดิมเปลี่ยน ทำให้ต้องกดยืนยันอีกครั้ง)
- อยู่ภายใต้การกำกับดูแลที่เหมาะกับพื้นที่ที่คุณเทรด
VT Markets รองรับคำสั่งทั้งหมดในคู่มือนี้บน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 พร้อมระบบส่งคำสั่งสำหรับตลาดที่เคลื่อนไหวเร็ว และสเปรดที่เหมาะทั้งมือใหม่และคนเทรดบ่อย
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: คำสั่ง 5 ประเภทที่นักเทรด CFD ใช้บ่อยมีอะไรบ้าง?
มี 5 แบบหลักคือ Market, Limit, Stop, Stop-Limit และ Trailing Stop โดย Market ทำรายการทันที ส่วน Limit และ Stop เป็นคำสั่งรอราคา Stop-Limit คือผสมการทริกเกอร์กับการคุมราคา และ Trailing Stop จะเลื่อนตามราคาเพื่อป้องกันกำไร ทั้งหมดมีบน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
Q2: ควรตั้ง Stop-loss ทุกครั้งไหม?
ควร Stop-loss ช่วยรักษาทุน หากไม่มี การเทรดผิดครั้งเดียวอาจลบกำไรหลายสัปดาห์ มอง Stop-loss เป็นส่วนหนึ่งของการเปิดสถานะ ไม่ใช่ตัวเลือก
Q3: Stop Order ต่างจาก Stop-Limit อย่างไร?
Stop Order เมื่อถูกทริกเกอร์จะกลายเป็น Market Order จึงได้ราคาถัดไปที่มีอยู่จริง ส่วน Stop-Limit เมื่อถูกทริกเกอร์จะกลายเป็น Limit Order จึงทำรายการได้เฉพาะราคาที่กำหนดหรือดีกว่า Stop-Limit คุมราคาได้ แต่เสี่ยงไม่ถูกทำรายการหากราคาวิ่งผ่านเร็ว
Q4: ใช้ Trailing Stop บน MT4 ได้ไหม?
ได้ แต่มีข้อจำกัด Trailing Stop บน MT4 จะทำงานเมื่อแพลตฟอร์มเปิดและเชื่อมต่ออยู่เท่านั้น ส่วน MT5 มักเสถียรกว่า เหมาะกับคนที่ไม่ได้เปิดโปรแกรมตลอดเวลา
Q5: มือใหม่ควรใช้คำสั่งแบบไหน?
มือใหม่ควรเริ่มจาก Market Order เพื่อเข้าเทรด และตั้ง Stop-loss กับ Take-profit เพื่อออกจากตลาด เมื่อเริ่มชำนาญค่อยเพิ่ม Limit Order เพื่อรอราคาที่ดีขึ้น ส่วน Stop-Limit และ Trailing Stop เหมาะเมื่อมีแผนเทรดชัดและจดบันทึกผลการเทรด