This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

วิธีเทรดด้วยกลยุทธ์ CFD แบบ Long-Short

by VT Markets
/
Aug 19, 2026

ประเด็นสำคัญที่ควรรู้:

  • กลยุทธ์ CFD แบบ Long-Short คือการเปิดสถานะ “ซื้อ” (Long) ในสินทรัพย์หนึ่ง พร้อม “ขาย” (Short) ในอีกสินทรัพย์ที่มีความเกี่ยวข้องกันและมักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน
  • กำไร/ขาดทุนมาจาก “ส่วนต่างการเคลื่อนไหว” ของทั้งสองฝั่ง ไม่ได้ขึ้นกับทิศทางตลาดโดยรวม
  • CFD ช่วยให้เปิดฝั่ง Short ได้โดยไม่ต้องยืมสินทรัพย์จริง (ไม่ต้องยืมหุ้น)
  • ต้นทุนมักสูงขึ้นเกือบเท่าตัว เพราะต้องจ่าย “สเปรด” และ “ค่าสว็อปค้างคืน” ทั้งสองฝั่ง
  • กลยุทธ์นี้พึ่งพา “ความสัมพันธ์การเคลื่อนไหวร่วมกัน (Correlation)” หากสินทรัพย์เลิกเคลื่อนไหวไปด้วยกัน กลยุทธ์อาจใช้ไม่ได้

นักเทรดส่วนใหญ่มักเริ่มจากการเลือก “ทิศทาง” ซื้อเพราะคาดว่าจะขึ้น หรือขายเพราะคาดว่าจะลง วิธีนี้ใช้ได้จนกว่าตลาดจะผันผวนสลับขึ้นลงและไม่ไปทางใดทางหนึ่งชัดเจน

กลยุทธ์ CFD แบบ Long-Short ให้ทางเลือกอีกแบบ คือเดิมพัน “ความสัมพันธ์” ระหว่างสินทรัพย์สองตัว มากกว่าทิศทางของตลาด คุณซื้อสินทรัพย์ที่คาดว่าจะทำผลงานดีกว่า และขายสินทรัพย์ที่คาดว่าจะอ่อนกว่า รายได้มาจากช่องว่างระหว่างสองตัวนี้

คู่มือนี้อธิบายวิธีทำงาน การคำนวณ ต้นทุน และข้อผิดพลาดที่พบบ่อย ตัวเลขทั้งหมดเป็นเพียงตัวอย่างเพื่ออธิบายการทำงาน ไม่ใช่การคาดการณ์ราคา

กลยุทธ์ Long-Short CFD คืออะไร?

กลยุทธ์ Long-Short CFD คือการเทรด 2 ฝั่งในเวลาเดียวกัน (สองขา/สองสถานะ) โดยฝั่งหนึ่งเป็น “ซื้อ” อีกฝั่งเป็น “ขาย” และเลือกสินทรัพย์ที่โดยปกติเคลื่อนไหวไปในทิศทางเดียวกัน เป้าหมายคือทำกำไรจาก “ผลต่างของผลงาน” ระหว่างกัน ไม่ใช่ทายทิศทางตลาด

อธิบาย Long กับ Short แบบเข้าใจง่าย

Long และ Short ใน CFD คือ 2 ทางเลือกทิศทางของการเทรดบน สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD) ซึ่งเป็นสัญญาที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ แต่ผู้เทรดไม่ได้ถือครองสินทรัพย์จริง

Long (ซื้อ): ซื้อ CFD และได้กำไรเมื่อราคาปรับขึ้น

Short (ขาย): ขาย CFD ก่อน และได้กำไรเมื่อราคาปรับลง

ทั้งสองแบบใช้ “เลเวอเรจ (Leverage)” คือใช้เงินประกันเพียงส่วนหนึ่งเพื่อควบคุมมูลค่าสัญญาที่ใหญ่กว่า และวาง “มาร์จิน (Margin)” หรือเงินประกัน แทนการจ่ายเต็มจำนวน

ผลกำไร/ขาดทุนชำระเป็นเงินสดตาม “ส่วนต่างราคา” ระหว่างราคาเข้าและราคาออก

Long-Short แบบ “จับคู่” และลดการรับความเสี่ยงทิศทางตลาด

เมื่อจัดขนาดทั้งสองฝั่งให้มี “มูลค่าสัญญารวม (Notional Value)” ใกล้กัน การเทรดจะมีลักษณะ “เป็นกลางต่อทิศทางตลาด” มากขึ้น เหลือสิ่งที่สำคัญคือ “สเปรด/ช่องว่าง” ระหว่างสินทรัพย์สองตัว จึงมักเรียกแนวทางนี้ว่า “Pairs Trading” (การเทรดเป็นคู่) หรือ “Relative Value” (เทรดจากมูลค่าเปรียบเทียบ)

  • ถ้าตลาดโดยรวมขึ้น มักช่วยฝั่ง Long แต่กดดันฝั่ง Short
  • ถ้าตลาดโดยรวมลง มักกดดันฝั่ง Long แต่ช่วยฝั่ง Short
  • ผลลัพธ์ขึ้นกับ “ฝั่งไหนเคลื่อนไหวมากกว่า” ไม่ใช่ตลาดขึ้นหรือลง

ความผันผวนโดยรวมของตลาดมีผลน้อยกว่าพฤติกรรมของ “คู่สินทรัพย์” ที่เลือก

Long-Short ต่างจากการเฮดจ์อย่างไร

หลายคนสับสนระหว่างกลยุทธ์ Long-Short กับ “เฮดจ์ (Hedge)” ซึ่งหมายถึงการทำธุรกรรมเพื่อลดความเสี่ยงของสถานะที่มีอยู่แล้ว โครงสร้างอาจคล้ายกัน แต่เป้าหมายต่างกัน

  • เฮดจ์ ใช้ป้องกันความเสี่ยงของสถานะเดิม และเน้นให้ผลรวมใกล้เป็นกลาง
  • Long-Short คือ “สถานะหลัก” ที่เปิดเพื่อทำกำไรจากการที่ราคาสองตัวแยกทางกัน (Divergence)
  • เฮดจ์มักทำช่วงสั้นเพื่อกันความเสี่ยงเฉพาะจังหวะ ส่วนการเทรดเป็นคู่ถือจนสเปรดถึงเป้าหมาย

การเทรด Long-Short CFD ทำงานอย่างไร

ทั้งสองฝั่งอยู่ในบัญชีเดียว และจัดการเหมือนออเดอร์ทั่วไปบน MetaTrader 4 หรือ MetaTrader 5 ที่ VT Markets สามารถส่งคำสั่งและติดตามได้จากหน้าจอเดียว

การเปิดฝั่ง Long

ฝั่ง Long คือฝั่งที่คุณคาดว่าจะทำผลงานดีกว่า โดยทำตามขั้นตอนหลัก ๆ ดังนี้

  • กำหนดมูลค่าสัญญารวม (Notional) ที่ต้องการในฝั่งนี้
  • แปลงเป็นจำนวน “ล็อต (Lot)” ตามขนาดสัญญา (Contract Size) ของสินทรัพย์นั้น
  • ส่งคำสั่งซื้อ และตั้ง จุดตัดขาดทุน (Stop-loss) ให้ฝั่งนี้
  • บันทึกราคาเข้าซื้อ เพราะการคำนวณต้นทุนและผลตอบแทนขึ้นกับจุดเข้า

การเปิดฝั่ง Short โดยไม่ต้องยืมสินทรัพย์จริง

ใน CFD การ Short ทำได้ง่าย คือส่งคำสั่ง “ขาย” บนแพลตฟอร์ม

  • ไม่ต้องยืมหุ้น ไม่ต้องเสียค่าธรรมเนียมยืม และไม่ต้องตรวจว่าหามายืมได้หรือไม่ (locate)
  • ข้อจำกัดการขายชอร์ตในตลาดซื้อขายจริง (cash market) มักไม่ใช้ในรูปแบบเดียวกันกับ CFD
  • การกำหนดขนาดสถานะเหมือนฝั่ง Long

บางกรณีการถือฝั่ง Short ข้ามคืนอาจได้เครดิตดอกเบี้ย/ค่าถือครอง แทนการถูกเรียกเก็บ ทั้งนี้ขึ้นกับสินทรัพย์และอัตราของโบรกเกอร์

วิธีคำนวณกำไร/ขาดทุนของทั้งสองฝั่ง

คำนวณแยกแต่ละฝั่ง แล้วนำมาหักลบรวมกัน

กำไร/ขาดทุนฝั่ง Long = (ราคาออก – ราคาเข้า) x ขนาดสัญญา x จำนวนล็อต

กำไร/ขาดทุนฝั่ง Short = (ราคาเข้า – ราคาออก) x ขนาดสัญญา x จำนวนล็อต

ผลรวมก่อนต้นทุน = กำไร/ขาดทุนฝั่ง Long + กำไร/ขาดทุนฝั่ง Short

ผลรวมสุทธิ = ผลรวมก่อนต้นทุน – ต้นทุนสเปรด – ค่าสว็อปสุทธิ

ตัวอย่างคำนวณด้วยสินทรัพย์ 2 ตัวที่เคลื่อนไหวสัมพันธ์กัน

สมมติเปิดทั้งสองฝั่งด้วยมูลค่าสัญญารวมฝั่งละ 50,000 ดอลลาร์ บนสินทรัพย์ 2 ตัวที่มีความสัมพันธ์การเคลื่อนไหวร่วมกัน (Correlation)

สถานการณ์การเคลื่อนไหวฝั่ง Longกำไร/ขาดทุนฝั่ง Longการเคลื่อนไหวฝั่ง Shortกำไร/ขาดทุนฝั่ง Shortผลรวมก่อนต้นทุน
ตลาดขึ้น มุมมองถูก0.03+$1,5000.012-$600+$900
ตลาดลง มุมมองถูก-2.00%-$1,000-3.50%+$1,750+$750
ตลาดนิ่ง มุมมองผิด-2.50%-$1,2500.015-$750-$2,000

สองแถวแรกสะท้อนหัวใจของโครงสร้าง แม้ตลาดขึ้นหรือลงต่างกัน แต่ยังมีกำไรได้ เพราะ “ช่องว่าง” เคลื่อนไหวไปทางที่ถูกต้อง ส่วนแถวที่สามคือความเสี่ยงสำคัญ

เมื่อนำต้นทุนมาคิดในสถานการณ์แรก: ผลรวมก่อนต้นทุน +900 ดอลลาร์ สเปรดทั้งสองฝั่งรวมกันราว -70 ดอลลาร์ ค่าสว็อปสุทธิ 5 คืนราว -45 ดอลลาร์ เหลือกำไรสุทธิประมาณ +785 ดอลลาร์

เปรียบเทียบกลยุทธ์ Long-Short CFD กับแนวทางเทรด CFD แบบอื่น

แต่ละแนวทางต้อง “ทายให้ถูก” คนละเรื่อง

Long-Short เทียบกับการเทรดทิศทางเดียว

การเทรดทิศทางเดียวต้องทายว่าตลาดจะขึ้นหรือลง แต่ Long-Short ต้องจัดอันดับให้ถูกว่าสินทรัพย์ตัวไหนจะทำผลงานดีกว่า คุณแลกโอกาสกำไรสูงมากกับการลดความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดโดยรวม

Long-Short CFDs เทียบกับการขายชอร์ตแบบดั้งเดิม

การขายชอร์ตแบบดั้งเดิม คือการยืมหุ้นมาขาย ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมยืม และอาจถูกเรียกคืนหุ้นได้ ส่วนการ Short ด้วย CFD ไม่ต้องมีขั้นตอนเหล่านี้ แต่ความเสี่ยงด้านทิศทางราคายังเหมือนเดิม

Long-Short เทียบกับการซื้อถือยาว (Buy and Hold)

การซื้อถือยาวมักถือระยะยาว ไม่ใช้เลเวอเรจ และรับความเสี่ยงตลาดเต็ม ๆ ส่วน Long-Short CFD มักถือสั้นกว่า ใช้เลเวอเรจ และตั้งใจลดการรับความเสี่ยงทิศทางตลาด ความต่างสำคัญคือ

ระยะเวลา: หลายปี เทียบกับ หลายวันหรือหลายสัปดาห์

ต้นทุนการถือ: แทบไม่มี เทียบกับมีค่าสว็อปค้างคืนทั้งสองฝั่ง

เป้าหมาย: เก็บการเติบโตระยะยาว เทียบกับเก็บ “ช่องว่างชั่วคราว”

หัวข้อกลยุทธ์ Long-short CFDCFD ทิศทางเดียวขายชอร์ตแบบดั้งเดิมซื้อถือยาว
สิ่งที่ต้องทายให้ถูกตัวไหนทำผลงานดีกว่าทิศทางตลาดทิศทางตลาดมูลค่าในระยะยาว
ความเสี่ยงจากตลาดโดยรวมต่ำกว่าและค่อนข้างเป็นกลางเต็มเต็ม (ทิศทางกลับด้าน)เต็ม
เลเวอเรจมี ทั้งสองฝั่งมีบางครั้งมักไม่มี
การถือครองสินทรัพย์จริงไม่มีไม่มียืมหุ้นมี
ระยะเวลาถือทั่วไปวันถึงสัปดาห์ชั่วโมงถึงวันวันถึงสัปดาห์หลายปี
ต้นทุนหลักสเปรด 2 ฝั่ง + ค่าสว็อปสุทธิสเปรด 1 ฝั่ง + สว็อปค่าธรรมเนียมยืม + ดอกเบี้ยน้อยหรือไม่มี
ความเสี่ยงหลักความสัมพันธ์ (Correlation) หลุดราคาไปผิดทางชอร์ตสควีซ + ถูกเรียกคืนหุ้นขาดทุนระหว่างทาง (Drawdown)
เหมาะกับตลาดแกว่งในกรอบตลาดมีเทรนด์ชัดหุ้นรายตัวที่ดูแพงเกินพื้นฐานนักลงทุนระยะยาว

วิธีสร้างกลยุทธ์ Long-Short CFD ให้มีประสิทธิภาพ

กลยุทธ์ Long-Short ที่ดีมักขึ้นกับการเลือกคู่ การกำหนดขนาดสถานะ และวินัย มากกว่าการเดาทิศทางราคา

1) เลือกสินทรัพย์ที่มีความสัมพันธ์การเคลื่อนไหวร่วมกัน (Correlation)

Correlation คือรากฐาน หากสินทรัพย์สองตัวแยกทางกันแบบไร้แบบแผน ก็ไม่เหมาะทำเป็นคู่

ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation coefficient)ความสัมพันธ์ความเหมาะสมสำหรับการเทรดเป็นคู่
+0.80 ถึง +1.00บวกสูงเหมาะสุด มักเคลื่อนไหวไปด้วยกัน
+0.50 ถึง +0.79บวกปานกลางพอใช้ แต่สเปรดอาจแกว่งกว้างขึ้น
-0.49 ถึง +0.49อ่อนหรือแทบไม่มีไม่เหมาะ สองฝั่งจะเหมือนเทรดคนละตัว
-0.50 ถึง -1.00ลบไม่เหมาะ เพราะจะกลายเป็นการเพิ่มเดิมพันทิศทางเดียวในอีกรูปแบบ

คู่ที่มักใช้เป็นจุดเริ่มต้น เช่น

  • โลหะมีค่า 2 ตัว เช่น ทองคำ และเงิน
  • เกณฑ์อ้างอิงน้ำมัน 2 ตัว เช่น Brent และ WTI
  • คู่เงินที่มีสกุลเงินฐานเดียวกัน หรือ ดัชนี ในภูมิภาคเดียวกัน
  • หุ้นในอุตสาหกรรมเดียวกัน และโมเดลธุรกิจใกล้กัน

คำแนะนำ: วัด Correlation หลายช่วงเวลา คู่ที่ได้ +0.90 ใน 3 เดือน แต่เหลือ +0.40 ใน 12 เดือน มักไม่เสถียรเท่าที่เห็น

2) ถ่วงดุลขนาดสถานะของทั้งสองฝั่ง

การให้จำนวนล็อตเท่ากัน ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงเท่ากัน ควรถ่วงดุลด้วยมูลค่าสัญญารวม (Notional) มากกว่านับล็อต

ลดขนาดฝั่งที่ผันผวนมากกว่า เพื่อให้การแกว่ง 1% ให้ผลเป็นเงินใกล้กันทั้งสองฝั่ง และควรตรวจสมดุลใหม่หากราคาวิ่งไกลจากจุดเข้า คุมความเสี่ยงรวมให้อยู่ในกรอบที่คุณใช้ต่อการเทรดหนึ่งครั้ง

3) กำหนดเงื่อนไขเข้าและออกโดยดู “สเปรด” เป็นหลัก

เพราะคุณเทรดจากความสัมพันธ์ สัญญาณเข้าควรอิง “สเปรด” ระหว่างสองตัว ไม่ใช่ดูราคาตัวใดตัวหนึ่งอย่างเดียว

เข้าเทรด: เมื่อสเปรดกว้างเกินช่วงปกติ

เป้าหมาย: เมื่อสเปรดกลับเข้าใกล้ค่าเฉลี่ยในอดีต

ตัดขาดทุน: เมื่อสเปรดกว้างเกินจุดที่บ่งชี้ว่าความสัมพันธ์อาจ “เสีย” ไปแล้ว

เวลาตัดสินใจ (Time stop): ปิดสถานะหากผ่านจำนวนวัน/ช่วงตลาดที่กำหนดแล้วยังไม่ขยับ

4) ทดสอบก่อนใช้เงินจริง

สำหรับผู้เริ่มต้น ควรเริ่มในสภาพแวดล้อมที่ไม่เสี่ยงเงินจริง บัญชี เดโม ของ VT Markets ให้ราคาใกล้เคียงตลาดจริง แต่กำไร/ขาดทุนไม่กระทบเงินจริง

  • ทดสอบ 20–30 ครั้งก่อนเทรดจริง
  • บันทึกสเปรดตอนเข้า ตอนออก และต้นทุนรวมของทั้งสองฝั่ง
  • ติดตามว่าความสัมพันธ์ (Correlation) ยังคงอยู่ตลอดการถือสถานะบ่อยแค่ไหน
  • ค่อยเพิ่มเป็นเงินจริงขนาดเล็กเมื่อผลลัพธ์สม่ำเสมอ

ต้นทุน มาร์จิน และค่าถือครองในกลยุทธ์ Long-Short CFD

ต้นทุนเป็นจุดที่ต้องจับตา เพราะคุณจ่ายสองฝั่ง และมักถูกมองข้าม

ค่าสว็อปค้างคืนของฝั่ง Long และ Short

ค่าสว็อปค้างคืน (Overnight swap) หรือค่าถือครอง/ดอกเบี้ย (financing charge) คิดแยกในแต่ละฝั่ง บางครั้งฝั่งหนึ่งถูกเรียกเก็บ แต่อีกฝั่งอาจได้เครดิต แต่โดยมากไม่หักลบกันพอดี

รายการฝั่ง Longฝั่ง Shortสุทธิ
สว็อปต่อคืน-$4.20+$1.10-$3.10
รวม 5 คืน-$21.00+$5.50-$15.50
รวม 20 คืน-$84.00+$22.00-$62.00

การถือสถานะเป็นคู่ 1 เดือน อาจมีต้นทุนรวมสูงกว่าการเทรดฝั่งเดียวหลายเท่า

ต้นทุนสเปรดของสองฝั่ง

คุณจ่าย “สเปรด (Spread)” ซึ่งคือส่วนต่างระหว่างราคาซื้อและราคาขาย ทั้งตอนเข้าและตอนออกของแต่ละฝั่ง รวมเป็น 4 ครั้ง หากสเปรด 0.7 pip ทั้งสองฝั่ง ต้นทุนไป-กลับจะใกล้ 1.4 pip

สเปรดแคบสำคัญเป็นพิเศษ เพราะช่วงเปิดตลาดหรือช่วงข่าวใหญ่ สเปรดอาจกว้างจนลบกำไรที่คาดหวังจากช่องว่างเล็ก ๆ ได้

ก่อนเข้าเทรด ควรเทียบ “ช่องว่างที่คาดหวัง” กับต้นทุนธุรกรรมรวมทั้งหมด

มาร์จินของสถานะที่หักลบกัน

มาร์จินถูกกันไว้แยกในแต่ละฝั่ง โบรกเกอร์บางรายอาจลดมาร์จินกรณีสถานะตรงข้ามใน “สินทรัพย์เดียวกัน” แต่การทำคู่ด้วย “คนละสินทรัพย์” มักต้องวางมาร์จินเต็มทั้งสองฝั่ง

ภายใต้ กฎ ESMA (หน่วยงานกำกับตลาดยุโรป) เลเวอเรจสำหรับรายย่อยถูกจำกัดโดยทั่วไปดังนี้

  • 30:1 สำหรับคู่เงินหลัก
  • 20:1 สำหรับคู่เงินรอง ทองคำ และดัชนีหลัก
  • 10:1 สำหรับสินค้าโภคภัณฑ์อื่นที่ไม่ใช่ทองคำ
  • 5:1 สำหรับหุ้นรายตัว และ 2:1 สำหรับคริปโทเคอร์เรนซี

ความเสี่ยงและข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในกลยุทธ์ Long-Short CFD

โครงสร้างแบบจับคู่ช่วยลดความเสี่ยงจากทิศทางตลาด แต่ไม่ทำให้ความเสี่ยงหายไป โบรกเกอร์มักเปิดเผยตามกฎกำกับดูแลว่า บัญชี CFD ของรายย่อยราว 70%–85% ขาดทุน และการเทรดแบบจับคู่ก็ยังมีโอกาสขาดทุนเช่นกัน

1) ความสัมพันธ์ (Correlation) หลุด

นี่คือความเสี่ยงหลัก สินทรัพย์ที่เคลื่อนไหวไปด้วยกันมานาน อาจแยกทางกันได้ภายในวันเดียว

ข่าวเฉพาะบริษัทอาจทำให้หุ้นคู่หนึ่งหลุดทันที นโยบายการเงินที่ต่างกันอาจทำให้ความสัมพันธ์ของคู่เงินเปลี่ยน และเหตุการณ์ช็อกด้านอุปทานอาจทำให้สินค้าโภคภัณฑ์ 2 ตัวที่เคลื่อนไหวร่วมกันแยกทาง

2) ขาดทุนทั้งสองฝั่งพร้อมกัน

ตัวอย่างสถานการณ์ที่สามสะท้อนจุดนี้ เมื่อสเปรดวิ่งสวนทาง ทั้งสองฝั่งอาจขาดทุนพร้อมกัน และขาดทุนรวมอาจมากกว่าการเทรดฝั่งเดียวด้วยขนาดใกล้กัน

3) ใช้เลเวอเรจมากเกินไปเพราะคิดว่าเสี่ยงต่ำ

บางคนมองว่าการจับคู่เสี่ยงต่ำ จึงเพิ่มขนาดสถานะมากกว่าปกติ แต่เลเวอเรจจะขยายการเคลื่อนไหวของสเปรด และสเปรดอาจแกว่งแรงได้

  • คิดขนาดความเสี่ยงของ “คู่” เป็นสถานะเดียว ไม่ใช่สองดีลแยกกัน
  • ใช้เพดานความเสี่ยงต่อการเทรดหนึ่งครั้งกับ “ความเสี่ยงรวม”
  • จำไว้ว่า การปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อมาร์จินไม่พอ (margin close-out) อิงทั้งบัญชี ไม่ได้แยกเป็นรายฝั่ง

4) มองข้ามต้นทุนสะสมเมื่อถือนาน

  • สเปรดอาจใช้เวลาหลายสัปดาห์กว่าจะหุบ และค่าสว็อปคิดทุกคืน
  • ประเมินระยะเวลาถือก่อนเข้าเทรด
  • นำค่าสว็อปสุทธิคูณจำนวนคืน
  • บวกต้นทุนสเปรดรวม 4 ครั้ง
  • เข้าเทรดเมื่อช่องว่างที่คาดหวังยังมากพอหลังหักต้นทุนทั้งหมด

เมื่อไรที่กลยุทธ์ Long-Short CFD เหมาะกับคุณ

ไม่มีแนวทางเดียวที่เหมาะกับทุกคนและทุกสภาพตลาด

สภาพตลาดที่เอื้อต่อกลยุทธ์นี้

  • ตลาดแกว่งในกรอบ (range-bound) ที่เทรดตามเทรนด์มักโดนตัดขาดทุนบ่อย
  • ช่วงสลับกลุ่มอุตสาหกรรม (sector rotation) เมื่อเงินทุนไหลระหว่างสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกัน
  • ช่วงผันผวนสูงที่ไม่อยากรับความเสี่ยงตลาดโดยรวมมาก
  • ช่วงประกาศงบ/เหตุการณ์นโยบายที่กระทบสินทรัพย์ตัวหนึ่งในคู่มากกว่าอีกตัว

ตลาดที่เป็นเทรนด์แรงและต่อเนื่อง มักเป็นข้อยกเว้น เพราะการเทรดทิศทางเดียวอาจคุ้มค่ากว่าและมีต้นทุนน้อยกว่า

ระดับประสบการณ์และเวลาที่ต้องใช้

  • เหมาะกับ: ผู้ที่คุ้นเคยการกำหนดขนาดสถานะ มาร์จิน และการวิเคราะห์ Correlation
  • อาจไม่เหมาะกับ: ผู้เริ่มต้นที่ยังฝึกการส่งคำสั่งแบบฝั่งเดียว
  • เวลาที่ต้องใช้: ติดตามรายวัน เพราะคู่สินทรัพย์อาจหลุดความสัมพันธ์แบบไม่ทันตั้งตัว
  • เครื่องมือที่ควรมี: ตาราง Correlation, กราฟสเปรด และระบบส่งคำสั่งที่เชื่อถือได้

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

กลยุทธ์ Long-Short CFD คืออะไร?

กลยุทธ์ Long-Short CFD คือการเทรดเป็นคู่ โดยซื้อ CFD ของสินทรัพย์หนึ่ง และขาย CFD ของอีกสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้องกันในเวลาเดียวกัน กำไร/ขาดทุนมาจากช่องว่างระหว่างทั้งสอง มากกว่าทิศทางของตลาดโดยรวม

สามารถ Short CFD ได้โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริงหรือไม่?

ทำได้ การ Short CFD คือการส่งคำสั่งขายบนแพลตฟอร์ม ไม่ต้องยืมหุ้น ไม่ต้องทำสัญญายืม และไม่ต้องตรวจหาหุ้นมาส่งมอบ คุณไม่ได้ถือหรือส่งมอบสินทรัพย์จริง โดยระบบชำระเป็นเงินสดตามส่วนต่างราคาเมื่อปิดสถานะ

Long-Short CFD เหมือนการเฮดจ์หรือไม่?

ไม่เหมือน เฮดจ์คือการลดความเสี่ยงของสถานะที่มีอยู่แล้วเพื่อให้ผลรวมใกล้เป็นกลาง ส่วน Long-Short คือการเปิดสถานะเพื่อหวังทำกำไรจากการที่ราคาสองตัวแยกทางกัน โครงสร้างคล้ายกัน แต่เป้าหมายต่างกัน

เลือกคู่สำหรับเทรด Long-Short CFD อย่างไร?

เริ่มจาก Correlation มองหาคู่ที่ได้มากกว่า +0.80 ในหลายช่วงเวลา จากนั้นตรวจว่ามีความเชื่อมโยงทางเศรษฐกิจจริง เช่น อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกัน ภูมิภาคเดียวกัน หรือเป็นสินค้าโภคภัณฑ์กลุ่มเดียวกัน สุดท้ายดูสเปรดให้แคบและมีสภาพคล่องเพียงพอ (สภาพคล่องคือซื้อขายได้ง่าย โดยสเปรดไม่กว้างมาก)

ค่าสว็อปจะหักลบกันเมื่อถือทั้ง Long และ Short หรือไม่?

ส่วนใหญ่ไม่หักลบกันพอดี อัตราสว็อปของแต่ละฝั่งถูกกำหนดแยกกัน และมักไม่เป็นภาพสะท้อนกัน ฝั่งหนึ่งมักถูกเรียกเก็บมากกว่าอีกฝั่งได้เครดิต ทำให้เหลือต้นทุนสุทธิ ซึ่งหากถือเป็นเดือนอาจกินกำไรที่คาดหวังไปมาก

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code