ประเด็นสำคัญ
- ความต่างหลักของ “สวิงเทรด” กับ “เดย์เทรด” คือระยะเวลาถือสถานะ (Position: การเปิดซื้อ/ขายที่ยังไม่ปิด) โดยเดย์เทรดจะปิดสถานะทั้งหมดภายในวันเดียว ส่วนสวิงเทรดจะถือหลายวันถึงหลายสัปดาห์
- เดย์เทรดเหมาะกับคนที่มีเวลาเฝ้าหน้าจอ มีสมาธิ และรับความกดดันได้สูง ส่วนสวิงเทรดเหมาะกับคนที่เวลาน้อย ต้องการตัดสินใจน้อยครั้งแต่รอบคอบ
- ข้อมูลวิจัยชี้ว่าความอดทนได้เปรียบ งานวิชาการพบว่านักเทรดรายย่อย (Retail: ผู้ลงทุนทั่วไป) ที่เดย์เทรมักขาดทุนหลังหักต้นทุน ขณะที่สวิงเทรดมีโอกาสทำผลงานได้ดีกว่าในระยะเวลา
- ทั้งสองสไตล์ควรใช้โบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล (Regulated broker: โบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตและถูกตรวจสอบ) แพลตฟอร์มที่เสถียร และการบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย โดย VT Markets รองรับทั้งสองแนวทางบน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
ทำความเข้าใจ สวิงเทรด vs เดย์เทรด
การเลือกสไตล์เทรดเป็นหนึ่งในการตัดสินใจแรก ๆ ของผู้เทรด CFD (CFD: สัญญาซื้อขายส่วนต่างราคา เป็นการเก็งกำไรจากการขึ้น/ลงของราคาโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง) และเป็นเรื่องสำคัญ เพราะส่งผลต่อเวลาที่ต้องใช้ เงินทุนที่ต้องเตรียม และความเครียดในแต่ละวัน หากเลือกไม่เข้ากับชีวิต ต่อให้มีกลยุทธ์ดีก็อาจทำตามไม่ได้
ไม่มีคำตอบเดียวที่ถูกต้อง ทั้งสองสไตล์ทำกำไรได้และก็ล้มเหลวได้ สิ่งสำคัญคือความเหมาะกับคนเทรด คู่มือนี้สรุปความต่างแบบเข้าใจง่าย พร้อมตัวอย่าง และขั้นตอนเริ่มต้นกับแพลตฟอร์มโบรกเกอร์ MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 (แพลตฟอร์มเทรดที่นิยม ใช้ดูกราฟ ส่งคำสั่ง และตั้งระบบช่วยเทรด)
ก่อนเทียบกัน ควรนิยามให้ชัดว่าแต่ละแบบคืออะไร เมื่อเข้าใจเส้นแบ่ง คำถามว่า “สวิงเทรด vs เดย์เทรด” แบบไหนเหมาะกับคุณจะตอบได้ง่ายขึ้น
เดย์เทรด (Day Trading) คืออะไร?

เดย์เทรดคือการเปิดและปิดสถานะทั้งหมดภายใน “วันเทรด” เดียว ผู้เดย์เทรดมักไม่ถือค้างคืน เป้าหมายคือเก็บการเคลื่อนไหวเล็ก ๆ ของราคาแบบถี่ ๆ แล้วสะสมกำไรหลายครั้ง
เดย์เทรดใช้กรอบเวลา (Timeframe: ช่วงเวลาที่แท่ง/กราฟหนึ่งแท่งแสดง เช่น 1 นาที 5 นาที) ระยะสั้น เช่น 1 นาที 5 นาที 15 นาที ต้องตัดสินใจเร็ว ตั้งจุดตัดขาดทุน (Stop-loss: คำสั่งปิดเพื่อลดขาดทุนเมื่อราคาวิ่งผิดทาง) ใกล้ ๆ และอาจเทรดหลายครั้งในหนึ่งช่วงเวลา สภาพคล่อง (Liquidity: ความง่ายในการซื้อขายได้เร็วโดยราคาไม่ไหลมาก) และความเร็วส่งคำสั่งสำคัญมาก เพราะความได้เปรียบเล็ก ๆ หายไปได้เร็ว
เดย์เทรดเหมาะกับคนที่จัดเวลานั่งหน้าจอช่วงตลาดเปิดได้จริง ต้องคิดไวและคุมอารมณ์ได้ แต่จะเสียเปรียบหากลังเล วอกแวก หรือ “เทรดเอาคืน” (Revenge trading: เทรดถี่/หนักเพื่อเอาคืนหลังขาดทุน)
ลักษณะทั่วไปของเดย์เทรด:
- ระยะเวลาถือ: วินาทีถึงชั่วโมง ไม่ค้างคืน
- ความถี่ในการเทรด: หลายครั้งถึงหลายสิบครั้งต่อวัน
- กรอบเวลาที่ใช้: กราฟในวันเดียว (Intraday: ภายในวัน) มัก 1 นาทีถึง 1 ชั่วโมง
- ทักษะที่ต้องมี: ส่งคำสั่งเร็ว โฟกัสสูง คุมความเสี่ยงระหว่างวันอย่างเคร่งครัด
- ไวต่อค่าใช้จ่าย: สูง เพราะสเปรด (Spread: ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) และคอมมิชชัน (Commission: ค่าธรรมเนียมต่อการเทรด) สะสมจากจำนวนครั้งที่มาก
สวิงเทรด (Swing Trading) คืออะไร?
สวิงเทรดคือการถือสถานะหลายวันถึงหลายสัปดาห์ เพื่อเก็บ “รอบการแกว่ง” ของราคา (Swing: ช่วงการขึ้น/ลงที่ใหญ่กว่าความผันผวนเล็ก ๆ ระหว่างวัน) แทนการไล่การขยับเล็ก ๆ ในวันเดียว เป้าหมายคือเกาะ “แนวโน้ม” (Trend: ทิศทางหลักของราคา)
สวิงเทรดมักใช้กรอบเวลาที่ใหญ่ขึ้น เช่น 4 ชั่วโมง และรายวัน บนกราฟ (Charts: กราฟราคา) เทรดน้อยครั้งกว่า ไม่จำเป็นต้องเฝ้าจอทั้งวัน อาจเช็กตลาดวันละ 1–2 ครั้ง ปรับคำสั่งซื้อขาย (Orders: คำสั่งเปิด/ปิด/ตั้งรอ) แล้วทำอย่างอื่นได้
สไตล์นี้เหมาะกับคนทำงานประจำ มีครอบครัว หรือมีเวลาหน้าจอน้อย แลกความเร็วกับการวิเคราะห์ที่ลึกกว่า
ลักษณะทั่วไปของสวิงเทรด:
- ระยะเวลาถือ: หลายวันถึงไม่กี่สัปดาห์
- ความถี่ในการเทรด: ไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์หรือเดือน
- กรอบเวลาที่ใช้: กราฟ 4 ชั่วโมงและรายวัน บางครั้งรายสัปดาห์
- ทักษะที่ต้องมี: อดทน วิเคราะห์แนวโน้ม รับได้กับการถือค้างคืน
- ไวต่อค่าใช้จ่าย: ต่ำกว่า เพราะเทรดน้อยครั้ง ค่าสเปรดและคอมมิชชันสะสมน้อยกว่า
เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับสวิงเทรด ได้ที่นี่
เดย์เทรด vs สวิงเทรด: เทียบแบบเห็นภาพ
การวางสองสไตล์ไว้ข้างกันช่วยให้เห็นข้อแลกเปลี่ยนชัดขึ้น ตารางด้านล่างสรุปความต่างหลัก เพื่อให้เทียบกับไลฟ์สไตล์และนิสัยของคุณ
| ปัจจัย | เดย์เทรด | สวิงเทรด |
| ระยะเวลาถือ | ภายในวันเดียว | หลายวันถึงหลายสัปดาห์ |
| จำนวนครั้งต่อช่วงเวลา | หลายครั้งถึงหลายสิบครั้งต่อวัน | ไม่กี่ครั้งต่อสัปดาห์หรือเดือน |
| เวลาเฝ้าตลาด | สูง ต้องเฝ้าหน้าจอหลายชั่วโมง | ต่ำถึงปานกลาง เช็กสั้น ๆ รายวัน |
| กรอบเวลาหลัก | กราฟ 1 นาทีถึง 1 ชั่วโมง | กราฟ 4 ชั่วโมงถึงรายวัน |
| ความเสี่ยงค้างคืน | ไม่มี เพราะปิดหมด | มี ทั้งช่องว่างราคาและค่าสวอป |
| ต้นทุนธุรกรรม | สูง เพราะเทรดถี่ | ต่ำกว่า เพราะเทรดน้อย |
| ระดับความเครียด | สูงต่อเนื่อง | ปานกลาง กระจายเป็นช่วง |
| เหมาะกับ | เทรดเต็มเวลา โฟกัสสูง | เทรดบางเวลา อดทน |
สวิงเทรด vs เดย์เทรด: แบบไหนทำกำไรได้มากกว่า?
คำถามยอดนิยมคือแบบไหนทำกำไรได้มากกว่า คำตอบคือขึ้นอยู่กับคนเทรด ตลาด และต้นทุน แต่ภาพรวมจากงานวิจัยควรรู้ก่อนเลือกจริงจัง
ช่องว่างสำคัญมาจาก “ต้นทุนการเทรด” ลองเทียบแบบง่าย:
- เดย์เทรดที่เทรดถี่: 100 รอบ/เดือน (Round-trip: เปิดและปิดครบหนึ่งรอบ) ค่ารอบละราว 8 ดอลลาร์ เท่ากับประมาณ 800 ดอลลาร์/เดือน หรือราว 9,600 ดอลลาร์/ปี
- สวิงเทรด: 10 รอบ/เดือน ที่ต้นทุนเท่ากัน เท่ากับประมาณ 80 ดอลลาร์/เดือน หรือราว 960 ดอลลาร์/ปี
- ส่วนต่าง: ราว 8,640 ดอลลาร์/ปี ที่เดย์เทรดต้องทำคืนให้ได้ก่อนถึงจะเริ่มมีกำไรจริง
จึงทำให้สเปรดต่ำและราคาโปร่งใสสำคัญมาก โดยเฉพาะคนเทรดถี่ สรุปคือไม่มีสไตล์ไหน “ชนะอัตโนมัติ” เดย์เทรดอาจทำกำไรได้มากสำหรับคนเก่งและทุนหนา แต่โอกาสสำเร็จน้อยกว่า ส่วนสวิงเทรดมักให้ผลลัพธ์ที่นิ่งและทำได้จริงสำหรับคนเทรดบางเวลา
ตัวอย่างง่าย ๆ บน EUR/USD
สมมติเทรดเดอร์ 2 คน มีพอร์ต 5,000 ดอลลาร์เท่ากัน เสี่ยง 1% (50 ดอลลาร์) ต่อครั้ง เทรดคู่เงิน EUR/USD (คู่เงินยูโร/ดอลลาร์) เป็นเวลา 1 เดือน
| ตัวชี้วัด | เดย์เทรด | สวิงเทรด |
| จำนวนครั้งในเดือน | 80 | 8 |
| อัตราชนะ (Win rate: สัดส่วนครั้งที่กำไร) | 55% | 55% |
| ค่าเฉลี่ยกำไรต่อความเสี่ยง (Reward-to-risk: กำไรเป้าหมายเทียบกับจำนวนที่ยอมขาดทุน) | 1:1 | 1:2 |
| ผลรวมก่อนหักต้นทุน | +$300 | +$320 |
| ต้นทุนต่อครั้ง (ประมาณ) | $6 | $6 |
| ต้นทุนรวมในการเทรด | $480 | $48 |
| ผลลัพธ์สุทธิ | -$180 | +$272 |
ทั้งสองคนมีทักษะและอัตราชนะเท่ากัน แต่เดย์เทรดมีจำนวนครั้งมาก ทำให้กำไรก่อนหักต้นทุนกลายเป็นขาดทุนหลังหักต้นทุน ส่วนสวิงเทรดยังเก็บกำไรได้มากกว่า ตัวอย่างนี้เพื่ออธิบายภาพ ไม่ใช่การการันตีผลลัพธ์ แต่ชี้ให้เห็นว่าต้นทุนและความถี่คือหัวใจของการเลือกสไตล์
สวิงเทรดง่ายกว่าเดย์เทรดหรือไม่?

โดยทั่วไปสวิงเทรดใช้เวลาน้อยกว่าและกดดันทางอารมณ์น้อยกว่า แต่ไม่ได้แปลว่าง่าย ทุกสไตล์ยากคนละแบบ
สวิงเทรดมักเป็นมิตรกับมือใหม่ด้วยเหตุผลหลัก ๆ:
- ตัดสินใจน้อยครั้ง ลดโอกาสพลาดจากความใจร้อน
- ไม่ต้องเฝ้าจอทั้งวัน ลดความล้าและความเครียด
- เทรดน้อยครั้ง ต้นทุนธุรกรรมกินผลตอบแทนน้อยกว่า
- เป้าหมายราคากว้างกว่า ทำให้แผนมีเวลาทำงาน
ส่วนเดย์เทรดต้องรับมือแบบเรียลไทม์มากกว่า:
- ต้องรับข้อมูลและลงมือในเวลาไม่กี่วินาทีภายใต้แรงกดดัน
- ต้นทุนสะสมเร็ว จึงต้องมี “ความได้เปรียบ” (Edge: เงื่อนไข/วิธีที่ทำให้มีโอกาสชนะมากกว่าระยะยาว) ที่ชัดพอเพื่อให้กำไรสุทธิเป็นบวก
- หลีกเลี่ยงช่องว่างราคาค้างคืน (Overnight gap: ราคากระโดดเปิดตลาดวันใหม่) ได้ แต่ความผันผวนในวัน (Intraday volatility: การแกว่งแรงภายในวัน) อาจหนัก
- วินัยทางอารมณ์ถูกทดสอบต่อเนื่องครั้งแล้วครั้งเล่า
สำหรับคนเทรดบางเวลา มือใหม่ และคนยุ่ง สวิงเทรดมักเป็นจุดเริ่มที่เบากว่า แต่ยังต้องอดทน รับช่วงพอร์ตติดลบชั่วคราว (Drawdown: มูลค่าพอร์ตลดลงจากจุดสูงสุด) และรับความเสี่ยงค้างคืน เช่น ช่องว่างราคา และค่าสวอป (Swap fee: ค่าถือสถานะข้ามคืน อาจเป็นค่าจ่ายหรือรายรับตามอัตราดอกเบี้ยของคู่เงิน)
สไตล์ไหนเหมาะกับคุณ?
คำตอบไม่ใช่ว่าแบบไหน “ดีกว่า” แต่แบบไหนเข้ากับชีวิต ลองถามตัวเองตามนี้ก่อนตัดสินใจ
เลือกเดย์เทรด หากคุณ:
- จัดเวลาได้หลายชั่วโมงแบบไม่ถูกรบกวนในช่วงตลาดเปิด
- นิ่งและตัดสินใจได้ดีเมื่อราคาวิ่งเร็ว
- ชอบจังหวะตัดสินใจถี่ ๆ
- มีเงินทุนพอรองรับต้นทุนสะสมที่สูงกว่า
เลือกสวิงเทรด หากคุณ:
- มีงานเรียนหรือครอบครัวในช่วงกลางวัน
- ชอบเทรดน้อยครั้งแต่คิดให้รอบคอบ
- รับได้กับการถือค้างคืนและข้ามสุดสัปดาห์
- อยากเรียนรู้แบบค่อยเป็นค่อยไปเพื่อสร้างความสม่ำเสมอ
เทรดเดอร์ที่มีประสบการณ์จำนวนมากทำทั้งสองแบบ โดยใช้บัญชีหลักสำหรับสวิงเทรด และบัญชีเล็กอีกบัญชีสำหรับเดย์เทรด หากแยกชัดจะคุมกฎความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น
เริ่มสวิงเทรดหรือเดย์เทรดกับโบรกเกอร์ Meta 4 และ Meta 5 อย่างไร
ไม่ว่าคุณเลือกแบบไหน แพลตฟอร์มและโบรกเกอร์มีผลมาก MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมสำหรับการเทรด CFD และฟอเร็กซ์ (Forex: ตลาดแลกเปลี่ยนเงินตรา) มีเครื่องมือกราฟ ระบบช่วยเทรดอัตโนมัติ (Automated trading: ให้โปรแกรมช่วยส่งคำสั่งตามกติกาที่ตั้งไว้) และการส่งคำสั่งที่เสถียร กับ VT Markets คุณใช้ทั้งสองสไตล์ได้บน MT4 และ MT5
แนวทางเริ่มต้นแบบทำตามได้:
- กำหนดสไตล์ก่อน: เลือกให้ตรงกับตารางเวลาและนิสัย ว่าจะเดย์เทรดหรือสวิงเทรด และประเมินเวลาที่มีจริง
- เปิดบัญชีและยืนยันตัวตน: เลือกโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล ทำขั้นตอนยืนยันตัวตน และเลือกประเภทบัญชีให้เหมาะกับสไตล์และเงินทุน
- ดาวน์โหลด MT4 หรือ MT5: ติดตั้งทั้งคอมพิวเตอร์และมือถือเพื่อดูและติดตามสถานะได้ทุกที่
- ฝึกด้วยบัญชีทดลอง (Demo account: บัญชีจำลองใช้เงินเสมือน): ทดลองสไตล์ที่เลือกโดยไม่เสี่ยงเงินจริงจนกระบวนการทำซ้ำได้และอารมณ์นิ่งขึ้น บัญชีเดโม
- เริ่มเล็กแล้วค่อยเพิ่ม: เริ่มบัญชีจริงด้วยขนาดที่เล็ก แล้วเพิ่มเมื่อผลลัพธ์สม่ำเสมอ
ทิปสำคัญเพื่ออยู่รอดและทำกำไรได้ในทั้งสองสไตล์
การบริหารความเสี่ยงคือเส้นแบ่งระหว่างคนที่อยู่ได้ยาวกับคนที่พอร์ตพัง หลักการต่อไปนี้ใช้ได้กับทั้งเดย์เทรดและสวิงเทรด
หัวใจการบริหารความเสี่ยงสำหรับทั้งสองสไตล์
- เสี่ยงเป็นเปอร์เซ็นต์คงที่: จำกัดความเสี่ยงราว 1–2% ของพอร์ตต่อครั้ง เช่นพอร์ต 2,000 ดอลลาร์ คือ 20–40 ดอลลาร์
- ต้องมีจุดตัดขาดทุนเสมอ: ห้ามปล่อยสถานะโดยไม่มีจุดออกที่กำหนดไว้ล่วงหน้า stop-loss
- ตั้งเป้ากำไรคุ้มความเสี่ยง: มองอย่างน้อย 1:2 เพื่อให้กำไรชนะขาดทุนได้แม้อัตราชนะไม่สูงมาก
- คำนึงต้นทุนค้างคืน: สวิงเทรดควรรวมค่าสวอปและความเสี่ยงช่องว่างราคาช่วงสุดสัปดาห์ (Weekend gap: ราคากระโดดตอนตลาดเปิดวันจันทร์) ก่อนตัดสินใจถือข้ามคืน
- ทำบันทึกการเทรด: บันทึกทุกครั้งเป็นตัวช่วยสำคัญในการพัฒนาระยะยาว
ทิปปฏิบัติเพื่อพัฒนาฝีมือ
- โฟกัสเครื่องมือเทรด (Instrument: สินทรัพย์/คู่เงิน/ดัชนี) 1–2 ตัวให้เข้าใจลึกก่อนค่อยขยาย
- เทรดตามแนวโน้มหลักบนกรอบเวลาใหญ่ แม้จุดเข้าใช้กรอบเวลาเล็ก
- หลีกเลี่ยงเทรดช่วงข่าวแรง เว้นแต่เป็นส่วนหนึ่งของแผนที่ทดสอบแล้ว
- ตั้งเพดานขาดทุนรายสัปดาห์และรายเดือน แล้วหยุดเทรดเมื่อถึง
- ทบทวนบันทึกทุกสัปดาห์เพื่อหาความผิดพลาดซ้ำ ๆ และปรับกระบวนการ
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในสายเทรดระยะสั้น
การขาดทุนส่วนใหญ่มาจากข้อผิดพลาดที่เลี่ยงได้ มากกว่ากลยุทธ์ไม่ดี ระวังสิ่งต่อไปนี้ไม่ว่าคุณจะเลือกสไตล์ไหน:
- เทรดมากเกินไป (Overtrading): ส่งคำสั่งถี่เพราะเบื่อหรืออยากเอาคืน ทำให้ต้นทุนสูงและอารมณ์แกว่ง
- ขยับจุดตัดขาดทุน: ขยาย stop-loss เพื่อหนีการขาดทุน มักทำให้ขาดทุนเล็กกลายเป็นขาดทุนใหญ่
- ใช้เลเวอเรจเกินตัว (Over-leveraging): เลเวอเรจ (Leverage: การใช้เงินกู้/อัตราทดเพื่อเพิ่มขนาดสถานะ) สูงทำให้พอร์ตเสียหายเร็ว แม้ทิศทางจะถูก
- มองข้ามต้นทุน: ลืมว่าสเปรด คอมมิชชัน และสวอปค่อย ๆ กัดผลตอบแทนในระยะยาว
- เปลี่ยนสไตล์บ่อย: สลับเดย์เทรดกับสวิงเทรดถี่ ทำให้สร้างความสม่ำเสมอไม่ได้
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: มือใหม่ควรเริ่มจากสวิงเทรดหรือเดย์เทรด?
มือใหม่ส่วนใหญ่มักเริ่มสวิงเทรดได้ง่ายกว่า เพราะตัดสินใจน้อย ต้นทุนต่ำกว่า และแรงกดดันทางอารมณ์น้อย ทำให้มีพื้นที่เรียนรู้และสร้างความสม่ำเสมอ เมื่อกระบวนการแข็งแรงแล้วค่อยลองเดย์เทรดได้
Q2: คนทำงานประจำ สวิงเทรดง่ายกว่าเดย์เทรดไหม?
ง่ายกว่า เพราะสวิงเทรดใช้เวลาเช็กสั้น ๆ รายวัน จึงเข้ากับงานและภาระอื่นได้ ส่วนเดย์เทรดมักต้องใช้เวลาหลายชั่วโมงในช่วงตลาดเปิด ซึ่งทำควบคู่กับงานประจำได้ยาก
Q3: ในทางปฏิบัติ แบบไหนทำกำไรได้มากกว่า?
เดย์เทรดมีเพดานกำไรสูงกว่าสำหรับคนที่เก่งและทุนหนา แต่โอกาสสำเร็จน้อยกว่า สวิงเทรดมักให้ผลลัพธ์ที่นิ่งและทำได้จริงสำหรับนักเทรดรายย่อย เพราะต้นทุนธุรกรรมต่ำกว่า
Q4: ทำเดย์เทรดและสวิงเทรดพร้อมกันได้ไหม?
ได้ หลายคนใช้บัญชีหนึ่งสำหรับสวิงเทรด และอีกบัญชี (ขนาดเล็กกว่า) สำหรับเดย์เทรด การแยกบัญชีช่วยวัดผลและคุมกฎความเสี่ยงของแต่ละสไตล์ได้ชัด
Q5: แพลตฟอร์มไหนเหมาะกับทั้งสองสไตล์?
MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 รองรับทั้งเดย์เทรดและสวิงเทรดได้ดี มีเครื่องมือกราฟและระบบช่วยเทรดอัตโนมัติ โดย VT Markets สามารถใช้ได้กับทั้งสองแพลตฟอร์มในหลายตลาด เช่น ฟอเร็กซ์ ดัชนี (Indices: ตัวแทนภาพรวมตลาดหุ้น เช่น S&P 500) สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities: ทอง น้ำมัน ฯลฯ) และอื่น ๆ
เริ่มต้นเส้นทางการเทรดกับ VT Markets
ไม่ว่าคุณจะชอบจังหวะเร็วของเดย์เทรด หรือจังหวะนิ่งของสวิงเทรด การเลือกสุดท้ายขึ้นอยู่กับเวลา นิสัย และเป้าหมาย ไม่มีสไตล์ที่เหนือกว่าทุกกรณี มีแต่สไตล์ที่เหมาะกับคุณ และวินัยที่คุณทำได้จริง
เทรดเดอร์ที่อยู่ได้นานคือคนที่เลือกสไตล์ให้เข้ากับชีวิต บริหารความเสี่ยงอย่างจริงจัง และให้ความสำคัญกับทุกออเดอร์ หากวางรากฐานถูก ทั้งสองสไตล์ก็ใช้งานได้