นักกลยุทธ์ของ OCBC ได้แก่ ซิม โมห์ เซียง และคริสโตเฟอร์ หว่อง ระบุว่า ตลาดอัตราแลกเปลี่ยนในเอเชียอาจคืนกำไรที่ทำไว้ช่วงปลายวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังอิหร่านกลับมาดำเนินการปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง ขณะที่ดอลลาร์สหรัฐอาจได้แรงหนุนจากความต้องการ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven คือสินทรัพย์ที่นักลงทุนมักถือเมื่อกังวลความเสี่ยง เช่น ดอลลาร์สหรัฐ)
สกุลเงินเอเชียที่ “ผันผวนตามความเสี่ยงสูง” (high-beta คือสกุลเงินที่มักขึ้นลงแรงกว่าเมื่อบรรยากาศการลงทุนเปลี่ยน) คาดว่าจะนำการอ่อนค่ารอบนี้ โดยวอนเกาหลี (KRW) ถูกจับตาเป็นตัวขับเคลื่อนหลัก วอนเคยแข็งค่าก่อนหน้านี้หลังมีพัฒนาการเชิงบวกมากขึ้น
Market Reaction And Safe Haven Dynamics
สกุลเงินเอเชียอื่น ๆ รวมถึงดอลลาร์ไต้หวัน (TWD), รูปีอินเดีย (INR), บาทไทย (THB) และเปโซฟิลิปปินส์ (PHP) อาจอ่อนค่าด้วย เหตุผลคือไวต่อราคาน้ำมันและ “ความเชื่อมั่นต่อความเสี่ยง” (risk sentiment คืออารมณ์ตลาดที่พร้อมรับหรือหลีกเลี่ยงความเสี่ยง)
สกุลเงินที่ “ผันผวนน้อยกว่า” (lower-beta คือสกุลเงินที่มักแกว่งน้อยกว่าเมื่อความเสี่ยงเปลี่ยน) เช่น หยวนออฟชอร์ (CNH คือหยวนที่ซื้อขายนอกจีนแผ่นดินใหญ่) และดอลลาร์สิงคโปร์ (SGD) อาจแกว่งน้อยกว่า อย่างไรก็ดี ยังมีแนวโน้มถูกกดดันอยู่
บันทึกยังชี้ถึงภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนเร็ว และการเจรจาหยุดยิงที่ยังดำเนินอยู่ รวมถึงภาวะซื้อขาย “สองทาง” (two-way trading คือมีทั้งแรงซื้อและแรงขายสลับกัน ทำให้ราคาแกว่งไปมา)
Strategy Implications For Asian Fx
เรายังจำได้ว่าตลาดตอบสนองต่อเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ปีที่แล้ว โดยเฉพาะช่วงเดียวกันในปี 2025 เมื่อความตึงเครียดเรื่องช่องแคบฮอร์มุซปะทุขึ้น ช่วงนั้นสะท้อนว่าเงินเอเชียสามารถ “ย่อตัวคืนกำไร” ได้เร็ว และดอลลาร์สหรัฐมักได้แรงซื้อแบบสินทรัพย์ปลอดภัย พฤติกรรมที่ไวต่อความเสี่ยงโลกยังเป็นปัจจัยสำคัญในปัจจุบัน
วอนเกาหลีที่เป็นสกุลเงินผันผวนตามความเสี่ยงสูงยังนำการอ่อนค่าในภูมิภาคช่วงตลาดไม่แน่นอน เช่นเดียวกับที่เห็นในปี 2025 โดยอัตราแลกเปลี่ยน KRW/USD ล่าสุดแตะ 1,410 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับจากช่วงนั้น ผู้ซื้อขายควรพิจารณาซื้อ “พุทออปชัน” (put option คือสัญญาให้สิทธิขายในราคาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงขาลง) ของวอน เพื่อคุ้มครองความเสี่ยงหากตลาดเข้าสู่โหมด “ปิดรับความเสี่ยง” (risk-off คือภาวะที่นักลงทุนลดสินทรัพย์เสี่ยง) จากข่าวห่วงโซ่อุปทานหรือภูมิรัฐศาสตร์
สกุลเงินที่ไวต่อราคาน้ำมัน เช่น รูปีอินเดียและบาทไทย ยังอ่อนแอ เมื่อราคาน้ำมันดิบเบรนท์ทรงตัวเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดเมษายน 2026 ซึ่งสะท้อน “ส่วนเพิ่มความเสี่ยงจากภูมิรัฐศาสตร์” (risk premium คือราคาที่สูงขึ้นเพื่อชดเชยความไม่แน่นอน) แรงกดดันต่อประเทศนำเข้าน้ำมันยิ่งมาก เรามองว่าแนวทางป้องกันความเสี่ยงค่าเงินด้วยการถือ “สัญญาซื้อน้ำมันล่วงหน้า” (oil futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาน้ำมัน) เป็นกลยุทธ์ที่สมเหตุสมผล
ในสภาพแวดล้อมนี้ ดอลลาร์สิงคโปร์และหยวนจีนซึ่งผันผวนน้อยกว่ามีความนิ่งกว่า แต่ยังถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งในวงกว้าง โดยดัชนีดอลลาร์ (Dollar Index: DXY คือดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าสกุลเงินหลัก) ยืนเหนือ 106 สนับสนุนกลยุทธ์แบบ “อนุพันธ์” (derivatives คือเครื่องมือทางการเงินที่มูลค่าขึ้นกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) เช่น การเทรด “มูลค่าเปรียบเทียบ” (relative value คือเล่นส่วนต่างผลงานของสินทรัพย์สองตัว) อย่างถือดอลลาร์สิงคโปร์ฝั่งซื้อ (long คือคาดว่าจะแข็ง/ราคาเพิ่ม) เทียบกับถือวอนเกาหลีฝั่งขาย (short คือคาดว่าจะอ่อน/ราคา ลด) เพื่อใช้ประโยชน์จากช่องว่างระหว่างสกุลเงินที่ผันผวนสูงและต่ำ
บทเรียนสำคัญคือความผันผวนของภูมิรัฐศาสตร์ทำให้กลยุทธ์ซื้อขายสองทางที่ได้ประโยชน์จากความแกว่งของราคามีความเหมาะสม เมื่อ “ความผันผวนคาดการณ์” (implied volatility คือระดับความผันผวนที่สะท้อนจากราคาออปชัน) ในคู่เงินเอเชียหลักยังอยู่สูง การใช้ “สแตรดเดิล” (option straddle คือซื้อออปชันทั้งฝั่งซื้อและฝั่งขายในราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาเคลื่อนไหวแรงไม่ว่าจะขึ้นหรือลง) บนคู่เงินอย่าง USD/KRW ดูน่าสนใจ เพราะช่วยทำกำไรได้หากราคาเคลื่อนไหวมากในทิศทางใดก็ได้ ซึ่งเหมาะเมื่อความเสี่ยงจากข่าวสามารถเปลี่ยนทิศทางตลาดได้รวดเร็วโดยไม่คาดคิด