ประเด็นสำคัญ:
- การเป็นเทรดเดอร์ที่ทำกำไรได้คือการไต่ “เป้าหมายย่อย” ทีละขั้น ไม่ใช่ได้กำไรจากครั้งเดียว เทรดเดอร์ CFD มือใหม่ควรตั้งเป้าหมายที่ชัดเจนและวัดผลได้
- 5 หมุดหมายคือ: ใช้แพลตฟอร์มให้คล่อง, เขียนแผนเทรด, คุมความเสี่ยงให้สม่ำเสมอ, ทำกำไรได้ซ้ำได้, และเพิ่มขนาดการเทรดอย่างรับผิดชอบ
- โบรกเกอร์ที่มี MT4 และ MT5 ให้เครื่องมือกราฟ คำสั่งซื้อขายที่ทำงานเร็ว และบัญชีเดโมที่จำเป็นต่อการพัฒนาในแต่ละช่วง
- โบรกเกอร์ที่เหมาะช่วยให้คุณฝึกในบัญชีเดโม ปรับทักษะด้วยบัญชีเซ็นต์ แล้วค่อยขยับไปบัญชีมาตรฐานเมื่อพร้อม
ทำไมเทรดเดอร์ CFD มือใหม่ต้องมี “หมุดหมาย”
การเทรดดูเหมือนง่าย: กดซื้อ ราคาไปทางที่ถูก แล้วได้กำไร แต่ความจริงยากกว่านั้นมาก ในโบรกเกอร์รายใหญ่ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ FCA (หน่วยงานกำกับดูแลการเงินของสหราชอาณาจักร) บัญชีรายย่อยราว 70–80% ขาดทุนในแต่ละปี ตัวเลขนี้สะท้อนว่า “ความสำเร็จ” ต้องสร้างเป็นขั้นเป็นตอน
หมุดหมายช่วยให้ไปถึงเป้าหมาย เทรดเดอร์ CFD มือใหม่ที่หวังรวยเร็ว มักหมดทุนเร็วกว่า คนที่ตั้งเป้าหมายชัด วัดผลได้ มักอยู่ในตลาดได้นานและพัฒนาได้มากกว่า
คู่มือนี้สรุป 5 หมุดหมายที่เทรดเดอร์ CFD มือใหม่ควรทำให้ได้ พร้อมขั้นตอนที่ทำตามได้จริง และเคล็ดลับจากมืออาชีพ รวมถึงอธิบายว่าโบรกเกอร์ที่รองรับ MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 เช่น VT Markets ช่วยสนับสนุนแต่ละช่วงด้วยเครื่องมือที่เหมาะอย่างไร ระหว่างทางเราจะตอบ 2 คำถามยอดนิยม: “กฎทอง 5 ข้อของการเทรด” และ “ระดับของเทรดเดอร์ 5 ระดับ”
เริ่มดูหมุดหมายกันเลย

หมุดหมาย 1: ใช้แพลตฟอร์มเทรดให้คล่อง
หมุดหมายแรกไม่ใช่ “กำไร” แต่คือ “ความคล่อง” เทรดเดอร์ CFD มือใหม่ที่กดคำสั่งผิดในช่วงตลาดผันผวน จะขาดทุนจากความผิดพลาดพื้นฐาน ไม่ใช่เพราะวิเคราะห์ผิด ก่อนเสี่ยงเงินจริง คุณควรวางคำสั่ง แก้ไขคำสั่ง และปิดสถานะได้อย่างมั่นใจ
แพลตฟอร์ม MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) จึงเป็นมาตรฐานของอุตสาหกรรมสำหรับการเทรด ฟอเร็กซ์ (Forex: ซื้อขายค่าเงิน) และ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เก็งกำไรจากการขึ้นลงของราคาโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง) โดยมีกราฟราคาแบบเรียลไทม์ เครื่องมือวิเคราะห์ทางเทคนิค (ตัวชี้วัดจากข้อมูลราคา) เทรดแบบคลิกเดียว และระบบเทรดอัตโนมัติผ่าน Expert Advisors (EA: โปรแกรม/บอตที่ตั้งกฎให้เข้าออกออเดอร์อัตโนมัติ)
ขั้นตอนทำตามได้จริง เพื่อใช้แพลตฟอร์มให้คล่องสำหรับเทรดเดอร์ CFD มือใหม่
- เริ่มด้วยบัญชีเดโม: เทรดด้วยเงินจำลองใน บัญชีเดโมฟรี เพื่อให้ความผิดพลาดบนแพลตฟอร์มไม่ทำให้เสียเงินจริง
- รู้จักประเภทคำสั่งซื้อขาย: ฝึกให้คุ้นกับ Market (เข้าทันทีตามราคาตลาด), Limit (รอซื้อ/ขายที่ราคาดีกว่า), Stop (รอซื้อ/ขายเมื่อราคาวิ่งถึงจุด), และ Pending (คำสั่งรอทั้งหมด)
- ตั้ง Stop-loss และ Take-profit ทุกครั้ง: Stop-loss คือคำสั่ง “ตัดขาดทุน” อัตโนมัติ, Take-profit คือคำสั่ง “ปิดทำกำไร” อัตโนมัติ ให้ทำเป็นนิสัยตั้งแต่วันแรก
- ปรับกราฟให้ใช้งานจริง: ใส่เฉพาะ ตัวชี้วัด (Indicator: เครื่องมือคำนวณจากราคา/ปริมาณ) ที่ใช้จริง และตัดสิ่งที่ทำให้รก
- ลองทั้งมือถือและเดสก์ท็อป: ตลาดไม่รอคุณกลับบ้าน ควรรู้ว่าทั้งสองเวอร์ชันทำงานต่างกันอย่างไร
เคล็ดลับ: ใช้เดโมอย่างน้อย 2–4 สัปดาห์ก่อนเทรดเงินจริง และปฏิบัติกับเงินจำลองเหมือนเงินจริง นิสัยที่สร้างในช่วงนี้จะติดไปถึงบัญชีจริง
หมุดหมาย 2: สร้าง “แผนเทรด” แบบเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร
หมุดหมายที่สองคือสิ่งที่แยก “คนเล่นเสี่ยง” ออกจาก “เทรดเดอร์” แผนเทรด (Trading plan: เอกสารกติกาการเทรด) ช่วยเปลี่ยนความหวังให้เป็นกฎชัดเจน และตอบคำถามก่อนเข้าเทรดทุกครั้งว่า “ทำไมต้องเปิดสถานะนี้”
ในหมุดหมายนี้จะเชื่อมกับ “กฎทอง 5 ข้อของการเทรด” เพราะหลักการเหล่านี้ถ้าทำสม่ำเสมอ จะช่วยปกป้องเงินทุนได้ดีกว่าการพึ่งตัวชี้วัดใดตัวชี้วัดหนึ่ง
กฎทอง 5 ข้อของการเทรดคืออะไร?
| กฎทอง | ความหมายในการใช้งานจริง |
| 1. คุมความเสี่ยงก่อน | เสี่ยงเงินจำนวนน้อยและคงที่ต่อครั้ง เป้าหมายแรกคือรักษาเงินทุน ไม่ใช่ไล่กำไร |
| 2. ใช้ Stop-loss เสมอ | กำหนดจุดออกก่อนเข้า ไม่ปล่อยดีลขาดทุนค้างไว้แล้วหวังให้กลับมา |
| 3. ทำตามแผนเทรด | เทรดตามกฎ ไม่ตามอารมณ์ ระยะยาว “วินัย” ชนะ “ความเก่งชั่วคราว” |
| 4. ตัดขาดทุนไว ปล่อยกำไรให้วิ่ง | ปิดดีลที่ผิดทางเร็ว ให้ดีลกำไรมีพื้นที่เติบโต |
| 5. เรียนรู้และทบทวนต่อเนื่อง | ตลาดเปลี่ยนตลอด จดบันทึกการเทรด (Trading journal: สมุดบันทึกดีล) และทบทวนทุกดีล |
ขั้นตอนทำตามได้จริงในการสร้างแผนเทรด
- กำหนดสไตล์ให้ชัด: จะ Scalping (เก็งกำไรสั้นมาก), Day trade (จบในวัน), หรือ Swing trade (ถือหลายวัน) เลือกอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วฝึกให้ลึก
- ตั้งกฎเข้า-ออก: เขียนเงื่อนไข “เข้าเทรด” และ “ปิดเทรด” ให้เป็นประโยคชัดเจน
- ล็อกความเสี่ยงต่อครั้ง: มืออาชีพจำนวนมากเสี่ยง 1%–2% ของเงินในบัญชีต่อดีล (Equity: มูลค่าทุนรวมในบัญชี ณ ตอนนั้น) เราจะคำนวณในหมุดหมาย 3
- เลือกตลาดที่จะเทรด: โฟกัส 1–2 ตลาด เช่น EUR/USD หรือทองคำ แทนการกระจายไปหลายสิบตลาด
- กำหนดเวลาทบทวน: กันเวลาแต่ละสัปดาห์เพื่อดูบันทึกการเทรด และปรับ “ความได้เปรียบ” (Edge: ความสามารถที่ทำให้ผลลัพธ์ระยะยาวเป็นบวก)
เคล็ดลับ: ทำแผนให้ไม่เกิน 1 หน้า เพราะแผนที่ยาวมักไม่ถูกทำตาม แผนที่ดีควรเรียกทบทวนได้จากความจำ
หมุดหมาย 3: คุมความเสี่ยงให้ “สม่ำเสมอ”
เมื่อใช้แพลตฟอร์มคล่องและมีแผนแล้ว หมุดหมายที่สามคือ “อยู่รอดให้ได้นานพอจะทำกำไร” ซึ่งต้องเข้าใจ การกำหนดขนาดการเปิดสถานะ (Position sizing: กำหนดว่าจะเปิดกี่ล็อต/กี่หน่วย) เลเวอเรจ (Leverage: การใช้เงินมัดจำเล็กเพื่อควบคุมสถานะใหญ่) และการบริหารความเสี่ยง บัญชีพังส่วนใหญ่พังที่จุดนี้ ไม่ใช่พังเพราะอ่านกราฟไม่เป็น
หลักคิดแบบง่าย:
คุณควบคุมไม่ได้ว่าแต่ละดีลจะชนะหรือแพ้ แต่คุณควบคุมได้ว่าจะ “เสียเท่าไร” เมื่อดีลผิดทาง คนที่ไม่เสี่ยงเกิน 2% ต่อดีล รับมือช่วงแพ้ติดกันได้ดีกว่าคนที่เสี่ยง 20% ซึ่งอาจหมดพอร์ตในไม่กี่ครั้ง
ตัวอย่างคำนวณขนาดการเปิดสถานะแบบง่าย
สมมติบัญชีมี £1,000 และคุณยอมเสี่ยง 2% ต่อดีล นี่คือ “ขาดทุนสูงสุดที่รับได้” ต่อสถานะ
- ยอดเงินในบัญชี: £1,000
- ความเสี่ยงต่อดีล (2%): £1,000 × 0.02 = £20
- ระยะ Stop-loss: 20 pips (pip: หน่วยวัดการเปลี่ยนแปลงราคาคู่เงินขนาดเล็ก)
- มูลค่าสูงสุดต่อ 1 pip: £20 ÷ 20 pips = £1 ต่อ pip
ตัวเลข £1 ต่อ pip ทำให้คุณรู้ว่าควรเปิดขนาดสถานะเท่าไร หากราคาชน Stop-loss คุณขาดทุน £20 ตามแผนและพร้อมเทรดต่อได้ หากทุนเป็น £10,000 ใช้กฎ 2% เหมือนเดิม ความเสี่ยงจะเป็น £200 หรือ £10 ต่อ pip (เมื่อ Stop-loss 20 pip) กฎเดิม ตัวเลขเปลี่ยนตามทุน
เลเวอเรจขยายทั้งกำไรและขาดทุนอย่างไร
เลเวอเรจทำให้ CFD ทั้ง “ทรงพลัง” และ “เสี่ยง” บัญชี VT Markets อาจมีเลเวอเรจสูงสุด 500:1 หมายถึงใช้เงินวางน้อยเพื่อคุมสถานะใหญ่ขึ้น แต่ผลลัพธ์จะถูกขยายทั้งสองด้าน ตารางนี้แสดงผลของการเคลื่อนไหวราคา 1% ภายใต้เลเวอเรจต่างกันบนบัญชี £1,000
| เลเวอเรจ | มูลค่าสถานะที่ควบคุมได้ | กำไร/ขาดทุนเมื่อราคาเคลื่อน 1% |
| 1:10 | £10,000 | £100 (10% ของบัญชี) |
| 1:50 | £50,000 | £500 (50% ของบัญชี) |
| 1:100 | £100,000 | £1,000 (100% ของบัญชี) |
เคล็ดลับ: ใน 3 เดือนแรก จำกัดเลเวอเรจไว้ต่ำ เช่นราว 1:50 หรือต่ำกว่า โฟกัสที่การฝึกวินัย ไม่ใช่การขยายความผันผวน คุณเพิ่มเลเวอเรจทีหลังได้เมื่อพิสูจน์ความสม่ำเสมอแล้ว
หมุดหมาย 4: ทำกำไรได้ “ซ้ำได้”

หมุดหมายที่สี่คือสิ่งที่หลายคนฝันถึง แต่ทำได้ไม่มาก ไม่ใช่ชนะครั้งเดียว แต่คือทำกำไรได้อย่างสม่ำเสมอจากหลายดีล ต่อเนื่องเป็นสัปดาห์และเดือน จุดนี้คือช่วงที่มือใหม่เริ่ม “เป็นเทรดเดอร์”
ความสม่ำเสมอขึ้นอยู่กับ Risk-reward ratio (อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน: ยอมเสียเท่าไรเพื่อหวังได้เท่าไร) และ Win rate (อัตราชนะ: สัดส่วนดีลที่ชนะ) ไม่ใช่การทายถูกทุกครั้ง คุณขาดทุนมากกว่ากำไรก็ยังทำเงินได้ ถ้าโครงสร้างผลตอบแทนดี
ทำไม Win rate อย่างเดียวไม่ทำให้กำไร
สมมติคุณเทรด 10 ดีล เสี่ยง £20 ต่อดีล ตั้งเป้า Risk-reward 1:2 หมายถึงดีลชนะได้ £40 ดีลแพ้เสีย £20 หากคุณชนะเพียง 4 จาก 10 ดีล (Win rate 40%)
- ดีลชนะ 4 ดีล × £40 = +£160
- ดีลแพ้ 6 ดีล × £20 = −£120
- ผลรวม 10 ดีล = กำไร +£40
แม้แพ้มากกว่าชนะ คุณยังจบด้วยกำไร เพราะ Risk-reward ดี นี่คือเหตุผลที่ไม่ควรไล่ Win rate ให้สูงอย่างเดียว เป้าคือสร้าง Edge ที่ทำให้ “กำไรต่อดีลชนะ” มากกว่า “ขาดทุนต่อดีลแพ้”
ขั้นตอนทำตามได้จริงเพื่อไปสู่กำไรที่สม่ำเสมอ
- ตั้งเป้า Risk-reward ขั้นต่ำ 1:2: รับเฉพาะดีลที่ “กำไรที่คาดหวัง” อย่างน้อย 2 เท่าของ “ความเสี่ยง”
- บันทึกทุกดีล: จดจุดเข้า จุดออก เหตุผล และผลลัพธ์ เพื่อหาแพตเทิร์น
- วัดผลจาก 30–50 ดีล: ดูแค่ 1 สัปดาห์สรุปอะไรไม่ได้ แต่จำนวนดีลมากพอจะเห็นภาพจริง
- ปรับปรุง ไม่ใช่เปลี่ยนใหม่ตลอด: ปรับจากข้อมูลจริง แต่อย่าทิ้งแผนที่ใช้งานได้เพราะสัปดาห์เดียวที่แย่
เคล็ดลับ: ตั้งเป้าผลตอบแทนรายเดือนแบบเป็นจริง 2%–5% คำสัญญา 50% ต่อเดือนมักเป็นภาพฝัน การเติบโตช้าแต่ทำซ้ำได้จะสะสมพลังในระยะยาว
หมุดหมาย 5: เพิ่มขนาดการเทรดอย่างรับผิดชอบ
หมุดหมายสุดท้ายคือ “การขยาย” เมื่อคุณพิสูจน์แล้วว่าทำกำไรได้ซ้ำได้ต่อเนื่องหลายเดือน จึงค่อยเพิ่มทุน เพิ่มขนาดสถานะ และขยายเป้าหมาย การเข้าใจ “ระดับของเทรดเดอร์ 5 ระดับ” ช่วยให้เห็นว่าคุณอยู่ขั้นไหน และควรไปทางไหนต่อ
ระดับของเทรดเดอร์ 5 ระดับคืออะไร?
เทรดเดอร์มักพัฒนาเป็น 5 ช่วงที่พบได้บ่อย การรู้ขั้นเหล่านี้ช่วยให้คาดหวังอย่างเป็นจริง
| ระดับ | ลักษณะของช่วงนี้ |
| 1. ไม่รู้ว่าตนเองยังไม่รู้ | ยังไม่เห็นความซับซ้อน มองว่าทุกอย่างง่าย |
| 2. รู้ว่าตนเองยังไม่รู้ | เริ่มเห็นว่าตลาดต้องใช้ทักษะสูง ความผิดพลาดสอนให้ถ่อมตัว |
| 3. ช่วง “เข้าใจแล้ว” | การคุมความเสี่ยงเริ่มเข้าที่ หยุดพังพอร์ต และเริ่มรักษาเงินทุน |
| 4. ทำได้ด้วยความตั้งใจ | ทำตามแผนอย่างมีวินัย ทำกำไรเล็กแต่สม่ำเสมอ |
| 5. ทำได้โดยอัตโนมัติ | วินัยเป็นธรรมชาติ เทรดอย่างถูกต้องได้เป็นกิจวัตร |
ขั้นตอนทำตามได้จริงเพื่อขยายอย่างรับผิดชอบ
- เพิ่มขนาดทีละน้อย: เพิ่มความเสี่ยงต่อดีลเมื่อมีผลลัพธ์สม่ำเสมอในช่วงเวลาหนึ่งแล้วเท่านั้น
- ขยับประเภทบัญชีตามความพร้อม: จากเดโมไป บัญชีเซ็นต์ (Cent account: บัญชีที่หน่วยเงินเล็กลง ทำให้ใช้เงินน้อยแต่เทรดตลาดจริงได้) แล้วค่อยไปบัญชีมาตรฐาน
- กระจายอย่างระมัดระวัง: เมื่อทำได้ดีในตลาดหนึ่งค่อยเพิ่มตลาดอื่น เช่น ดัชนี (Indices: ดัชนีหุ้น) หรือสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodities: ทอง น้ำมัน ฯลฯ)
- ดูแลด้านจิตวิทยา: สถานะใหญ่ขึ้น อารมณ์แรงขึ้น รักษา “เปอร์เซ็นต์ความเสี่ยง” ให้เท่าเดิม แม้จำนวนเงินจะมากขึ้น
เคล็ดลับ: อย่าให้ช่วงชนะติดกันทำให้เพิ่มความเสี่ยงแบบก้าวกระโดด ขยายเป็นขั้น เทรดเดอร์ที่อยู่รอดคือคนที่เคารพความเสี่ยงแม้ช่วงที่ทุกอย่างดูดี
โบรกเกอร์ MT4 และ MT5 ที่เหมาะ ช่วยได้ทุกหมุดหมายอย่างไร
หมุดหมายเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นเอง โบรกเกอร์คือคู่ค้าสำคัญ และโบรกเกอร์ที่ดีช่วยลดปัญหาจุกจิกในทุกช่วง โบรกเกอร์ที่รองรับ MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ที่มีคุณภาพควรมีสิ่งต่อไปนี้
- ส่งคำสั่งได้เสถียร: การจับคู่คำสั่งเร็วและแม่นยำ เพื่อให้ Stop-loss และจุดเข้าทำงานใกล้เคียงที่ตั้งไว้ (Execution: กระบวนการส่ง/จับคู่คำสั่งซื้อขาย)
- สเปรดแคบและค่าใช้จ่ายชัดเจน: สเปรด (Spread: ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) และต้นทุนที่โปร่งใสช่วยไม่ให้กำไรที่คุณสร้างถูกกินไป
- มีบัญชีหลายแบบ: เดโม บัญชีเซ็นต์ และ บัญชีมาตรฐาน เพื่อให้พัฒนาได้ต่อเนื่องโดยไม่ต้องเปลี่ยนโบรกเกอร์
- อยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับที่เป็นที่ยอมรับ เช่น Financial Sector Conduct Authority (FSCA: หน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงินของแอฟริกาใต้), Financial Services Commission (FSC: หน่วยงานกำกับบริการการเงินของมอริเชียส) และ Capital Market Authority (CMA: หน่วยงานกำกับตลาดทุนในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์)
- การศึกษาและบริการช่วยเหลือ: บทเรียน วิเคราะห์ตลาด และทีมซัพพอร์ตที่ติดต่อได้เมื่อจำเป็น
การเลือกโบรกเกอร์ที่เติบโตไปกับคุณ ช่วยให้ไม่ต้องเปลี่ยนเครื่องมือบ่อย และทำให้โฟกัสที่ทักษะการเทรดได้เต็มที่
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: ใช้เวลานานแค่ไหนกว่าจะเป็นเทรดเดอร์ CFD ที่ทำกำไรได้?
ไม่มีเวลาตายตัว หลายคนใช้ 6–12 เดือนในการฝึกอย่างสม่ำเสมอเพื่อไปสู่การทำกำไรที่ทำซ้ำได้ บางคนอาจนานกว่า โฟกัสการทำหมุดหมายทีละขั้น อย่าข้ามการคุมความเสี่ยงเพื่อไล่กำไร เพราะมักทำให้พอร์ตพังเร็วที่สุด
Q2: กฎทอง 5 ข้อของการเทรด แบบเข้าใจง่ายคืออะไร?
คุมความเสี่ยงก่อน ใช้ Stop-loss เสมอ ทำตามแผนที่เขียนไว้ ตัดขาดทุนไวปล่อยกำไรให้วิ่ง และเรียนรู้ด้วยการจดบันทึกการเทรด หากทำสม่ำเสมอ 5 ข้อนี้ช่วยปกป้องเงินทุนได้ดีกว่าการพึ่งตัวชี้วัดหรือกลยุทธ์เดียว
Q3: ระดับของเทรดเดอร์ 5 ระดับคืออะไร และฉันอยู่ระดับไหน?
5 ระดับคือ: ไม่รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้, รู้ว่าตัวเองยังไม่รู้, ช่วงเข้าใจเรื่องการคุมความเสี่ยง, ทำได้ด้วยความตั้งใจ, และทำได้โดยอัตโนมัติ มือใหม่ส่วนใหญ่อยู่ 2 ระดับแรก หากคุณยังเทรดตามอารมณ์และขาดทุนบ่อย มักอยู่ระดับ 1 หรือ 2 ซึ่งเป็นเรื่องปกติของช่วงเริ่มต้น
Q4: ต้องใช้เงินเท่าไรในการเริ่มเป็นเทรดเดอร์ CFD มือใหม่?
น้อยกว่าที่คิด บัญชีเซ็นต์ช่วยให้เทรดตลาดจริงได้ด้วยเงินเริ่มต้นต่ำ ทำให้ได้ประสบการณ์จริงและฝึกวินัย โดยไม่ต้องเสี่ยงเงินก้อนใหญ่ในช่วงหมุดหมายแรก ๆ
Q5: สำหรับเทรดเดอร์ CFD มือใหม่ MT4 หรือ MT5 ดีกว่า?
ทั้งสองใช้งานได้ดี MT4 เบาและเด่นด้านฟอเร็กซ์ ส่วน MT5 รองรับสินทรัพย์ได้หลากหลายกว่า มีกรอบเวลามากกว่า และประเภทคำสั่งมากกว่า หากคุณตั้งใจเทรดทั้งฟอเร็กซ์ ดัชนี และสินค้าโภคภัณฑ์ MT5 มักยืดหยุ่นกว่า อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญกว่าคือวินัยในการเทรด