
ประเด็นสำคัญ
- ทองคำปรับขึ้นเล็กน้อยมาอยู่ที่ 4,700.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.9% ในสัปดาห์นี้
- ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้น โดยน้ำมันเบรนท์เพิ่ม 1.4% เป็น 101.47 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และน้ำมันดิบ WTI เพิ่ม 1.2% เป็น 95.93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากการปะทะที่กลับมารุนแรงและความกังวลว่าน้ำมันอาจขาดแคลน
- ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ตัวชี้วัดความแข็งค่าของดอลลาร์เทียบกับตะกร้าเงินหลัก) ยังแข็งแกร่งแถว 98.00
- ข้อมูล NFP (การจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐ) จะประกาศวันนี้ และจะมีผลต่อมุมมองตลาดต่อทิศทางนโยบายของเฟด
ทองคำปรับขึ้นเล็กน้อย ซื้อขายที่ 4,700.80 ดอลลาร์ต่อออนซ์ เพิ่มขึ้น 1.9% ในสัปดาห์นี้
อย่างไรก็ดี ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านทำให้ความหวังเรื่องการยุติอย่างสันติลดลง เพิ่มความไม่แน่นอนในตลาด แม้ทองจะขยับขึ้นได้ แต่ดอลลาร์ที่แข็งค่าและอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นยังเป็นแรงกดดันต่อราคา
ตั้งแต่ความขัดแย้งเริ่มขึ้น ความกังวลเรื่องช่องแคบฮอร์มุซ (เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ) และราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้ทองคำยิ่งเผชิญแรงกดดัน เพราะยิ่งทำให้คนกังวลเงินเฟ้อ (ราคาสินค้าโดยรวมแพงขึ้น) และทำให้ทองดูน่าสนใจน้อยลง
ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และราคาน้ำมันส่งผลต่อทองคำ
นักลงทุนทองจับตาความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านและความผันผวนของราคาน้ำมัน เพราะทั้งสองอย่างกระทบการคาดการณ์เงินเฟ้อ และมุมมองต่อนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด: หน่วยงานกำหนดดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐ) โดยช่องแคบฮอร์มุซยังเป็นจุดที่น่ากังวล
ราคาน้ำมันช่วงล่าสุดผันผวน โดยน้ำมันเบรนท์ลด 1.2% เป็น 100.06 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ WTI ลด 0.28% เป็น 94.81 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังมีความหวังช่วงสั้นเรื่องข้อตกลงสหรัฐ-อิหร่าน แต่ความตึงเครียดกลับมาอีกครั้งหลังมีรายงานเหตุระเบิดใกล้เมืองบันดาร์อับบาส ประเทศอิหร่าน
กองทัพสหรัฐอาจกลับมาเริ่มภารกิจคุ้มกันเรือพาณิชย์ผ่านช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง หลังซาอุดีอาระเบียและคูเวตยกเลิกข้อจำกัด และเปิดน่านฟ้าและฐานทัพให้สหรัฐใช้งาน ส่งผลให้ภารกิจ “Project Freedom” (ชื่อภารกิจของสหรัฐ) กลับมาดำเนินต่อ
เมื่อราคาพลังงานสูงขึ้น ความกังวลเงินเฟ้อยิ่งเพิ่ม ทำให้เฟดระมัดระวังมากขึ้นเรื่องการลดดอกเบี้ย กดดันทองคำเพิ่ม โดยทองมักเคลื่อนไหวไม่ดีเมื่อดอกเบี้ยสูงขึ้น เพราะทองไม่ได้ให้ดอกผล (ไม่มีดอกเบี้ยหรือปันผล)
โฟกัสกลับมาที่ NFP
ท่ามกลางความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์ ข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐ โดยเฉพาะรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) กลับมาเป็นจุดสนใจ รายงานนี้มีผลต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินของเฟด (นโยบายการเงิน: การกำหนดดอกเบี้ยและการดูแลสภาพคล่องในระบบ) ตัวเลขนำบางส่วน เช่น ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ครั้งแรก (Initial Jobless Claims: จำนวนคนยื่นขอเงินช่วยเหลือคนว่างงานใหม่) อยู่ที่ 200K ดีกว่าคาด 205K สะท้อนภาพการจ้างงานที่ยังดี
ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY: ความแข็งค่าของดอลลาร์เทียบกับเงินหลัก) ยังทรงตัวแถว 98.00 สะท้อนว่าตลาดถือดอลลาร์มากก่อนประกาศ NFP โดยคาดว่าจะมีการเพิ่มงาน 62,000 ตำแหน่ง ในเดือนเมษายน และอัตราว่างงานคาดว่าจะทรงตัวที่ 4.3%
ข้อมูลแรงงานที่ออกมาดีบ่งชี้ว่า NFP อาจออกมาสูงกว่าคาด ซึ่งมักหนุนดอลลาร์และกดดันทองเพิ่ม
มุมมองทางเทคนิค
ในเชิงเทคนิค (การดูกราฟราคาเพื่อประเมินแนวโน้ม) ทองยังทรงตัวใกล้ระดับ 4,700 ดอลลาร์ แต่ติดแนวต้านที่ 4,715 ดอลลาร์ และมีแนวรับใกล้สุดที่ 4,680 ดอลลาร์ หากผ่านแนวต้านได้ อาจไปต่อแถว 4,750 ดอลลาร์ แต่ถ้าหลุด 4,680 ดอลลาร์ อาจย่อลงไปหา 4,650 ดอลลาร์
เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving Average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังเพื่อดูทิศทาง) เริ่มเรียงตัวไปทางขาขึ้น และ MACD (ตัวชี้วัดแรงส่งของราคา) ทั้งเส้นสัญญาณและแท่งฮิสโตแกรมอยู่เหนือระดับ 0 บ่งชี้ว่าแรงซื้อยังแข็งแรง

ระดับสำคัญที่ควรจับตา:
- แนวรับ: 4,680 → 4,650 → 4,600 ดอลลาร์
- แนวต้าน: 4,715 → 4,750 → 4,800 ดอลลาร์
การเคลื่อนไหวถัดไปของทองน่าจะขึ้นกับรายงาน NFP สถานการณ์สหรัฐ-อิหร่าน และข้อมูลเงินเฟ้อ โดยท่าทีของเฟดต่อการขึ้นดอกเบี้ย (การปรับดอกเบี้ยให้สูงขึ้น) จะเป็นตัวแปรสำคัญต่อทิศทางราคาทองในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรจับตาต่อไป
เทรดเดอร์ควรติดตามรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) ที่กำลังจะประกาศ เพราะจะมีผลต่อการคาดการณ์นโยบายการเงินของเฟด
ถ้า NFP สูงกว่าคาด อาจหนุนดอลลาร์ต่อและกดดันทองเพิ่ม แต่ถ้าต่ำกว่าคาด อาจทำให้แรงหนุนของดอลลาร์อ่อนลง และช่วยพยุงทองได้
นอกจาก NFP ควรจับตาความคืบหน้าความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน โดยเฉพาะประเด็นช่องแคบฮอร์มุซ หากความตึงเครียดเพิ่มขึ้น อาจดันราคาน้ำมันสูงขึ้น และทำให้คนกลับมากังวลเงินเฟ้อ แรงกดดันจากเงินเฟ้อร่วมกับท่าทีของเฟดที่อาจเปลี่ยนไป มีแนวโน้มทำให้ทองยังถูกกดดันในระยะสั้น
คำถามจากเทรดเดอร์
ทำไมทองคำยังอ่อนแรงทั้งที่มีความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ?
ทองถูกกดดันจากดอลลาร์ที่แข็งค่าและดอกเบี้ยที่สูงขึ้น โดยปกติความตึงเครียดอย่างความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านมักทำให้คนซื้อทองในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อกังวลความเสี่ยง) แต่ความกังวลเงินเฟ้อและผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น (bond yield: ดอกผลที่นักลงทุนได้จากพันธบัตร) ทำให้ทองดูน่าสนใจน้อยลง ปัจจัยเหล่านี้จึงกลบแรงซื้อทองตามปกติในช่วงที่โลกผันผวน
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นส่งผลต่อทองอย่างไร?
ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นทำให้เงินเฟ้อเพิ่ม ซึ่งทำให้ตลาดคาดว่าดอกเบี้ยอาจสูงขึ้น และดอลลาร์อาจแข็งค่า ทั้งสองอย่างกดดันทอง แม้ทองมักถูกมองว่าเป็น “ตัวกันเงินเฟ้อ” (สินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าเมื่อของแพงขึ้น) แต่ทองมักไปได้ยากเมื่อเงินเฟ้อทำให้เฟดต้องเข้มงวดขึ้นและดอลลาร์แข็งขึ้น
ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านมีผลต่อราคาทองอย่างไร?
ความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่านเพิ่มความไม่แน่นอนให้ตลาด โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญ ความเสี่ยงที่น้ำมันจะขาดแคลนร่วมกับราคาพลังงานที่สูงขึ้น ทำให้คนกังวลเงินเฟ้อ และทำให้ตลาดคาดว่าดอกเบี้ยจะสูงขึ้น ซึ่งจำกัดโอกาสที่ทองจะขึ้นได้มาก
ทำไมดอลลาร์สหรัฐถึงมีผลต่อราคาทอง?
ทองกำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ เมื่อดอลลาร์แข็ง คนที่ใช้เงินสกุลอื่นจะซื้อทองแพงขึ้น ทำให้ความต้องการลดลง อีกทั้งดอลลาร์แข็งมักมาพร้อมความคาดหวังดอกเบี้ยสูงขึ้น ซึ่งทำให้ทองที่ “ไม่ให้ดอกผล” (ถือแล้วไม่ได้ดอกเบี้ย) ดูน่าสนใจน้อยลง โดยทั่วไปดอลลาร์ที่แข็งมักสวนทางกับทอง
เทรดเดอร์ควรดูอะไรในรายงาน NFP รอบนี้?
รายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (NFP) เป็นตัวแปรสำคัญต่อการคาดการณ์ทิศทางเฟด หากออกมาดีกว่าคาด ดอลลาร์อาจแข็งขึ้นและกดดันทอง แต่ถ้าแย่กว่าคาด ดอลลาร์อาจอ่อนลงและช่วยพยุงทอง โดยเฉพาะถ้าความกังวลเงินเฟ้อยังอยู่
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets