
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนีเพิ่มขึ้น 1.02% ในวันจันทร์ ฟื้นตัวจากการปรับลงที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง และกลับไปใกล้ระดับก่อนแรงขายจากข่าวสงคราม (แรงเทขายเพราะข่าวสงคราม = นักลงทุนรีบขายเพราะกังวลเหตุการณ์สงคราม)
- ราคาน้ำมันยังผันผวน โดย Brent อยู่ที่ 97.90 ดอลลาร์ และ WTI อยู่ที่ 96.75 ดอลลาร์ หลังตลาดตอบสนองต่อความตึงเครียดบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ (ช่องแคบฮอร์มุซ = เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก)
- ก่อนหน้านี้หุ้นพลังงานได้แรงหนุนจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น แต่ระยะหลังหุ้นเทคโนโลยีกลับนำตลาด เมื่อแรงขับเคลื่อนย้ายกลับไปยังกลุ่มหุ้นเติบโต (หุ้นเติบโต = หุ้นบริษัทที่คาดว่ารายได้/กำไรจะโตเร็ว)
- ฤดูกาลประกาศผลประกอบการกลายเป็นจุดสนใจหลัก โดยธนาคารใหญ่ เช่น JPMorgan Chase, Wells Fargo และ Citigroup เตรียมรายงานผล
ดัชนี S&P 500 (เอสแอนด์พี 500 = ดัชนีหุ้นสหรัฐที่รวมบริษัทขนาดใหญ่ 500 แห่ง) ยังทนทานในช่วงล่าสุด โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ฟิวเจอร์ส = สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่อ้างอิงราคาในอนาคต) ทรงตัว แม้ยังมีความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ และการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านล้มเหลว
วันจันทร์ ดัชนีปรับขึ้น 1.02% กลับทิศจากการขาดทุนที่ผูกกับความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงขึ้น และลบการปรับลงที่เกิดตั้งแต่สงครามเริ่มต้น
แม้การเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับอิหร่านจะล้มลงในช่วงสุดสัปดาห์ ดัชนีก็ยังยืนกลับขึ้นมาได้ สะท้อนว่านักลงทุนยังเชื่อมั่นในตลาด
คำกล่าวของประธานาธิบดีทรัมป์ที่ว่า อิหร่านอาจเปิดรับการพูดคุยเพิ่มเติม ช่วยลดความกังวลของนักลงทุนบางส่วน
แม้ความขัดแย้งยังดำเนินอยู่ นักลงทุนยังมองภาพเศรษฐกิจระยะยาวเป็นหลัก โดยเน้นกำไรบริษัทและการเติบโต มากกว่าประเด็นการเมืองระยะสั้น การฟื้นตัวนี้ชี้ว่าตลาดปรับตัวได้ และยังโฟกัสปัจจัยที่ทำให้เศรษฐกิจแข็งแรง
ราคาน้ำมันขยับขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดในตะวันออกกลาง
แม้ S&P 500 จะทรงตัว แต่ตลาดน้ำมันผันผวนมากกว่า โดยสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude futures = สัญญาล่วงหน้าน้ำมันมาตรฐานสากล) ลดลง 1.47% เหลือ 97.90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐ West Texas Intermediate หรือ WTI (WTI = มาตรฐานราคาน้ำมันของสหรัฐ) ลดลง 2.35% เหลือ 96.75 ดอลลาร์
การลดลงของราคาเกิดจากความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งสหรัฐเริ่มปิดกั้นการเดินเรือ (การปิดกั้น/บล็อกเคด = การจำกัดการผ่านเข้าออก) ทำให้อุปทานน้ำมันตึงตัว (อุปทานตึงตัว = ของมีน้อยลงเมื่อเทียบกับความต้องการ) และกดดันราคา
ขณะที่ความตึงเครียดยังส่งผลต่อตลาดน้ำมัน ผู้เชี่ยวชาญให้ความเห็น Rusty Hutson Jr. ผู้ก่อตั้ง Diversified Energy มองว่าปัจจัยที่ขับเคลื่อนราคาน้ำมันบางส่วนยังไม่สะท้อนในตลาดเต็มที่ และชี้ว่าราคาควรซื้อขายสูงกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
แม้ราคาน้ำมันที่สูงขึ้นจะเพิ่มภาระให้ผู้ใช้พลังงาน แต่กลับหนุนหุ้นพลังงานให้ปรับขึ้น โดยรวมตลาดยังให้น้ำหนักกับการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ และยังยึดธีมความมั่นคงและการเดินหน้าต่อ
หุ้นเทคโนโลยีเด่นกว่า เมื่อหุ้นพลังงานเริ่มชะลอ
หุ้นพลังงานทำผลงานดี จากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นซึ่งทำให้คาดว่ากำไรบริษัทพลังงานจะสูงขึ้น แต่เมื่อราคาน้ำมันเริ่มทรงตัว กลุ่มเทคโนโลยีกลับมาแข็งแรง และเริ่มทำผลงานดีกว่าหุ้นพลังงาน
กราฟด้านล่างแสดงการเปลี่ยนแปลงของผลงานรายกลุ่มอุตสาหกรรม โดยหุ้นเทคโนโลยีพุ่งขึ้นตั้งแต่ 30 มีนาคม ขณะที่หุ้นพลังงานเริ่มอ่อนลง การกลับทิศนี้ชี้ว่าหุ้นเทคโนโลยีที่เคยตามหลัง กลับมานำตลาด

ที่มา: Yahoo Finance
การปรับขึ้นรอบล่าสุดของ Nasdaq Composite (แนสแด็กคอมโพสิต = ดัชนีหุ้นสหรัฐที่เน้นหุ้นเทคโนโลยี) สะท้อนการเปลี่ยนทิศนี้ โดยหุ้นเทคได้แรงซื้อเมื่อผู้ลงทุนกลับไปหาหุ้นเติบโต
แม้กลุ่มพลังงานยังได้ประโยชน์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (สินค้าโภคภัณฑ์ = ของพื้นฐานเช่น น้ำมัน โลหะ ธัญพืช) ที่สูงขึ้น แต่เห็นชัดว่ากลุ่มเทคโนโลยีกลับมานำ แสดงการฟื้นตัวดีแม้ก่อนหน้านี้มีความกังวล การเปลี่ยนแปลงนี้สื่อว่าตลาดกลับสู่ภาพคุ้นเคย ที่ช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัวหุ้นเทคมักนำตลาด
ฤดูกาลประกาศผลประกอบการจะให้ภาพใหม่
เมื่อเข้าสู่ฤดูกาลประกาศผลประกอบการ (earnings season = ช่วงที่บริษัทจดทะเบียนทยอยรายงานผลกำไร/รายได้) ตลาดจะจับตาผลของสถาบันการเงินสำคัญอย่างใกล้ชิด
ธนาคารอย่าง JPMorgan Chase, Wells Fargo และ Citigroup เตรียม รายงานผลประกอบการรายไตรมาส (รายไตรมาส = ทุก 3 เดือน) ในสัปดาห์นี้ เพื่อช่วยประเมินสุขภาพของเศรษฐกิจ และดูว่าภาคธุรกิจรับมือความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่สูงขึ้นได้แค่ไหน
ผลงานของกลุ่มธนาคารสำคัญเป็นพิเศษในไตรมาสนี้ เพราะนักลงทุนต้องการสัญญาณความมั่นคงท่ามกลางความไม่แน่นอนทั่วโลก
Goldman Sachs รายงานผลกำไรโดดเด่นที่ 17.55 ดอลลาร์ต่อหุ้น และรายได้ 17.23 พันล้านดอลลาร์ สูงกว่าที่คาด แม้มีแรงกดดันบางด้าน (กำไรต่อหุ้น = กำไรบริษัทหารด้วยจำนวนหุ้น)
อย่างไรก็ตาม ผลออกมามีทั้งดีและแย่ เพราะรายได้จากการซื้อขายตราสารหนี้ลดลง (ตราสารหนี้ = สินทรัพย์กู้ยืม เช่น พันธบัตร) แต่ถูกชดเชยด้วยรายได้ที่เพิ่มขึ้นจากวาณิชธนกิจ (investment banking = งานที่ช่วยบริษัทระดมทุน ควบรวมกิจการ และออกหุ้น/ตราสาร)
จากนี้ตลาดจะไปจับตาธนาคารรายใหญ่อื่น ๆ หากกำไรออกมาแข็งแรง อาจย้ำมุมมองว่าเศรษฐกิจรับมือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ได้ และช่วยหนุนความเชื่อมั่นเชิงบวกที่ผลักดัน S&P 500
การวิเคราะห์ทางเทคนิค
ดัชนีทำจุดต่ำระยะสั้นแถว 6318.04 เมื่อ 30 มีนาคม จากนั้นไต่ขึ้นต่อเนื่อง โดยทำจุดสูงใหม่และจุดต่ำใหม่ที่ยกสูงขึ้น (higher highs/higher lows = แนวโน้มขาขึ้น) ราคาปัจจุบัน 6906.75 แกว่งอยู่ต่ำกว่าจุดสูงล่าสุด 6907.00 เล็กน้อย สะท้อนว่าตลาดกำลังทดสอบแนวต้านใกล้ ๆ (แนวต้าน = ระดับราคาที่มักขึ้นต่อได้ยาก)
ตัวชี้วัด MACD (MACD = ตัววัดโมเมนตัม/แรงของแนวโน้มจากเส้นค่าเฉลี่ยราคา) แสดงสัญญาณตัดขึ้นเชิงบวก (bullish crossover = เส้นสั้นตัดขึ้นเหนือเส้นยาว มักสื่อว่ามีแรงขึ้น) ราว 6 เมษายน แม้ฮิสโตแกรมของ MACD ยังเป็นบวก (แท่งสีเขียว) แต่แรงส่งเริ่มแผ่วลงเล็กน้อยตามขนาดแท่งที่เล็กลง หากเส้นเริ่มเข้าใกล้กัน อาจหมายถึงการพักฐานสั้น ๆ (พักฐาน = ราคาเคลื่อนไหวแคบ ๆ เพื่อสะสมแรง) หรือย่อลงเล็กน้อยก่อนขึ้นรอบต่อไป

ระดับสำคัญที่ควรจับตา:
- แนวรับ: 6889 (แนวรับ = ระดับราคาที่มักลงต่อได้ยาก)
- แนวต้าน: 7000
สิ่งที่เทรดเดอร์ควรจับตาต่อไป
การเคลื่อนไหวถัดไปของ S&P 500 ขึ้นอยู่กับปฏิกิริยาตลาดต่อรายงานผลประกอบการของธนาคารใหญ่ และความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งสหรัฐ-อิหร่าน ว่าจะรุนแรงขึ้นหรือเริ่มนิ่ง
เทรดเดอร์ (trader = ผู้ซื้อขายระยะสั้น) จะจับตาราคาน้ำมันด้วย เพราะการเปลี่ยนแปลงแรง ๆ อาจกระทบทั้งหุ้นพลังงานและความรู้สึกของตลาดโดยรวม หากหุ้นเทคยังเดินหน้าขึ้น และหุ้นพลังงานเริ่มทรงตัว S&P 500 อาจรักษาแรงบวกได้
แต่หากราคาพลังงานพุ่งอีกครั้ง หรือความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้น ดัชนีอาจมีแรงกดดันที่จะยืนระดับปัจจุบัน
เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets