
ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวในงานที่ทำเนียบขาวซึ่งมีผู้บริหารด้านคริปโตและเทคโนโลยีเข้าร่วมเมื่อวันพุธว่า ผู้นำของ CFTC (คณะกรรมาธิการกำกับดูแลการซื้อขายสินค้าโภคภัณฑ์ล่วงหน้า สหรัฐ) กำลังทำงานเพื่อพา Hyperliquid เข้าสู่สหรัฐ “อย่างถูกต้องตามกฎระเบียบและถูกกฎหมาย” รายงานบางฉบับยังอ้างถึงความเป็นไปได้ที่ SEC (คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ สหรัฐ) อาจเกี่ยวข้องด้วย
ตลาดตอบสนองทันที
HYPE ซึ่งเป็นโทเคน (เหรียญดิจิทัลที่ใช้ในระบบ) ของระบบนิเวศ Hyperliquid พุ่งขึ้นเหนือ 70 ดอลลาร์ และ เข้าใกล้จุดสูงสุดตลอดกาลในเดือนมิ.ย. การปรับขึ้นเกิดพร้อมการรีบาวด์ของคริปโตทั้งตลาด โดย บิตคอยน์ทะลุ 69,000 ดอลลาร์ เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือนมิ.ย. และอีเธอเรียมก็ปรับขึ้นเช่นกัน มีการบังคับปิดสถานะ (liquidation: ระบบปิดออเดอร์อัตโนมัติเมื่อเงินประกันไม่พอ) ของผู้ที่ใช้เลเวอเรจ (การกู้เงินเพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน) มากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์ หลังความผันผวนกลับเข้าสู่สินทรัพย์ดิจิทัล
แรงหนุนจากภาพรวมตลาดช่วยขยายการปรับขึ้น แต่ปัจจัยเฉพาะของ Hyperliquid ชัดเจน คือความเป็นไปได้ที่จะเข้าถึงตลาดสหรัฐ
สหรัฐยังเป็นหนึ่งในตลาดอนุพันธ์การเงินที่ใหญ่และมีความซับซ้อนที่สุดของโลก แต่อย่างไรก็ดี Hyperliquid ยังให้บริการผู้ใช้อเมริกันไม่ได้ เพราะดำเนินงานนอกสหรัฐและไม่ได้ขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานกำกับดูแลสหรัฐ
หากมีเส้นทางที่ “ทำถูกกฎ” เพื่อเข้าตลาดสหรัฐได้ อาจขยายฐานลูกค้าที่เข้าถึงได้ของ Hyperliquid อย่างมาก อย่างไรก็ตาม ตลาดกำลังตอบรับ “ความเป็นไปได้” ไม่ใช่การย้ายเข้าระบบที่เสร็จแล้ว ขณะนี้ยังไม่มีการอนุมัติการขึ้นทะเบียน ยังไม่มีประกาศการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับ และยังไม่มีกรอบเวลา
โอกาสมีอยู่จริง แต่โจทย์คือทำอย่างไรให้การเข้าถึงตลาดที่กว้างขึ้นแปลงเป็นมูลค่าระยะยาวของระบบนิเวศ Hyperliquid และโทเคน HYPE
ทำไมการเข้าถึงตลาดสหรัฐจึงสำคัญต่อ HYPE
Hyperliquid คือกระดานซื้อขายแบบกระจายศูนย์ (DEX: ซื้อขายผ่านระบบบล็อกเชน ไม่ผ่านตัวกลางรายเดียว) ที่เน้นสัญญา Perpetual ซึ่งเป็นหมวดอนุพันธ์คริปโตที่เติบโตเร็ว สัญญา Perpetual (สัญญาซื้อขายล่วงหน้าแบบไม่มีกำหนดวันหมดอายุ) ทำให้นักลงทุนรับความเสี่ยงตามราคาสินทรัพย์ด้วยเลเวอเรจได้ โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง ต่างจากฟิวเจอร์สแบบดั้งเดิม สัญญานี้ไม่มีวันหมดอายุ และอิงการวางมาร์จิน (เงินประกันเพื่อค้ำประกันการขาดทุน)
สำหรับนักลงทุนที่คุ้นกับ CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เก็งกำไรจากส่วนต่างราคา ไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง) จะเห็นความคล้ายกัน ทั้งสองแบบทำให้ “เล่นขึ้น/เล่นลง” ได้ โดยเปิดสถานะ Long (คาดว่าราคาจะขึ้น) หรือ Short (คาดว่าราคาจะลง) โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง ความต่างอยู่ที่โครงสร้างตลาด
CFD มักให้บริการผ่านโบรกเกอร์ ซึ่งเป็นผู้จัดระบบการเทรดและเป็นคู่สัญญากับลูกค้า แต่ Hyperliquid ทำงานเหมือนตลาดซื้อขาย โดยใช้ระบบสมุดคำสั่งซื้อขาย (order book: รายการคำสั่งซื้อ/ขายที่รอจับคู่) ที่ผู้เทรดโต้ตอบกับระบบจับคู่คำสั่ง การชำระราคา/ส่งมอบ (settlement: ขั้นตอนสรุปยอดหลังจับคู่คำสั่ง) และการบริหารความเสี่ยงของแพลตฟอร์มโดยตรง
ความต่างนี้สะท้อนเป้าหมายของ Hyperliquid แพลตฟอร์มไม่ได้แค่เปิดให้เก็งกำไรคริปโต แต่กำลังพยายามสร้าง “ตลาดอนุพันธ์บนบล็อกเชน” (on-chain: ทำธุรกรรมและบันทึกบนบล็อกเชน)
หน้าต่างการขยายตัวของ Hyperliquid
Hyperliquid ได้รับความนิยมมากในกลุ่มนักเทรดคริปโตที่ใช้งานแพลตฟอร์มบล็อกเชนเป็นหลัก การเข้าตลาดสหรัฐจึงไม่ใช่การพิสูจน์ว่า “มีดีมานด์ไหม” แต่คือการขยายขนาดและยกระดับคุณภาพของฐานผู้ใช้
สำหรับตลาดซื้อขาย การเติบโตมักเกิดจาก “สภาพคล่อง” (liquidity: ซื้อขายได้ง่าย ไม่กระทบราคาแรง) เมื่อมีผู้เล่นมากขึ้น ตลาดมักลึกขึ้น สเปรด (ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) แคบลง และกิจกรรมการเทรดเพิ่มขึ้น ซึ่งดึงผู้ใช้เพิ่มต่อเนื่อง
โอกาสในสหรัฐไม่ได้มีแค่รายย่อย แต่ยังรวมถึงนักเทรดมืออาชีพ สถาบัน และผู้เล่นที่มีความซับซ้อน ซึ่งอาจเพิ่มสภาพคล่องเชิงสถาบัน (institutional liquidity: สภาพคล่องจากผู้เล่นรายใหญ่)
ด้วยเหตุนี้นักลงทุนจึงตอบรับถ้อยแถลงด้านกฎระเบียบแรง แต่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นไม่ได้แปลว่ามูลค่าโทเคนจะเพิ่มขึ้นเสมอ
การเติบโตจะแปลงเป็นมูลค่าของระบบนิเวศได้จริงหรือไม่
HYPE คือโทเคนหลักของ Hyperliquid ต่างจากหุ้นบริษัท โทเคนนี้ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของแพลตฟอร์มหรือมีสิทธิในกำไรโดยตรง มูลค่าจึงขึ้นกับว่า “กิจกรรมบนแพลตฟอร์ม” ถูกแปลงเป็น “ความต้องการใช้โทเคนและการเก็บมูลค่าในระบบ” ได้มากแค่ไหน (token economics: โครงสร้างแรงจูงใจ/อุปสงค์-อุปทานของโทเคน)
ระบบนิเวศที่แข็งแรงขึ้นอาจหนุน HYPE ได้หลายทาง:
- เข้าถึงตลาดสหรัฐมากขึ้น: ฐานผู้ใช้ที่ใหญ่ขึ้นอาจเพิ่มกิจกรรมซื้อขาย สภาพคล่อง และความต้องการใช้งานบนแพลตฟอร์ม
- ปริมาณซื้อขายสูงขึ้น: กิจกรรมที่มากขึ้นอาจสร้างค่าธรรมเนียมเพิ่ม ซึ่งเป็นรายได้ของระบบนิเวศ
- ขยายไปหลายตลาดมากขึ้น: เพิ่มสินค้าที่อิงหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงิน อาจดึงผู้ใช้ที่ไม่ใช่นักเทรดคริปโตโดยตรง
อย่างไรก็ดี แค่เติบโตยังไม่พอจะชี้มูลค่า HYPE
ตลาดจับตาว่า Hyperliquid เปลี่ยนการขยายตัวให้กลายเป็นผลตอบแทนที่ “อยู่ในระบบ” มากน้อยแค่ไหน โดยเฉพาะเมื่อมีผู้พัฒนา/ผู้ให้บริการภายนอกเข้ามาสร้างบนแพลตฟอร์มมากขึ้น
| ปัจจัยการเติบโต | ผลกระทบที่เป็นไปได้ | ประเด็นที่ตลาดพิจารณา |
| เข้าถึงตลาดสหรัฐ | ฐานผู้ใช้และสภาพคล่องมากขึ้น | การอนุมัติจากหน่วยงานกำกับยังไม่แน่นอน |
| ปริมาณซื้อขายสูงขึ้น | สร้างค่าธรรมเนียมได้มากขึ้น | การเก็บรายได้กลับสู่ระบบยังต้องชัดเจนขึ้น |
| ตลาดและผลิตภัณฑ์มากขึ้น | การใช้งานระบบนิเวศกว้างขึ้น | การขยายอาจทำให้รายได้ค่าธรรมเนียมกระจายมากขึ้น |
คำถามของนักลงทุนไม่ใช่แค่ว่า Hyperliquid โตได้ไหม แต่คือการเติบโตนั้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้ระบบนิเวศและผู้ถือ HYPE ได้จริงหรือไม่
โมเดลการเติบโตที่กำลังเปลี่ยนไป
การเติบโตของ Hyperliquid เริ่มสร้างโจทย์ใหม่
แม้กิจกรรมซื้อขายและ Open interest (มูลค่าสัญญาที่คงค้าง: จำนวนสัญญาที่ยังไม่ปิดสถานะ) จะขยายต่อเนื่อง แต่ประมาณการ รายได้รวมก่อนหักค่าใช้จ่าย (gross revenue: รายได้ที่ยังไม่หักต้นทุน/ค่าใช้จ่าย) ลดลงจากราว 357 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 3/2025 เหลือราว 202 ล้านดอลลาร์ในไตรมาส 2/2026 ตามการประเมินของเครื่องมือวิเคราะห์ภายนอกบน Coinmarketcap
Hyperliquid กำลังพัฒนาจาก “กระดานเดียว” ไปเป็นแพลตฟอร์มที่ผู้พัฒนาภายนอกสามารถสร้างและดูแลตลาดเองได้โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานของแพลตฟอร์มเป็นแกนหลัก การขยายจากคริปโตไปสู่ตลาดที่อิงหุ้น สินค้าโภคภัณฑ์ และสกุลเงิน ช่วยเพิ่มความน่าสนใจและดึงผู้ใช้กลุ่มใหม่
สิ่งที่ต้องแลกคือเศรษฐศาสตร์ของแพลตฟอร์ม
ระบบที่เปิดมากขึ้นอาจทำให้คนเข้ามาใช้งานเร็วขึ้น แต่ก็อาจเปลี่ยนวิธีที่มูลค่าถูกแบ่งระหว่างผู้เล่น เมื่อ Hyperliquid ขยับบทบาทเป็นผู้ให้โครงสร้างพื้นฐานของตลาดมากขึ้น นักลงทุนจะจับตาว่า “มูลค่าทางเศรษฐกิจ” เหลืออยู่ในแกนของแพลตฟอร์มมากแค่ไหน
กฎระเบียบอาจกำหนดเฟสถัดไปของ Hyperliquid
เช่นเดียวกับประเด็นถกเถียงในตลาด คริปโต ความยืดหยุ่นที่ช่วยให้ Hyperliquid โต ก็เป็นเหตุให้การกำกับดูแลซับซ้อนขึ้น
ตลาดอนุพันธ์สหรัฐแบบดั้งเดิมเดินบนกรอบที่มีการขึ้นทะเบียนตลาด ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับอนุมัติ การเฝ้าระวังตลาด (market surveillance: ระบบตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ/ปั่นราคา) และกรอบคุ้มครองลูกค้า ขณะที่โมเดลของ Hyperliquid เน้นการเปิดกว้าง โดยผู้เล่นภายนอกสามารถสร้างตลาด เปิดผลิตภัณฑ์ และพัฒนาบนแพลตฟอร์มได้
หากจะนำโมเดลนี้เข้าสหรัฐ อาจต้องหาจุดสมดุลระหว่าง “ความเร็วและความยืดหยุ่น” ที่ดึงผู้ใช้ กับมาตรฐานที่ตลาดการเงินภายใต้กำกับดูแลต้องมี
พัฒนาการถัดไปที่ต้องจับตา
การพุ่งขึ้นของ HYPE รอบนี้สะท้อน 2 พัฒนาการที่เชื่อมโยงกัน:
1. การเข้าถึงตลาด
หากมีเส้นทางที่ถูกกฎเพื่อเข้าตลาดสหรัฐได้ จะเพิ่มโอกาสของ Hyperliquid อย่างมาก เพราะเปิดแพลตฟอร์มให้เข้าถึงกลุ่มเทรดเดอร์ที่ใหญ่ขึ้น ผู้เล่นมืออาชีพ และสภาพคล่องจากสถาบัน
ประเด็นสำคัญคือการหารือกับหน่วยงานกำกับจะพัฒนาไปสู่การอนุมัติอย่างเป็นทางการหรือไม่
2. การเก็บมูลค่าไว้ในระบบ
กิจกรรมที่มากขึ้นต้องแปลเป็นเศรษฐศาสตร์ที่แข็งแรงขึ้นของระบบนิเวศ นักลงทุนจะดูว่าปริมาณซื้อขายที่สูงขึ้นทำให้สร้างรายได้ดีขึ้นหรือไม่ และเกิดกระแสการซื้อคืน (buyback: การนำรายได้ไปซื้อโทเคนกลับจากตลาดเพื่อลดอุปทาน/พยุงราคา) ที่ชัดเจนขึ้นหรือไม่
ประเด็นที่นักเทรดจะติดตาม ได้แก่
- การหารือด้านกฎระเบียบจะคืบหน้าไปสู่การดำเนินการอย่างเป็นทางการหรือไม่
- Hyperliquid จะปรับโครงสร้างค่าธรรมเนียมหรือไม่เมื่อแพลตฟอร์มเปลี่ยนไป
- กิจกรรมที่สูงขึ้นทำให้สร้างรายได้แข็งแรงขึ้นหรือไม่
Hyperliquid พิสูจน์แล้วว่ามีความต้องการซื้อขายอนุพันธ์บนบล็อกเชน ผลลัพธ์ถัดไปจะชี้ว่า Hyperliquid จะขยายสู่ตลาดที่ใหญ่ขึ้นได้หรือไม่ โดยไม่ทำให้คุณลักษณะที่ผลักดันการเติบโตในช่วงแรกเปลี่ยนไปมากนัก
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets