พันธบัตรคืออะไร? พื้นฐานของพันธบัตรในโลกการเงินและกลยุทธ์การลงทุน

by VT Markets
/
Aug 19, 2026

ประเด็นสำคัญ:

  • ตราสารหนี้ (Bond) คือ “หลักทรัพย์ประเภทหนี้” ผู้ลงทุนให้รัฐบาลหรือบริษัทกู้เงิน แลกกับ “ดอกเบี้ยคงที่” และรับเงินต้นคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity: วันที่ผู้ออกตราสารคืนเงินต้น)
  • ตลาดตราสารหนี้โลกมีมูลค่า 127.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 ใหญ่กว่าตลาดหุ้นโลกประมาณ 3 เท่า
  • ราคาตราสารหนี้เคลื่อนไหวสวนทางกับอัตราดอกเบี้ย จึงใช้ได้ทั้งเพื่อรับกระแสเงินสดจากดอกเบี้ย และเพื่อเก็งกำไรระยะสั้น
  • เทรดเดอร์สามารถเข้าถึง “CFD ตราสารหนี้” ผ่าน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 โดยไม่ต้องใช้เงินก้อนใหญ่เหมือนการถือครองตราสารหนี้จริง

ตราสารหนี้ (Bond) คืออะไร: คำจำกัดความแบบเข้าใจง่าย

ตราสารหนี้คือ “เงินกู้” เมื่อคุณซื้อตราสารหนี้ เท่ากับคุณให้รัฐบาล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือบริษัทกู้เงิน ผู้ออกตราสาร (Issuer: ฝ่ายที่กู้เงินและออกตราสาร) จะจ่ายดอกเบี้ยให้เป็นงวด และคืนเงินต้นในวันที่กำหนดในอนาคต

มองตราสารหนี้เป็น “ใบรับหนี้อย่างเป็นทางการ” ผู้กู้ต้องใช้เงินเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน ดำเนินธุรกิจ หรือรีไฟแนนซ์หนี้เดิม (Refinance: กู้ใหม่เพื่อแทนหนี้เก่า มักเพื่อเงื่อนไขที่ดีขึ้น) แทนการกู้ธนาคาร ผู้ออกตราสารขายตราสารให้ประชาชน ผู้ลงทุนจึงได้กระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ แลกกับการนำเงินไปให้กู้ชั่วคราว

ตลาดนี้มีขนาดใหญ่มาก ตลาดตราสารหนี้โลกมีมูลค่า 127.36 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 167.52 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2031 ทำให้ตลาด “ตราสารหนี้/รายได้ประจำ” (Fixed income: สินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสดค่อนข้างแน่นอน) ใหญ่กว่าตลาดหุ้นโลกประมาณ 3 เท่า แต่ผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากยังมองข้าม

องค์ประกอบสำคัญที่ผู้ลงทุนตราสารหนี้ต้องเข้าใจ

ตราสารหนี้แต่ละตัวมีองค์ประกอบหลักที่กำหนดมูลค่าและการเคลื่อนไหวในตลาด

  • มูลค่าที่ตราไว้/ราคาหน้าตั๋ว (Face value/Par value): เงินต้นที่ผู้ออกตราสารจะคืนเมื่อครบกำหนดไถ่ถอน โดยทั่วไปมักกำหนดที่ 1,000 ดอลลาร์
  • อัตราคูปอง (Coupon rate): อัตราดอกเบี้ยต่อปีที่จ่ายให้ผู้ถือ คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของมูลค่าที่ตราไว้
  • วันครบกำหนดไถ่ถอน (Maturity date): วันที่ผู้ออกตราสารคืนเงินต้น อายุอาจสั้นไม่กี่เดือนยาวไปถึง 30 ปีขึ้นไป
  • อัตราผลตอบแทน (Yield): ผลตอบแทนจริงที่ผู้ลงทุนได้รับ ซึ่งจะเปลี่ยนตาม “ราคาตลาด” ของตราสารหนี้ (ราคาขึ้น/ลง ยีลด์จะปรับตาม)
  • อันดับเครดิต (Credit rating): คะแนนความน่าเชื่อถือจากสถาบันอย่าง Moody’s, S&P หรือ Fitch เพื่อสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออกตราสาร

ตัวอย่าง:

สมมติคุณซื้อหุ้นกู้ (Corporate bond: ตราสารหนี้ที่บริษัทออก) มูลค่าที่ตราไว้ 1,000 ดอลลาร์ อัตราคูปอง 5% คุณจะได้ดอกเบี้ยปีละ 50 ดอลลาร์ (5% ของ 1,000) มักจ่าย 2 งวด งวดละ 25 ดอลลาร์ หากถือครบ 10 ปี จะได้รับดอกเบี้ยรวม 500 ดอลลาร์ และรับเงินต้น 1,000 ดอลลาร์คืนเมื่อครบกำหนด

ประเภทหลักของตราสารหนี้ในตลาดการเงิน

ตราสารหนี้แต่ละประเภทมีพฤติกรรมต่างกัน บางประเภทปลอดภัยมาก บางประเภทให้ยีลด์สูงเพื่อชดเชยความเสี่ยง การเลือกควรสอดคล้องกับเป้าหมาย ระยะเวลาลงทุน และความสามารถรับความผันผวน

พันธบัตรรัฐบาล (Government Bonds)

รัฐบาลออกเพื่อใช้จ่ายภาครัฐ พันธบัตรสหรัฐ (U.S. Treasuries) ซื้อขายมากและมักใช้เป็น “ตัวชี้วัดผลตอบแทนใกล้ไร้ความเสี่ยง” (Benchmark for risk-free returns: อัตราอ้างอิงของสินทรัพย์ที่ความเสี่ยงต่ำมาก) ณ 17 เม.ย. 2026 ยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่ที่ 4.26% และอายุ 30 ปีราว 4.88%

พันธบัตรรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้วที่มีเสถียรภาพมักถูกมองว่าปลอดภัย เพราะรัฐมีอำนาจจัดเก็บภาษีหรือพิมพ์เงินเพื่อชำระหนี้ได้ (แม้ยังมีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อและนโยบาย) ตัวอ้างอิงที่นิยมทั่วโลก ได้แก่ U.S. Treasuries, German Bunds (พันธบัตรรัฐบาลเยอรมนี), UK Gilts (พันธบัตรรัฐบาลอังกฤษ) และ Japanese Government Bonds

หุ้นกู้/ตราสารหนี้ภาคเอกชน (Corporate Bonds)

บริษัทออกเพื่อใช้ในการดำเนินงาน ซื้อกิจการ หรือขยายธุรกิจ ตลาดหุ้นกู้โลกคาดว่าจะเติบโต จาก 41.04 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 เป็น 44.91 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 โดยทั่วไปยีลด์สูงกว่าพันธบัตรรัฐบาลเพื่อชดเชยความเสี่ยงเครดิต (Credit risk: ความเสี่ยงที่ผู้ออกตราสารไม่จ่ายดอกเบี้ยหรือเงินต้นตามกำหนด)

หุ้นกู้แบ่งกว้าง ๆ เป็น 2 กลุ่ม: อินเวสต์เมนต์เกรด (Investment-grade: อันดับเครดิตค่อนข้างดี มัก BBB- ขึ้นไป) และไฮยีลด์ (High-yield: อันดับเครดิตต่ำกว่า ต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงเพื่อดึงดูดผู้ซื้อ มักถูกเรียก “จังก์บอนด์”)

พันธบัตรท้องถิ่น (Municipal Bonds)

รัฐ เมือง หรือหน่วยงานท้องถิ่นออกเพื่อทำโครงการ เช่น โรงเรียน โรงพยาบาล ระบบขนส่ง หลายประเทศ/พื้นที่ให้สิทธิ “ดอกเบี้ยยกเว้นภาษี” (Tax-exempt: ไม่ต้องเสียภาษีจากดอกเบี้ยตามเงื่อนไข) จึงเหมาะกับผู้ลงทุนที่เน้นรายได้และอยู่ในฐานภาษีสูง

โดยทั่วไปโอกาสผิดนัดชำระ (Default: ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ย/เงินต้นตามกำหนด) ค่อนข้างต่ำ แต่ไม่ใช่ไม่มีความเสี่ยง และสภาพคล่อง (Liquidity: ความง่ายในการซื้อขายโดยไม่กระทบราคา) อาจต่างกันมากในแต่ละผู้ออก

ตราสารหนี้ไฮยีลด์ และตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่

ตราสารหนี้ไฮยีลด์มักถูกเรียก “จังก์บอนด์” เมื่อออกโดยบริษัทอันดับเครดิตต่ำ จ่ายคูปองสูงกว่า แต่เสี่ยงผิดนัดมากกว่า การออกตราสารไฮยีลด์คาดเติบโตเฉลี่ย 8.12% ต่อปี (CAGR: อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี) สะท้อนความต้องการผลตอบแทนที่สูงขึ้นของนักลงทุน

สรุปประเภทตราสารหนี้

ประเภทตราสารหนี้ยีลด์โดยทั่วไป (2026)ระดับความเสี่ยงเหมาะกับ
U.S. Treasuries (10Y)~4.25%ต่ำมากรักษาเงินต้น
หุ้นกู้ Investment-Grade5.0% – 6.5%ต่ำถึงปานกลางผู้ต้องการรายได้สม่ำเสมอ
Municipal Bonds3.5% – 4.5%ต่ำพอร์ตที่เน้นประสิทธิภาพภาษี
หุ้นกู้ High-Yield7.5% – 9.5%สูงผู้เน้นยีลด์
ตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market)6.5% – 10%+สูงกระจายความเสี่ยงและหาโอกาสเติบโต

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ 10 ตราสารหนี้ที่น่าติดตามสำหรับนักลงทุนและเทรดเดอร์

ราคาตราสารหนี้และยีลด์เคลื่อนไหวอย่างไร

แนวคิดสำคัญที่สุด: ราคาตราสารหนี้กับอัตราดอกเบี้ยเคลื่อนไหวสวนทางกัน เมื่อดอกเบี้ยขึ้น ราคาตราสารหนี้เดิมมักลง เมื่อดอกเบี้ยลง ราคามักขึ้น เข้าใจข้อนี้จะเห็นแรงขับหลักของตลาดตราสารหนี้

เหตุผลคือ หากคุณถือพันธบัตรอายุ 10 ปี คูปอง 4% แล้วมีพันธบัตรรุ่นใหม่ออกมาที่ 5% ตราสารของคุณดูไม่น่าสนใจ ราคาจึงต้องปรับลงเพื่อให้ “ยีลด์ที่แท้จริง” ใกล้เคียงตลาด ในทางกลับกัน หากดอกเบี้ยลง คูปอง 4% จะดูดีขึ้น ผู้ซื้อยอมจ่ายแพงกว่าเดิม

กฎคร่าว ๆ: อัตราดอกเบี้ยเปลี่ยน 1% อาจทำให้ราคาพันธบัตรอายุ 10 ปีเปลี่ยนราว 8%–9% จึงต้องติดตามการตัดสินใจธนาคารกลางอย่างใกล้ชิด เช่น ECB ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Policy rate: ดอกเบี้ยหลักที่ธนาคารกลางใช้กำหนดทิศทางการเงิน) จาก 4.00% เหลือ 3.25% และส่งสัญญาณลดต่อ ซึ่งมักเป็นแรงหนุนราคาตราสารหนี้

ทำไมเทรดตราสารหนี้เป็น CFD บน MetaTrader 4 และ 5

ข้อจำกัดของการลงทุนตราสารหนี้แบบดั้งเดิมคือเงินทุน การซื้อพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 1 หน่วยมักต้องใช้เงินหลายพันดอลลาร์ และการเข้าตลาดตราสารหนี้โดยตรงมักสะดวกสำหรับสถาบันเป็นหลัก สัญญาซื้อขายส่วนต่าง (CFD: สัญญาที่อ้างอิงราคาสินทรัพย์ ผู้ลงทุนกำไร/ขาดทุนจากส่วนต่างราคา โดยไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง) ช่วยลดข้อจำกัดนี้

การเทรด CFD ตราสารหนี้คือการเก็งกำไรราคาขึ้นลงโดยไม่ต้องถือพันธบัตรจริง คุณสามารถ “เปิดซื้อ” (Long: คาดว่าราคาจะขึ้น) หรือ “เปิดขาย” (Short: คาดว่าราคาจะลง) ได้

ความยืดหยุ่นนี้เมื่อรวมกับเลเวอเรจ (Leverage: การใช้เงินประกันเพียงส่วนหนึ่งเพื่อเปิดสถานะใหญ่ขึ้น ทำให้กำไร/ขาดทุนขยาย) ทำให้รายย่อยเข้าถึงได้มากขึ้น CFD ตราสารหนี้มักมีให้เทรดบน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 รวมกับฟอเร็กซ์ ดัชนี และสินค้าโภคภัณฑ์ในแพลตฟอร์มเดียว

ข้อดีหลักของการเทรด CFD ตราสารหนี้

  • ใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่า: เมื่อเทียบกับการซื้อตราสารหนี้จริง
  • เทรดได้สองทาง: ทำกำไรได้ทั้งตลาดขึ้นและลง
  • เข้าถึงพันธบัตรอ้างอิงทั่วโลก: เช่น U.S. Treasuries, German Bunds, UK Gilts
  • ส่งคำสั่งได้รวดเร็ว: สเปรดแคบ (Spread: ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) บน MT4/MT5
  • เครื่องมือคุมความเสี่ยงในตัว: เช่น Stop-loss (ตัดขาดทุนอัตโนมัติ), Take-profit (ทำกำไรอัตโนมัติ), Trailing stop (เลื่อนจุดตัดขาดทุนตามราคา)

ตัวอย่างการเทรด CFD ตราสารหนี้แบบใช้งานจริง

สมมติพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีซื้อขายที่ราคา 110.00 และคุณคาดว่าเฟดจะลดดอกเบี้ยต่อในไม่กี่เดือนข้างหน้า ดอกเบี้ยที่ลดลงมักหนุนราคาพันธบัตร คุณจึงเปิดสถานะซื้อ (Long)

คุณเปิด 1 ล็อตมาตรฐาน (Standard lot: ขนาดสัญญามาตรฐานของโบรกเกอร์) ของ CFD พันธบัตรอายุ 10 ปีที่ 110.00 สองสัปดาห์ต่อมา ราคาขึ้นเป็น 111.20 หลังตัวเลขเงินเฟ้อออกมาต่ำกว่าคาด คุณปิดสถานะ ได้กำไร 1.20 จุด

รายละเอียดการเทรดค่า
สินทรัพย์CFD พันธบัตรสหรัฐ 10 ปี
ราคาเข้า110.00
ราคาออก111.20
การเปลี่ยนแปลงราคา+1.20 จุด
ขนาดสัญญา1 ล็อตมาตรฐาน
กำไรโดยประมาณประมาณ 1,200 ดอลลาร์

หากราคาเคลื่อนไหวสวนทางเท่ากัน ขาดทุนก็จะใกล้เคียงกัน จึงควรกำหนดขนาดสถานะ (Position sizing: การกำหนดจำนวนสัญญาให้สอดคล้องความเสี่ยง) และตั้งจุดตัดขาดทุน โดยเฉพาะเมื่อใช้เลเวอเรจ

เคล็ดลับ:

ก่อนเทรด CFD ตราสารหนี้ ระบุ “ตัวกระตุ้นมหภาค” (Macro catalyst: เหตุการณ์เศรษฐกิจระดับใหญ่ที่ทำให้ราคาเคลื่อนไหว เช่น ลดดอกเบี้ย ตัวเลขเงินเฟ้อ เหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศ) และกำหนด “จุดที่ทำให้มุมมองผิด” (Invalidation level: ราคาที่บ่งชี้ว่าคาดการณ์ผิด) แล้วตั้ง stop-loss ไว้เลยจุดนั้นเล็กน้อย เพื่อลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์และจำกัดการขาดทุน

เริ่มต้นเทรดตราสารหนี้: ขั้นตอนทีละข้อ

การเริ่มเทรดตราสารหนี้ทำได้เป็นขั้นตอน

  • ขั้นที่ 1 กำหนดเป้าหมาย: ต้องการรายได้สม่ำเสมอ กระจายความเสี่ยง หรือเก็งกำไรระยะสั้น เป้าหมายจะกำหนดแนวทางทั้งหมด
  • ขั้นที่ 2 เปิดบัญชีเทรด: สมัครกับ โบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับและมี CFD ตราสารหนี้บน MT4 หรือ MT5 ทำยืนยันตัวตนและฝากเงิน
  • ขั้นที่ 3 ศึกษาเส้นอัตราผลตอบแทน (Yield curve): เปรียบเทียบยีลด์ระยะสั้นและระยะยาว เส้นชันขึ้น (Steepening: ช่องว่างยีลด์สั้น-ยาวกว้างขึ้น) มักสะท้อนเศรษฐกิจฟื้น เส้นแบนลง (Flattening: ช่องว่างแคบลง) สะท้อนความระมัดระวัง
  • ขั้นที่ 4 ติดตามนโยบายธนาคารกลาง: การตัดสินใจของเฟด ECB และธนาคารกลางอังกฤษเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของราคาตราสารหนี้
  • ขั้นที่ 5 เริ่มด้วยขนาดเล็ก: เริ่มด้วยขนาดสถานะที่เล็กกว่าที่ตั้งใจ เน้นทำตามแผน
  • ขั้นที่ 6: ตั้ง stop-loss ทุกครั้ง: เพื่อลดความเสียหายเมื่อราคาไม่เป็นไปตามคาด

กลยุทธ์สำหรับการลงทุน/เทรดตราสารหนี้ให้มีโอกาสทำกำไร

เมื่อเข้าใจพื้นฐานแล้ว แนวทางต่อไปนี้ใช้กันมากในตลาดตราสารหนี้

เล่นตามรูปทรงเส้นยีลด์ (Yield Curve Play)

เมื่อเส้นยีลด์ชันขึ้น เทรดเดอร์มัก “ซื้อพันธบัตรอายุสั้น” และ “ขายพันธบัตรอายุยาว” เมื่อเส้นแบนลงหรือกลับหัว (Inversion: ยีลด์ระยะสั้นสูงกว่าระยะยาว มักสะท้อนความเสี่ยงเศรษฐกิจชะลอ) ก็ทำตรงข้าม เป็นรูปแบบมหภาคที่สถาบันใช้

ทำบันไดตราสารหนี้เพื่อรายได้ (Laddering)

แบ่งเงินลงทุนซื้อตราสารหลายอายุครบกำหนด เช่น 2 ปี 5 ปี 10 ปี เมื่อรุ่นอายุสั้นครบกำหนดก็นำไปลงทุนใหม่ตามดอกเบี้ยในเวลานั้น ช่วยให้รายได้สม่ำเสมอและลดความเสี่ยงดอกเบี้ย (Interest rate risk: ความเสี่ยงจากดอกเบี้ยเปลี่ยนทำให้ราคาตราสารผันผวน)

เทรดตามเหตุการณ์ธนาคารกลาง (Central Bank Event Trading)

ราคาตราสารหนี้มักตอบสนองแรงต่อการตัดสินใจดอกเบี้ยและข้อมูลเศรษฐกิจ การเทรดช่วงเหตุการณ์กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ประชุม FOMC หรือแถลง ECB อาจให้โอกาสระยะสั้น แต่ควรลดขนาดสถานะเพราะผันผวนสูง

ใช้ตราสารหนี้ประกอบมุมมองค่าเงิน (Pairing Bonds with Forex)

ส่วนต่างดอกเบี้ยระหว่างประเทศ (Interest rate differential: ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ย) ส่งผลต่อค่าเงิน หากคุณซื้อพันธบัตรสหรัฐ 10 ปีเพราะคาดว่ายีลด์จะลง คุณอาจมองขายดอลลาร์เทียบสกุลเงินที่ให้ยีลด์สูงกว่าได้ การวิเคราะห์ตราสารหนี้กับฟอเร็กซ์ช่วยกันยืนยันภาพ

หลักการบริหารความเสี่ยงสำหรับเทรดเดอร์ตราสารหนี้

ตราสารหนี้ถูกมองว่าปลอดภัย แต่การเทรด โดยเฉพาะผ่าน CFD ที่มีเลเวอเรจ ต้องเคร่งครัดเรื่องความเสี่ยง ตราสารอายุยาวมีความไวต่อดอกเบี้ยมาก (Duration: ค่าความไวของราคาตราสารต่อการเปลี่ยนแปลงของดอกเบี้ย ยิ่งสูงยิ่งผันผวนเมื่อดอกเบี้ยขยับ)

  • จำกัดความเสี่ยงต่อการเทรดไว้ 1%–2%: เช่น พอร์ต 10,000 ดอลลาร์ เสี่ยงไม่เกิน 100–200 ดอลลาร์ต่อดีล
  • เลือกอายุให้สอดคล้องกับเวลาถือ: เทรดสั้นเหมาะกับตราสารอายุสั้น กลยุทธ์มหภาคอาจใช้ตราสารอายุยาว
  • กระจายผู้ออกและอายุครบกำหนด: ไม่กระจุกความเสี่ยงไว้ที่ประเทศเดียวหรือบริษัทเดียว
  • ติดตามปฏิทินเศรษฐกิจ: เงินเฟ้อ ตลาดแรงงาน และประชุมธนาคารกลางอาจทำให้ราคาขยับแรงในไม่กี่นาที
  • ทบทวนสถานะรายสัปดาห์: ยีลด์ สเปรดเครดิต (Credit spread: ส่วนต่างยีลด์ระหว่างตราสารเสี่ยงกับตราสารปลอดภัย ใช้สะท้อนความเสี่ยงเครดิต) และปัจจัยการเมืองเปลี่ยนตลอด แผนต้องปรับตาม

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเทรดตราสารหนี้

  • มองข้ามความเสี่ยง Duration: ตราสารอายุยาวผันผวนกว่ามากเมื่อดอกเบี้ยขยับ ควรรู้ว่าถืออะไร
  • ไล่ยีลด์โดยไม่ดูเครดิต: คูปอง 10% ไม่มีค่า หากผู้ออกผิดนัด ควรตรวจอันดับเครดิต
  • ใช้เลเวอเรจมากเกินไป: CFD ตราสารหนี้ขยายได้ทั้งกำไรและขาดทุน ควรเริ่มแบบอนุรักษ์นิยมจนกว่าจะมีผลลัพธ์ที่สม่ำเสมอ
  • เทรดโดยไม่มีภาพมหภาค: ตราสารหนี้ตอบสนองต่อเงินเฟ้อ การเติบโต และนโยบาย หากอธิบายเหตุผลเชิงเศรษฐกิจไม่ได้ เท่ากับเดา
  • ลืมต้นทุนถือข้ามคืน: ถือ CFD ข้ามคืนอาจมีค่า swap/ดอกเบี้ยค้างคืน (Swap fee: ค่าปรับตามส่วนต่างดอกเบี้ยและเงื่อนไขโบรกเกอร์) ควรรวมในแผนการถือยาว

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: ตราสารหนี้ต่างจากหุ้นอย่างไร?

ตราสารหนี้คือเครื่องมือประเภทหนี้ คุณเป็นผู้ให้กู้และได้รับผลตอบแทนตามเงื่อนไข หุ้นคือความเป็นเจ้าของกิจการ หากบริษัทมีปัญหา ผู้ถือตราสารหนี้มักได้เงินก่อนผู้ถือหุ้น ทำให้ตราสารหนี้โดยทั่วไปผันผวนน้อยกว่าและคาดการณ์ได้มากกว่าหุ้น

Q2: เทรดตราสารหนี้แล้วขาดทุนได้ไหม?

ได้ ราคาตราสารหนี้ขึ้นลงทุกวัน ดอกเบี้ยขาขึ้น การถูกลดอันดับเครดิต (Credit downgrade: ถูกปรับลดความน่าเชื่อถือ) หรือผู้ออกผิดนัด ล้วนทำให้ขาดทุนได้ และเลเวอเรจใน CFD จะทำให้ขาดทุนหนักขึ้น จึงต้องบริหารความเสี่ยง

Q3: ต้องใช้เงินเท่าไรถึงเริ่มเทรด Bond CFD ได้?

CFD ใช้เงินเริ่มต้นน้อยกว่าการซื้อตราสารหนี้จริงมาก แต่ขั้นต่ำขึ้นกับโบรกเกอร์ สินค้า และเลเวอเรจ แนวทางที่เหมาะคือเริ่มจากบัญชีเดโม (Demo account: บัญชีทดลองด้วยเงินเสมือน) เพื่อฝึกส่งคำสั่ง แล้วค่อยใช้บัญชีเงินจริงด้วยจำนวนเงินที่ยอมรับความเสี่ยงได้

Q4: ตราสารหนี้ยังน่าลงทุนในปี 2026 หรือไม่?

หากธนาคารกลางหลายแห่งอยู่ในวัฏจักรลดดอกเบี้ย และยีลด์พันธบัตร 10 ปีอยู่แถว 4.25% นักวิเคราะห์จำนวนมากมองว่าปี 2026 เอื้อต่อตราสารหนี้ เพราะดอกเบี้ยนโยบายที่ลดลงมักหนุนราคาพันธบัตร ขณะที่ยีลด์ที่ยังอยู่ระดับสูงช่วยสร้างรายได้ อย่างไรก็ดี ควรพิจารณาตามเป้าหมายและความเสี่ยงที่รับได้

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code