This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

การซื้อขายออปชันคืออะไร?

by VT Markets
/
Aug 19, 2026

กลยุทธ์ลงทุนลับที่อาจทำให้ผลตอบแทนเพิ่มเป็น 3 เท่า (มือใหม่ก็ทำกำไรได้)

ประเด็นสำคัญ

  • การเทรดออปชัน (Options trading) คือการซื้อ–ขาย “สัญญา” ที่ให้สิทธิ แต่ ไม่บังคับ ให้คุณ ซื้อหรือขาย สินทรัพย์อ้างอิง (underlying asset) เช่น หุ้น/กองทุน ที่ ราคาที่กำหนดไว้ ภายในช่วงเวลาก่อนถึง วันหมดอายุ (expiration date)
  • คอลออปชัน (call) ให้สิทธิ “ซื้อ” ส่วน พุทออปชัน (put) ให้สิทธิ “ขาย” หุ้นของสินทรัพย์อ้างอิง
  • ราคาใช้สิทธิ (strike price) คือราคาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าว่าจะซื้อ/ขายได้เมื่อใช้สิทธิ
  • การขาดทุนสูงสุดของ “ฝั่งซื้อออปชัน” มัก จำกัดอยู่ที่ค่าเบี้ยประกัน (premium) ที่จ่ายล่วงหน้า
  • กลยุทธ์ออปชัน ใช้เพื่อ สร้างรายได้ ลดความเสี่ยงพอร์ต (เฮดจ์) หรือเพิ่มโอกาสทำผลตอบแทน
  • การเข้าใจ มูลค่าแท้จริง (intrinsic value) และ มูลค่าเวลา (time value) สำคัญต่อการเทรดออปชันให้ได้ผล
  • VT Markets มีสื่อการเรียนรู้สำหรับผู้เทรดออปชันทุกระดับ


ออปชันคืออะไร? คู่มือเริ่มต้นแบบเข้าใจง่าย

ออปชันคืออะไร? ออปชันคือการซื้อ–ขายสัญญาทางการเงินที่ให้สิทธิ (แต่ ไม่บังคับ) ในการ ซื้อหรือขาย สินทรัพย์อ้างอิง ที่ ราคาที่กำหนดไว้ ภายในเวลาที่กำหนด ต่างจากการซื้อหุ้นตรง ๆ การเทรดออปชันใช้เงินตั้งต้นน้อยกว่า แต่มีโอกาสทำผลตอบแทนสูงกว่า (และมีความเสี่ยงสูงกว่าในบางกรณี)

เมื่อคุณซื้อ สัญญาออปชัน (options contract) คุณจ่าย ค่าเบี้ยประกัน (premium) เพื่อ “ซื้อสิทธิ” ในการตัดสินใจ สัญญานี้เป็น เครื่องมือทางการเงิน (financial instrument) คือเครื่องมือที่ใช้ลงทุน/บริหารความเสี่ยง ช่วยให้คุณควบคุมการเคลื่อนไหวของ หุ้นอ้างอิง ได้โดยไม่จำเป็นต้องถือหุ้นจริง

ความนิยมของตลาด ออปชัน เพิ่มขึ้นมาก โดยข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่านักลงทุนรายย่อยเข้ามาเทรดเพิ่มขึ้นกว่า 300% ตั้งแต่ปี 2020 สะท้อนว่าแพลตฟอร์มเทรดทำให้ กลยุทธ์ออปชัน เข้าถึงได้ง่ายขึ้น

พื้นฐานสำคัญของการเทรดออปชัน

องค์ประกอบหลักของสัญญาออปชัน

สัญญาออปชันมีองค์ประกอบหลักที่ใช้กำหนดมูลค่าและเงื่อนไข ดังนี้

ราคาใช้สิทธิ (Strike Price): คือ ราคาที่กำหนดไว้ ที่คุณสามารถใช้สิทธิซื้อ/ขายได้ เป็นจุดอ้างอิงเพื่อดูว่าคุ้มทุนหรือทำกำไร

วันหมดอายุ (Expiration Date): ออปชันมีอายุจำกัด วันหมดอายุคือวันที่สัญญาสิ้นสุด หากไม่ใช้สิทธิหรือไม่ปิดสถานะก่อนวันนั้น สัญญาอาจหมดค่าได้

ค่าเบี้ยประกัน (Premium): คือ ราคาที่จ่าย เพื่อซื้อออปชัน สำหรับ “ฝั่งซื้อออปชัน” ค่าเบี้ยประกันมักเป็นขาดทุนสูงสุด

สินทรัพย์อ้างอิง (Underlying Asset): คือหุ้น, กองทุน ETF (exchange traded funds) ซึ่งเป็นกองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น หรือสินทรัพย์อื่นที่ทำให้ราคาออปชันเปลี่ยน

องค์ประกอบความหมายผลต่อการเทรด
ราคาใช้สิทธิราคาที่กำหนดไว้สำหรับการใช้สิทธิกำหนดจุดเริ่มกำไร/ขาดทุน
วันหมดอายุวันที่สัญญาสิ้นสุดทำให้มีแรงกดดันเรื่องเวลา และกระทบ มูลค่าเวลา
ค่าเบี้ยประกันต้นทุนในการซื้อออปชันมักเป็นความเสี่ยงสูงสุดของฝั่งซื้อ
สินทรัพย์อ้างอิงหลักทรัพย์ที่ออปชันอ้างอิงเป็นแหล่งของ มูลค่าแท้จริง

คอลออปชัน vs พุทออปชัน: สองด้านของออปชัน

คอลออปชัน (Call) ให้สิทธิซื้อ หุ้นอ้างอิง ที่ ราคาใช้สิทธิ ก่อนถึง วันหมดอายุ คุณได้กำไรเมื่อ ราคาหุ้น สูงกว่า ราคาใช้สิทธิ รวม ค่าเบี้ยประกันที่จ่าย

ตัวอย่าง: คุณซื้อ คอล ราคาใช้สิทธิ 50 ดอลลาร์ จ่ายค่าเบี้ย 2 ดอลลาร์ คุณจะอยู่ในสถานะ มีกำไรในสัญญา (in the money) เมื่อราคาหุ้นสูงกว่า 52 ดอลลาร์ โดยกำไรสูงสุดของฝั่งซื้อคอล ไม่มีเพดานแน่นอน เพราะราคาหุ้นสามารถขึ้นต่อได้

พุทออปชัน (Put) ให้สิทธิขายที่ ราคาใช้สิทธิ จะเริ่มคุ้มเมื่อ ราคาหุ้น ต่ำกว่า ราคาใช้สิทธิ หักด้วยค่าเบี้ยประกัน (กรณีผู้ซื้อพุทคือหักด้วย ค่าเบี้ยที่จ่าย; กรณีผู้ขายพุทคือพิจารณา ค่าเบี้ยที่ได้รับ)

ออปชันตั้งราคาอย่างไร: มูลค่าแท้จริงและมูลค่าเวลา

มูลค่าแท้จริง (Intrinsic Value)

มูลค่าแท้จริง คือ “มูลค่าเมื่อใช้สิทธิทันที” สำหรับ คอล คำนวณจาก ราคาปัจจุบัน ของ สินทรัพย์อ้างอิง ลบด้วย ราคาใช้สิทธิ (ถ้าได้ผลลัพธ์เป็นบวก) ถ้ามีมูลค่าแท้จริง แปลว่าออปชันอยู่ในสถานะ มีกำไรในสัญญา (in the money)

ออปชันที่ ยังไม่มีกำไรในสัญญา (out of the money) จะมีมูลค่าแท้จริงเป็นศูนย์ เพราะถ้าใช้สิทธิจะไม่คุ้มเมื่อเทียบกับการซื้อขายที่ ราคาตลาดปัจจุบัน มูลค่าของออปชันกลุ่มนี้จึงมาจาก มูลค่าเวลา และโอกาสที่ ราคาสินทรัพย์อ้างอิง จะเคลื่อนไหวไปทางที่ได้เปรียบ

บทบาทของมูลค่าเวลา (Time Value)

มูลค่าเวลา คือส่วนเพิ่มของค่าเบี้ยประกันที่คนยอมจ่าย เพราะยังมีเวลาให้ออปชัน “มีโอกาส” มีมูลค่าเพิ่มก่อนหมดอายุ มูลค่าเวลาจะลดลงเมื่อเข้าใกล้วันหมดอายุ เรียกว่า มูลค่าลดลงตามกาลเวลา (time decay)

ปัจจัยที่กระทบ มูลค่าเวลา ได้แก่

  • เวลาที่เหลือจนถึง วันหมดอายุ
  • ความผันผวน (volatility) ของสินทรัพย์อ้างอิง คือระดับการขึ้นลงของราคา
  • อัตราดอกเบี้ย
  • การคาดการณ์เงินปันผล

ออปชันที่เหลือเวลานานมักมีค่าเบี้ยสูงกว่า เพราะ มูลค่าเวลา สูงกว่า

กลยุทธ์ออปชันยอดนิยม

Covered Call: สร้างรายได้จากหุ้นที่ถืออยู่

Covered call คือการ “ถือหุ้นอ้างอิง” พร้อมกับ “ขายคอลออปชัน” คร่อมหุ้นชุดนั้น เพื่อรับ ค่าเบี้ยประกันที่ได้รับ (premium received) เป็นรายได้ โดยยังคงเป็น สถานะถือฝั่งซื้อ (long position) ในหุ้นอยู่ (คือยังถือหุ้น)

ตัวอย่าง: คุณมีหุ้น 100 หุ้น ราคา 100 ดอลลาร์ คุณขายคอลราคาใช้สิทธิ 105 ดอลลาร์ คุณจะได้ค่าเบี้ยประกัน หากถึงวันหมดอายุแล้วราคาหุ้นยังต่ำกว่า 105 ดอลลาร์ คุณได้ทั้งค่าเบี้ยและยังถือหุ้นต่อ

ข้อดีของ Covered Call:

  • มีรายได้สม่ำเสมอจากค่าเบี้ย
  • ลดความผันผวนของพอร์ตได้บางส่วน
  • กันขาลงได้เท่ากับ ค่าเบี้ยที่ได้รับ

ความเสี่ยงที่ต้องรู้:

  • กำไรฝั่งขึ้นถูก จำกัด หาก ราคาหุ้นพุ่งแรง
  • อาจถูกใช้สิทธิให้ ขายหุ้น ที่ ราคาใช้สิทธิ

Long Call: เพิ่มโอกาสทำกำไรจากตลาดขาขึ้นด้วยเงินน้อยกว่า

Long call คือการซื้อ คอลออปชัน เพื่อได้ประโยชน์จาก ราคาหุ้นขาขึ้น โดยไม่ต้องใช้เงินเท่าการซื้อหุ้นจริง กลยุทธ์นี้ให้ อำนาจทวีคูณ (leverage) คือใช้เงินน้อยแต่ควบคุมมูลค่าหุ้นได้มากขึ้น และความเสี่ยงของฝั่งซื้อ จำกัดที่ค่าเบี้ย ที่จ่าย

แนวคิดคือคุณคาดว่า ราคาสินทรัพย์อ้างอิง จะสูงกว่า ราคาใช้สิทธิ รวม ค่าเบี้ยที่จ่าย ก่อน สัญญาหมดอายุ

เงื่อนไขกำไร/ขาดทุนของ Long Call:

  • ราคาหุ้น > ราคาใช้สิทธิ + ค่าเบี้ย = กำไร
  • ราคาหุ้น = ราคาใช้สิทธิ + ค่าเบี้ย = คุ้มทุน (Breakeven)
  • ราคาหุ้น < ราคาใช้สิทธิ = ขาดทุน จำกัดที่ค่าเบี้ย

พุทออปชันเพื่อปกป้องพอร์ต

พุทไม่ได้มีไว้ทำกำไรจากการ “ขายออปชัน” เท่านั้น การ ซื้อพุท ใช้เหมือนประกันพอร์ตสำหรับ สถานะถือหุ้น เมื่อช่วงตลาดลงและ สินทรัพย์อ้างอิง มูลค่าลดลง

ผู้ถือสัญญา (option holder) ของพุทมีสิทธิขายที่ ราคาใช้สิทธิ ไม่ว่าราคาตลาดจะลงไปเท่าไร จึงช่วย “ล็อก” ระดับขาดทุนไว้บางส่วน ขณะเดียวกันยังได้ประโยชน์หากหุ้นขึ้น (เพราะยังถือหุ้นอยู่)

แนวคิดออปชันขั้นสูง

ออปชันแบบยุโรป vs แบบอเมริกัน

ออปชันแบบยุโรป (European style) ใช้สิทธิได้เฉพาะ วันหมดอายุ ส่วน แบบอเมริกัน (American style) ใช้สิทธิได้ทุกวันก่อนหมดอายุ ออปชันหุ้นในตลาดอเมริกาเหนือส่วนใหญ่เป็นแบบอเมริกัน จึงยืดหยุ่นกว่า

ออปชันแบบยุโรป พบได้บ่อยใน ออปชันดัชนี (index options) และ ETF บางประเภท ข้อจำกัดเรื่องการใช้สิทธิทำให้การ ตั้งราคาออปชัน (options pricing) ต่างกัน เพราะแบบอเมริกันมีโอกาสใช้สิทธิก่อนกำหนด

กรีกของออปชัน (Options Greeks) คืออะไร

นักเทรดมืออาชีพใช้ “กรีก” เพื่อวัดความเสี่ยงที่กระทบราคาออปชัน

Delta: วัดการเปลี่ยนแปลงราคาออปชันเมื่อ ราคาอ้างอิง เปลี่ยน Gamma: วัดว่าเดลต้าเปลี่ยนเร็วแค่ไหนเมื่อราคาหุ้นขยับ Theta: วัดการลดลงของ มูลค่าเวลา ต่อเวลา Vega: วัดความไวต่อการเปลี่ยนแปลงของ ความผันผวน

ตัวชี้วัดเหล่านี้ช่วยวาง กลยุทธ์ออปชัน และบริหารความเสี่ยงของหลาย สถานะออปชัน (option positions) ได้ดีขึ้น

การบริหารความเสี่ยงในการเทรดออปชัน

ทำความเข้าใจกรณีขาดทุนสูงสุด

ข้อดีของ การซื้อออปชัน คือความเสี่ยงมัก จำกัดที่ค่าเบี้ย ที่จ่ายล่วงหน้า แต่ การขายออปชัน อาจทำให้ขาดทุนมากกว่า และบางกลยุทธ์อาจขาดทุนได้ “ไม่มีเพดานแน่นอน”

ผู้เขียนสัญญา (option writers) หรือผู้ขาย มีความเสี่ยงต่างกัน เช่น

  • ผู้ขาย covered call เสี่ยงพลาดกำไรหากหุ้นขึ้นแรง
  • ผู้ขายคอลแบบไม่มีหุ้นค้ำ (naked call) อาจขาดทุนได้ ไม่มีเพดานแน่นอน
  • ผู้ขายพุทเสี่ยงขาดทุนหนักหาก สินทรัพย์อ้างอิง ร่วงแรง

ขนาดการลงทุนและการจัดสรรพอร์ต

นักเทรดมืออาชีพมักเริ่มจัดสรรเงินเพียง 2-5% ของพอร์ตให้กับ ออปชัน เพื่อเรียนรู้โดยยังรักษาเงินต้นสำหรับการลงทุนอื่น

แนวทางบริหารความเสี่ยง:

  • อย่าเสี่ยงเกินกว่าที่รับการขาดทุนได้
  • กระจายไปหลาย สินทรัพย์อ้างอิง
  • กำหนดจุดตัดขาดทุน (stop-loss) สำหรับ กลยุทธ์ออปชัน
  • ติดตาม มูลค่าเวลา ที่ลดลงอย่างใกล้ชิด

เมื่อไรและทำไมควรเทรดออปชัน

สภาพตลาดที่เหมาะกับกลยุทธ์ออปชัน

ทำไมต้องเทรดออปชัน? ขึ้นอยู่กับมุมมองตลาดและเป้าหมายของคุณ โดยออปชันมักเหมาะในสถานการณ์เหล่านี้

ตลาดผันผวนสูง: ค่าเบี้ยออปชันมักสูงขึ้น เอื้อผู้ขายออปชัน ตลาดแกว่งในกรอบ: covered call และพุทแบบมีเงินค้ำ (cash-secured put) ใช้ได้ดี ตลาดมีเทรนด์ชัด: กลยุทธ์ตามทิศทาง เช่น long call หรือซื้อพุทคุ้มครองพอร์ต

ออปชันเป็นเครื่องมือเสริมพอร์ต

นักลงทุนจำนวนมากใช้ออปชันเพื่อ “เสริม” พอร์ตหุ้นเดิม เช่น ขาย covered call กับหุ้นปันผล หรือซื้อพุทเพื่อคุ้มครองช่วงตลาดไม่แน่นอน

แนวทางการนำไปใช้:

  • ใช้ออปชันเพื่อ สร้างรายได้ จากหุ้นที่ราคาไม่ค่อยไปไหน
  • ป้องกันความเสี่ยงพอร์ตด้วยการซื้อพุท
  • สร้างสถานะเลียนแบบ (synthetic positions) คือทำให้ผลลัพธ์คล้ายถือหุ้น/ขายหุ้น แต่ใช้เงินน้อยกว่า

เริ่มต้นเทรดออปชันครั้งแรก

เลือกโบรกเกอร์และแพลตฟอร์มให้เหมาะ

การเทรดออปชันให้ได้ผล เริ่มจากเลือกโบรกเกอร์ที่ค่าธรรมเนียมเหมาะสม มีเครื่องมือวิเคราะห์ และมี สื่อการเรียนรู้ VT Markets ให้บริการแพลตฟอร์มเทรดเพื่อเข้าถึงตลาดออปชันต่างประเทศ

ฟีเจอร์สำคัญที่ควรมี:

  • ข้อมูล ราคาออปชัน แบบเรียลไทม์
  • เครื่องมือจำลองกลยุทธ์ และเครื่องคิดความเสี่ยง
  • บัญชีทดลอง (paper trading) สำหรับฝึกโดยไม่ใช้เงินจริง
  • แอปเทรดบนมือถือ

Paper Trading: ฝึกก่อนใช้เงินจริง

ก่อนเสี่ยงเงินจริง ควรฝึก paper trading คือการเทรดแบบจำลอง เพื่อเข้าใจว่า มูลค่าแท้จริง, มูลค่าเวลา และความผันผวน กระทบสถานะอย่างไร โดยไม่เสียเงินจริง

นักเทรดจำนวนมากแนะนำให้ฝึกอย่างน้อย 3-6 เดือน เพื่อเห็นผลของสภาพตลาดที่ต่างกันต่อ สัญญาออปชัน

ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยในการเทรดออปชัน

การบริหารเวลาและวันหมดอายุ

มือใหม่จำนวนมากสนใจแต่ “ทิศทาง” ของราคา แต่ละเลย “เวลา” แม้คุณทายทิศทางของหุ้นถูก แต่ถ้าจังหวะไม่ดี ออปชันอาจ หมดอายุจนไม่มีมูลค่า (expire worthless) ได้ วันหมดอายุทำให้ต้องตัดสินใจเร็วกว่าเทรดหุ้นทั่วไป

เรื่องเวลาที่ควรใส่ใจ:

  • หลีกเลี่ยงการ ซื้อออปชัน ที่เหลือเวลาน้อยกว่า 30 วัน
  • คิดเรื่อง มูลค่าเวลา ที่ลดลงก่อนวางแผนเทรด
  • พิจารณา “ย้ายเดือน” (rolling) คือปิดสัญญาเดิมแล้วเปิดสัญญาใหม่เพื่อขยายเวลา ก่อนจะ หมดอายุจนไม่มีมูลค่า

ใช้เลเวอเรจมากเกินไป

เลเวอเรจ ในออปชันช่วยให้ควบคุมมูลค่าหุ้นได้มากด้วยเงินน้อย แต่ก็ทำให้ผลลัพธ์ “ขยาย” ทั้งกำไรและขาดทุน หาก ราคาสินทรัพย์อ้างอิง ขยับสวนทางเพียงเล็กน้อยก็อาจขาดทุนมากได้

ภาษีสำหรับผู้เทรดออปชันในแคนาดา

กำไรจากการขายสินทรัพย์ (Capital Gains) vs รายได้จากการทำธุรกิจ (Business Income)

หน่วยงานภาษีแคนาดา (CRA) แยกการเสียภาษีกำไรจากออปชันตามความถี่และเจตนา หากเทรดเป็นครั้งคราวมักเข้าข่ายกำไรจากการขายสินทรัพย์ (เสียภาษี 50% ของกำไร) แต่หากเทรดถี่อาจถูกมองเป็นรายได้จากการทำธุรกิจ (เสียภาษีเต็ม 100% ของกำไร)

ปัจจัยที่มีผลต่อการตีความภาษี:

  • ความถี่ในการทำรายการ
  • ระยะเวลาถือสถานะ
  • ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการเทรด
  • รายได้หลักมาจากอะไร

การเก็บบันทึกข้อมูล

ควรเก็บข้อมูลให้ละเอียดเพื่อความถูกต้องด้านภาษีและประเมินผลการเทรด เช่น ค่าเบี้ยที่จ่าย, ค่าเบี้ยที่ได้รับ, การตัดสินใจใช้สิทธิ และ วันหมดอายุ ของทุก สัญญาออปชัน

กลยุทธ์ออปชันขั้นสูง

สเปรด (Spreads) และการผสมกลยุทธ์

เมื่อเข้าใจพื้นฐาน คอลและพุท แล้ว หลายคนจะต่อยอดเป็น สเปรด (spreads) คือกลยุทธ์ที่ใช้หลาย สัญญาออปชัน บน สินทรัพย์อ้างอิงเดียวกัน เพื่อ จำกัดความเสี่ยง และลดต้นทุนค่าเบี้ยบางส่วน

ตัวอย่างสเปรดยอดนิยม:

  • Bull call spread สำหรับมุมมองขึ้นแบบไม่รุนแรง
  • Iron condor สำหรับตลาดแกว่งในกรอบ
  • Calendar spread เพื่อใช้ประโยชน์จาก มูลค่าเวลา ที่ลดลง

ออปชันดัชนีและการเทรด ETF

ออปชันดัชนี ช่วยให้เทรดภาพรวมตลาดโดยไม่ต้องเลือกหุ้นรายตัว สัญญาหลายประเภทชำระด้วยเงินสด (cash-settled) คือจ่ายกำไร/ขาดทุนเป็นเงิน และมักเป็น แบบยุโรป คือใช้สิทธิได้เมื่อหมดอายุเท่านั้น

อนาคตของการเทรดออปชันในแคนาดา

เทคโนโลยีและการเข้าถึง

เทคโนโลยีทำให้การเทรด ออปชัน เข้าถึงง่ายขึ้น เช่น การใช้ปัญญาประดิษฐ์ช่วยคัดเลือก ราคาใช้สิทธิ และ วันหมดอายุ ที่เหมาะสม และแอปมือถือช่วยให้เทรดได้ทุกที่

International Securities Exchange และตลาดอื่น ๆ มีสินค้าใหม่ เช่น ออปชันรายสัปดาห์ และสัญญาขนาดเล็กลง ทำให้ออปชันยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับรายย่อย

พัฒนาการด้านกำกับดูแล

หน่วยงานกำกับดูแลในแคนาดาปรับกติกาดูแลตลาดออปชันต่อเนื่อง เพื่อคุ้มครองผู้ลงทุนและให้ตลาดทำงานมีประสิทธิภาพ โดยเน้นความโปร่งใสของ การตั้งราคาออปชัน และการมี สื่อการเรียนรู้ ที่เพียงพอสำหรับนักลงทุนรายย่อย

การวางแผนเทรดออปชัน

ตั้งความคาดหวังให้เป็นจริง

การเทรด ออปชัน ต้องยอมรับทั้งโอกาสและความเสี่ยง กลยุทธ์ออปชันช่วยเพิ่มประสิทธิภาพพอร์ตได้ แต่ไม่ใช่เครื่องทำกำไรแน่นอน ผลลัพธ์ขึ้นกับสภาพตลาด จังหวะ และการทำคำสั่งซื้อขาย

ตัวชี้วัดผลตอบแทนที่ใช้เทียบ:

  • นักเทรดออปชันมืออาชีพมักตั้งเป้า 10-15% ต่อปี
  • เน้นความสม่ำเสมอมากกว่าหวังดีลใหญ่ครั้งเดียว
  • คาดหวังว่าดีลที่กำไรอาจอยู่ราว 40-60%

เรียนรู้ต่อเนื่องและปรับตัว

ตลาดออปชันเปลี่ยนตลอด จึงต้องเรียนรู้และปรับกลยุทธ์สม่ำเสมอ ติดตามกลยุทธ์ใหม่ สภาพตลาด และกติกาที่เกี่ยวข้อง

คำถามที่พบบ่อย

ต้องใช้เงินขั้นต่ำเท่าไรในการเริ่มเทรดออปชันในแคนาดา?

โบรกเกอร์จำนวนมากกำหนดเงินขั้นต่ำในบัญชีราว 2,000-5,000 ดอลลาร์เพื่ออนุมัติสิทธิเทรด ออปชัน แต่คุณเริ่มด้วยขนาดสถานะเล็กได้ สัญญาออปชัน 1 สัญญาอาจมีค่าเบี้ยเพียง 50-100 ดอลลาร์ อย่างไรก็ดีควรเริ่มจากบัญชีทดลองก่อน

จะรู้ได้อย่างไรว่าออปชันมีราคายุติธรรมหรือไม่?

การตั้งราคาออปชัน ขึ้นกับ มูลค่าแท้จริง, มูลค่าเวลา, ความผันผวน และดอกเบี้ย คุณสามารถเทียบ ค่าเบี้ย กับ “มูลค่าที่ควรเป็นตามแบบจำลอง” (pricing models คือสูตรคำนวณมูลค่า) แต่ราคาตลาดจริงอาจสูง/ต่ำกว่าได้ตามอุปสงค์–อุปทาน

ถ้าซื้อออปชัน มีโอกาสขาดทุนเกินค่าเบี้ยหรือไม่?

หากคุณ “ซื้อ” คอล หรือ พุท ขาดทุนสูงสุดจะ จำกัดที่ค่าเบี้ย ที่จ่ายล่วงหน้า นี่เป็นข้อดีสำคัญเมื่อเทียบกับ “ขายออปชัน” ที่ความเสียหายอาจมากกว่า

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code