ดัชนีในการเทรด เช่น S&P 500 หรือ Dow Jones ใช้ติดตามผลงานของ “กลุ่มหุ้น” เพื่อดูภาพรวมตลาดหรือกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งๆ ดัชนีช่วยให้นักเทรดประเมินภาวะตลาดและตัดสินใจลงทุนได้รอบคอบมากขึ้น คู่มือนี้อธิบายว่า “ดัชนี” ในการเทรดคืออะไร มีกี่ประเภท และมีบทบาทสำคัญต่อการวางกลยุทธ์เทรดอย่างไร
ประเด็นสำคัญ
- ดัชนีตลาดหุ้นช่วยสะท้อนภาพรวมตลาดและภาวะเศรษฐกิจ โดยติดตามราคาหุ้นเป็นกลุ่มตามเกณฑ์ เช่น มูลค่าตลาด (มูลค่ารวมของบริษัทในตลาดหุ้น) และกลุ่มอุตสาหกรรม
- ดัชนีหลักแบ่งได้ 3 แบบ: ดัชนีระดับประเทศ ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม และดัชนีระดับโลก เพื่อให้นักเทรดเลือกใช้ให้เหมาะกับแผนการเทรด
- การเทรดดัชนีมีข้อดี เช่น กระจายความเสี่ยง เข้าถึงการเคลื่อนไหวของตลาดภาพรวมด้วยเงินลงทุนน้อยกว่า และสามารถใช้เครื่องมือการเงิน เช่น CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง) เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุนได้
ทำความเข้าใจดัชนีตลาดหุ้น

ดัชนีตลาดหุ้นคือ “ค่าทางสถิติรวม” ที่ใช้วัดมูลค่าหรือผลงานของตลาดหุ้นบางส่วน เปรียบเหมือนภาพถ่ายที่สรุปผลการเคลื่อนไหวของหุ้นเป็นกลุ่ม โดยคัดเลือกตามเกณฑ์ เช่น มูลค่าตลาด (Market capitalization: ราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้นทั้งหมด), กลุ่มอุตสาหกรรม หรือสภาพคล่อง (Liquidity: ความง่ายในการซื้อขาย) เมื่อคุณได้ยินชื่อ Dow Jones Industrial Average หรือ S&P 500 นั่นคือดัชนีที่ติดตามผลงานของหุ้นขนาดใหญ่บนตลาดหลัก
ดัชนีมักถูกใช้เป็น “ตัวชี้วัดอ้างอิง” (Benchmark: มาตรฐานเพื่อเทียบผลงาน) เพื่อสะท้อนภาวะเศรษฐกิจและความแข็งแรงของตลาด ตัวอย่างเช่น เมื่อหุ้นที่อยู่ในดัชนีปรับขึ้น ค่าในดัชนีก็มักเพิ่มขึ้น สะท้อนมุมมองเชิงบวกของตลาด
การเทรดดัชนีคือการดูและเก็งกำไรจากการขึ้นลงของ “ค่าดัชนี” ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ย/ภาพรวมของหุ้นกลุ่มหนึ่ง จึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการอ่านแนวโน้มตลาดและตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะการเทรดออปชัน (Options: สัญญาที่ให้สิทธิ์ซื้อ/ขายในอนาคต แต่ไม่บังคับต้องทำ)
ประเภทของดัชนี
ดัชนีตลาดหุ้นแบ่งกว้างๆ ได้ 3 ประเภท: ดัชนีระดับประเทศ ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม และดัชนีระดับโลก แต่ละแบบให้มุมมองตลาดต่างกัน
การเข้าใจหมวดหมู่เหล่านี้ช่วยให้นักเทรดวางแผนได้เหมาะกับสภาวะตลาด
ดัชนีระดับประเทศ
ดัชนีระดับประเทศวัดผลงานของบริษัทที่คัดเลือกภายในประเทศนั้นๆ มักประกอบด้วยหุ้นใหญ่จากตลาดหลัก เช่น Dow Jones Industrial Average และ S&P 500 ของสหรัฐฯ ดัชนีเหล่านี้ถูกติดตามอย่างใกล้ชิดเพราะสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจของประเทศ
ดัชนีระดับประเทศมักใช้การให้น้ำหนัก 2 แบบ: แบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคา และแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด แบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคา (Price-weighted: หุ้นราคาสูงมีผลต่อดัชนีมากกว่า) เช่น Dow Jones ทำให้หุ้นที่ “ราคาแพง” กระทบดัชนีมาก
ส่วนแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (Market cap-weighted: บริษัทมูลค่าตลาดใหญ่มีผลมากกว่า) เช่น S&P 500 จะให้น้ำหนักบริษัทใหญ่ตามมูลค่ารวมของบริษัท การรู้วิธีให้น้ำหนักช่วยให้อ่านการเคลื่อนไหวของดัชนีได้แม่นขึ้น
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรม
ดัชนีกลุ่มอุตสาหกรรมเน้นเฉพาะภาคเศรษฐกิจ เช่น เทคโนโลยี สุขภาพ การเงิน เหมาะกับนักเทรดที่ต้องการเล่น “ธีม” ของอุตสาหกรรมโดยไม่ต้องวิเคราะห์หุ้นรายตัวทุกตัว เช่น หากมองว่าเทคโนโลยีกำลังโต สามารถเทรดดัชนีที่รวมบริษัทเทคโนโลยีเพื่อรับผลกระทบทั้งกลุ่ม
ตัวอย่างที่พบได้บ่อย เช่น ดัชนีที่อิง US 500, UK 100 และ Germany 40 ซึ่งช่วยให้เห็นแนวโน้มเฉพาะกลุ่ม/ตลาด และลดความเสี่ยงจากการถือหุ้นตัวเดียว
ดัชนีระดับโลก
ดัชนีระดับโลกครอบคลุมบริษัทจากหลายประเทศ ช่วยให้เห็นทิศทางตลาดต่างประเทศ เหมาะกับผู้ที่ต้องการกระจายการลงทุนข้ามภูมิภาคเพื่อลดความเสี่ยง
ดัชนีระดับโลกที่มีการซื้อขายมาก ได้แก่:
- S&P 500
- NASDAQ-100
- FTSE 100
- DAX 40
- Nikkei 225
ดัชนีเหล่านี้เป็นที่นิยมเพราะสภาพคล่องสูง (ซื้อขายง่าย) และความผันผวน (Volatility: ราคาขึ้นลงแรง) ที่เอื้อต่อการเทรด
การเทรดดัชนีโลกทำให้นักลงทุนมีส่วนร่วมกับแนวโน้มเศรษฐกิจโลก จึงเป็นเครื่องมือสำคัญของนักเทรด
ดัชนีตลาดหุ้นคำนวณอย่างไร?
การคำนวณดัชนีมักใช้ 2 วิธีหลัก: แบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคา และแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด แบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคา จะรวมราคาหุ้นทั้งหมดแล้วหารด้วย “ตัวหาร” (Divisor: ค่าที่ใช้ปรับให้ดัชนีต่อเนื่อง) ซึ่งจะถูกปรับเมื่อมีเหตุการณ์บริษัท เช่น แตกพาร์ (Stock split: เพิ่มจำนวนหุ้นแต่ลดราคาต่อหุ้น เพื่อให้มูลค่ารวมไม่เปลี่ยน) หรือจ่ายปันผล (Dividends: เงินที่บริษัทจ่ายให้ผู้ถือหุ้น) วิธีนี้ทำให้หุ้นราคาแพงมีอิทธิพลต่อดัชนีมาก
ส่วนแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด จะรวมมูลค่าตลาดของหุ้นทุกตัวในดัชนีแล้วหารด้วยค่าฐาน วิธีนี้ทำให้บริษัทใหญ่มีอิทธิพลมากกว่า สะท้อนภาพรวมตลาดได้สมเหตุสมผลขึ้น
การเข้าใจวิธีคำนวณช่วยให้ตีความค่าดัชนีและตัดสินใจเทรดได้ดีขึ้น
ทำไมต้องเทรดดัชนี?

ข้อดีของการเทรดดัชนี ได้แก่:
- กระจายความเสี่ยง เพราะได้ลงทุนในหุ้นเป็นกลุ่ม ลดความเสี่ยงเฉพาะบริษัท
- มีโอกาสได้ผลตอบแทนที่ดี เพราะกองทุนดัชนีหลายครั้งทำผลงานชนะกองทุนที่มีผู้จัดการกองทุนคัดหุ้น (Active fund: กองทุนที่พยายาม “ชนะตลาด” ด้วยการเลือกหุ้น)
- เข้าถึงการขึ้นลงของตลาดภาพรวมด้วยเงินน้อยกว่า การซื้อหุ้นรายตัวหลายตัว
อีกข้อดีคือสามารถใช้เครื่องมืออนุพันธ์ (Derivatives: สัญญาที่ราคาอิงสินทรัพย์อื่น) เช่น ฟิวเจอร์ส (Futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีข้อผูกมัด), ออปชัน และ CFD (Contracts for Difference: สัญญาซื้อขายส่วนต่าง เก็งกำไรจากส่วนต่างราคา ไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง) เครื่องมือเหล่านี้ช่วยเพิ่มขนาดการลงทุนด้วยเงินตั้งต้นน้อยกว่า เช่น CFD บนดัชนีช่วยให้เทรดได้หลายตลาดและปรับตัวตามข่าวนอกประเทศได้
วิธีเทรดดัชนี
การเทรดดัชนีคือการเก็งกำไรจากการขึ้นลงของดัชนี โดยไม่ต้องถือหุ้นจริง นักลงทุนรายย่อยสามารถใช้อนุพันธ์ เช่น ฟิวเจอร์ส ออปชัน และ CFD เพื่อเปิดสถานะ “ซื้อ” (Long: คาดว่าราคาขึ้น) หรือ “ขาย” (Short: คาดว่าราคาลง) เช่น หากคาดว่า US 500 จะขึ้น สามารถเปิด Long ผ่าน CFD หากคาดว่าจะลง ก็เปิด Short
ต้นทุนหลักของการเทรดดัชนีคือ “สเปรด” (Spread: ส่วนต่างระหว่างราคาซื้อกับราคาขาย) โบรกเกอร์บางรายให้เทรดนอกเวลาตลาดผ่าน CFD ทำให้ตอบสนองข่าวได้เร็วขึ้น
CFD บนดัชนี
CFD เป็นอนุพันธ์ที่นิยมในการเทรดดัชนี เพราะใช้เลเวอเรจสูง (Leverage: การใช้เงินประกันก้อนเล็กเพื่อควบคุมมูลค่าการเทรดก้อนใหญ่) และมีความยืดหยุ่น CFD ทำให้เก็งกำไรดัชนีได้โดยไม่ต้องถือดัชนีจริง และอาจทำกำไรจากการขยับราคาเล็กๆ ด้วยเงินตั้งต้นต่ำ
CFD เทรดด้วย “มาร์จิ้น” (Margin: เงินประกัน) โดยบางกรณีใช้มาร์จิ้นตั้งต้น (Initial margin: เงินก้อนแรกที่ต้องวางเพื่อเปิดสถานะ) ต่ำ เช่น 5% ตัวอย่างเช่น เทรด CFD ของ Germany 40 หากราคาลดลง 40 จุด การเคลื่อนไหวนี้อาจแปลเป็นกำไร €400 (ขึ้นกับขนาดสัญญา) เลเวอเรจทำให้กำไรและขาดทุนขยายได้ จึงต้องกำหนดจุดตัดขาดทุนและบริหารความเสี่ยง
ปัจจัยที่ทำให้ดัชนีขึ้นลง
ปัจจัยสำคัญ ได้แก่ ข้อมูลเศรษฐกิจ การตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย และเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics: เหตุการณ์การเมืองระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจ) การเปลี่ยนดอกเบี้ยส่งผลต่อต้นทุนกู้ยืมของธุรกิจและกำไรบริษัท เช่น ดอกเบี้ยขึ้นอาจทำให้ต้นทุนเพิ่ม กำไรลด ราคาหุ้นกดดัน
เหตุการณ์อย่างความขัดแย้งหรือสงครามการค้าเพิ่มความไม่แน่นอน ทำให้ราคาผันผวน ข่าวเศรษฐกิจ เช่น GDP (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ: มูลค่าการผลิตของประเทศ) และตัวเลขจ้างงาน ก็ทำให้ดัชนีแกว่งแรงได้ การเข้าใจปัจจัยเหล่านี้ช่วยคาดทิศทางและวางแผนเทรด
กลยุทธ์เทรดดัชนี
กลยุทธ์ที่นิยมมีหลายแบบ เช่น เทรดตามโมเมนตัม (Momentum: เทรดตามแรงส่งของราคา), เทรดในกรอบ (Range: ราคาแกว่งในช่วงเดิม), และเทรดตามแนวโน้ม (Trend-following: ตามทิศทางหลัก) โดยมักผสมเครื่องมือเทคนิค (Technical indicators: ตัวชี้วัดจากกราฟราคา) กับปัจจัยพื้นฐาน (Fundamental analysis: วิเคราะห์เศรษฐกิจ/ผลประกอบการ)
ส่วนนี้จะกล่าวถึง 3 กลยุทธ์หลัก: เทรดตามแนวโน้ม สวิงเทรด และสเกลปิ้ง
เทรดตามแนวโน้ม (Trend Following)
เทรดตามแนวโน้มคือการทำกำไรจากทิศทางหลักของตลาด (ขาขึ้น/ขาลง) นักเทรดมักใช้ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ (Moving average: เส้นค่าเฉลี่ยราคาในช่วงเวลา) เพื่อดูทิศทางและหาจุดเข้าออกตามแรงของราคา
ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ช่วยทำให้ข้อมูลราคาดูเรียบขึ้นและเห็นแนวโน้มชัดขึ้น กลยุทธ์นี้เหมาะกับตลาดที่มีแนวโน้มชัดและต่อเนื่อง
สวิงเทรด (Swing Trading)
สวิงเทรดในดัชนีคือการเก็งกำไรจากรอบการขึ้นลงที่กินเวลาหลายวันถึงหลายสัปดาห์ มักเปิดสถานะเมื่อเห็นสัญญาณกลับตัวจากจุดต่ำของรอบ (Swing low: จุดต่ำของรอบแกว่ง) เพื่อหวังการปรับขึ้น โดยใช้เครื่องมือวิเคราะห์กราฟช่วยหาจุดกลับตัว
สวิงเทรดเน้นช่วงสั้นถึงกลาง จึงไม่จำเป็นต้องเฝ้าหน้าจอตลอดเวลา
สเกลปิ้ง (Scalping)
สเกลปิ้งคือการเทรดระยะสั้นมากเพื่อเก็บกำไรจากการขยับราคาทีละเล็กน้อย จุดสำคัญของสเกลปิ้ง:
- มักใช้กับดัชนีที่สภาพคล่องสูง เช่น US 500 หรือ Germany 40
- ทำหลายดีลในวันเดียว
- สะสมกำไรจากการแกว่งเล็กๆ ให้รวมเป็นก้อน
ความเสี่ยงและความท้าทายในการเทรดดัชนี

การเทรดดัชนีอาจขาดทุนมากจาก:
- ราคาเคลื่อนไหวเร็ว
- อารมณ์ตลาด (Market sentiment: ความรู้สึกโดยรวมของนักลงทุน) ที่ทำให้ผันผวนและกระทบผลลัพธ์
- ข่าวเศรษฐกิจที่ทำให้ผันผวนฉับพลัน
- เลเวอเรจสูง ที่เพิ่มโอกาสกำไรแต่ทำให้ขาดทุนหนักได้
ผู้เทรดต้องบริหารสถานะเพื่อหลีกเลี่ยง “มาร์จิ้นคอล” (Margin call: โบรกเกอร์เรียกเติมเงินประกันเมื่อขาดทุนจนเงินประกันต่ำ) ในตลาดผันผวน ดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคาอาจเอนเอียงไปตามหุ้นราคาแพง แม้บริษัทไม่ได้ใหญ่ ส่วนดัชนีแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาดอาจถูกครอบงำด้วยบริษัทไม่กี่ราย ทำให้กระจายความเสี่ยงได้น้อยลง
การใช้ออปชันบนดัชนี (Index options: ออปชันที่อ้างอิงดัชนี) ช่วยลดความเสี่ยงได้ โดยทำหน้าที่เป็นการป้องกันพอร์ตเมื่อ市场ปรับลง (Hedge: การป้องกันความเสี่ยง)
ดัชนีสำคัญที่ควรติดตาม

ดัชนีหุ้นสำคัญของโลก เช่น:
- Dow Jones
- Nasdaq 100
- S&P 500
- Nikkei 225
- FTSE 100
- DAX 40
- CAC 40
- Euro STOXX 50
- Hang Seng
- ASX 200
ดัชนีเหล่านี้เป็นตัวชี้วัดสำคัญของภาวะตลาดและมุมมองนักลงทุนทั่วโลก เช่น Dow Jones Industrial Average รวมบริษัทขนาดใหญ่ 30 แห่งในสหรัฐฯ จึงมักถูกใช้เป็นสัญญาณของตลาดหุ้นสหรัฐฯ
การเข้าใจดัชนีหลักช่วยให้เห็นแนวโน้มและหาโอกาสในการเทรดได้ดีขึ้น
เวลาซื้อขายของดัชนีหลัก
ตลาดหุ้นทั่วโลกส่วนใหญ่เปิดทำการตามเวลาทำการท้องถิ่น วันจันทร์ถึงศุกร์ เช่น ตลาดหลักทรัพย์นิวยอร์ก (NYSE) และ Nasdaq เปิด 09:30–16:00 น. ตามเวลาเขตตะวันออกของสหรัฐฯ การรู้เวลาเปิดปิดช่วยให้วางแผนเทรดและตอบสนองเหตุการณ์ได้ทัน
อย่างไรก็ตาม เวลาซื้อขายต่างกันตามภูมิภาค เช่น ตลาดหุ้นซาอุดีอาระเบียเปิดอาทิตย์ถึงพฤหัสบดี ขณะที่บางตลาดอย่างเซี่ยงไฮ้และโตเกียวมีพักกลางวัน
การรู้เวลาทำการของตลาดหลักช่วยให้ซิงก์กลยุทธ์กับช่วงที่ตลาดคึกคักและสภาพคล่องสูง
เลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะกับการเทรดดัชนี

การเลือกโบรกเกอร์เป็นขั้นตอนสำคัญ ควรพิจารณาเป้าหมายลงทุน ระดับความเสี่ยงที่รับได้ และสไตล์การเทรด ควรเปรียบเทียบค่าธรรมเนียม เช่น ค่าคอมมิชชั่น (Commission: ค่าบริการต่อการซื้อขาย) และค่าดูแลบัญชี เพราะค่าธรรมเนียมสูงทำให้กำไรลดลง
อีกด้านคือความใช้งานง่ายของแพลตฟอร์มและเครื่องมือข้อมูล/บทวิเคราะห์ เพราะช่วยตัดสินใจและส่งคำสั่งได้เร็ว
คุณภาพการบริการลูกค้าก็สำคัญ เพราะมีผลต่อการแก้ปัญหาให้ทันระหว่างเทรด ควรเลือกโบรกเกอร์ที่ติดต่อได้ง่ายและตอบสนองเร็ว
บริหารพอร์ตด้วยดัชนี
การนำดัชนีเข้าไปอยู่ในแผนบริหารพอร์ตช่วยให้ผลตอบแทน “นิ่งขึ้น” ในระยะยาว เพราะมีการถ่วงดุลของสินทรัพย์หลายแบบ พอร์ตที่กระจายความเสี่ยงช่วยลดผลกระทบจากเหตุการณ์ลบในหุ้นหรืออุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่ง การลงทุนในดัชนีทำให้ได้การลงทุนครอบคลุมทั้งตลาด กระจายความเสี่ยงข้ามหลายกลุ่มอุตสาหกรรม
ดัชนียังถูกนำไปสร้าง “กลยุทธ์แบบเป็นระบบ” ที่ชัดเจน เช่น ดัชนีแบบปรับตามเงื่อนไข (Dynamic indices: ดัชนีที่ปรับน้ำหนักตามกติกา เช่น ลดความเสี่ยงเมื่อผันผวนสูง) เพื่อช่วยคุมความเสี่ยงและสร้างผลตอบแทน โดยแยกส่วน “การคุมความเสี่ยง” ออกจาก “การหาผลตอบแทนส่วนเพิ่ม” (Alpha: ผลตอบแทนที่มากกว่าตลาดจากความสามารถ/กลยุทธ์)
การติดตามและปรับสัดส่วนพอร์ต (Rebalancing: ปรับให้กลับสู่สัดส่วนเป้าหมาย) เป็นระยะ ช่วยคุมความเสี่ยงและให้สอดคล้องเป้าหมายการเงิน กองทุนดัชนี (Index fund: กองทุนที่ลงทุนตามดัชนี) และ ETF (Exchange-traded fund: กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นในตลาด) ช่วยให้นักลงทุนร่วมไปกับวัฏจักรตลาดได้โดยไม่ต้องรู้ลึกหุ้นรายตัว
สรุป
การเทรดดัชนีตลาดหุ้นเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพในการเข้าถึงการเคลื่อนไหวของตลาดภาพรวม ช่วยกระจายความเสี่ยง และเพิ่มโอกาสสร้างผลตอบแทน การเข้าใจประเภทดัชนี วิธีคำนวณ และปัจจัยที่ทำให้ราคาขยับ เป็นพื้นฐานสำคัญของการเทรดให้มีวินัย เมื่อใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมและคุมความเสี่ยงได้ โอกาสทำกำไรก็เพิ่มขึ้น ควรเลือกโบรกเกอร์ให้เหมาะ ติดตามแนวโน้มตลาดโลก และปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่องเพื่อรับมือกับตลาดที่เปลี่ยนเร็ว
คำถามที่พบบ่อย
ดัชนีตลาดหุ้นคืออะไร?
ดัชนีตลาดหุ้นคือค่าทางสถิติที่สรุปผลงานของหุ้นเป็นกลุ่ม เพื่อสะท้อนภาพรวมตลาดและเศรษฐกิจ ช่วยให้นักลงทุนมองแนวโน้มและตัดสินใจลงทุนได้ดีขึ้น
ดัชนีตลาดหุ้นคำนวณอย่างไร?
ดัชนีมักคำนวณด้วย 2 แนวทางหลัก: แบบถ่วงน้ำหนักด้วยราคา (หุ้นราคาแพงมีผลมาก) และแบบถ่วงน้ำหนักด้วยมูลค่าตลาด (บริษัทใหญ่มีผลมาก) โดยรวมราคาหุ้นหรือมูลค่าตลาดของหุ้นในดัชนี แล้วหารด้วยตัวหาร/ค่าฐานเพื่อให้ได้ค่าดัชนีที่เทียบกันได้
ทำไมควรเทรดดัชนีแทนหุ้นรายตัว?
การเทรดดัชนีช่วยกระจายความเสี่ยง ลดความเสี่ยงเฉพาะบริษัท และได้ลงทุนครอบคลุมทั้งตลาดด้วยเงินน้อยกว่า การซื้อหุ้นหลายตัวพร้อมกัน
ดัชนีใหญ่ๆ ที่ควรติดตามมีอะไรบ้าง?
ดัชนีสำคัญ เช่น Dow Jones, Nasdaq 100, S&P 500, Nikkei 225, FTSE 100, DAX 40, CAC 40, Euro STOXX 50, Hang Seng และ ASX 200 เพราะช่วยบอกทิศทางตลาดหลักของโลก