This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

กลยุทธ์เทรดแบบกริด (Grid Trading): ทำกำไรได้ทั้งขาขึ้นและขาลง

by VT Markets
/
Aug 19, 2026

ประเด็นสำคัญ:

  • กลยุทธ์กริดเทรด (Grid Trading) คือการวางคำสั่งซื้อและขายเป็นช่วงห่างคงที่ เหนือและใต้ “ราคาอ้างอิง” เพื่อทำกำไรจากการแกว่งขึ้นลงซ้ำๆ ไม่ได้หวังกำไรจากการวิ่งครั้งใหญ่ครั้งเดียว
  • ทำงานได้ดีในตลาดแกว่งในกรอบ (ราคาขึ้นลงในช่วงเดิม) และมักเสียเปรียบเมื่อเกิดเทรนด์แรง เพราะสถานะขาดทุนจะสะสมอยู่ฝั่งเดียว
  • ทำกริดได้ทั้งแบบทำเอง หรือใช้ออโต้ผ่านบอทกริด (โปรแกรมเทรดอัตโนมัติ) หรือ Expert Advisor (EA: โปรแกรมสั่งงานอัตโนมัติบน MetaTrader) บน MetaTrader 4 และ MetaTrader 5
  • การกำหนดขนาดการลงทุนต่อออเดอร์ (position sizing), การตั้งจุดตัดขาดทุน (stop-loss) และการทดสอบย้อนหลัง (backtesting) สำคัญกว่ารูปแบบกริด

แนวทางเทรดส่วนใหญ่มักบังคับให้เลือก “ขาขึ้น” หรือ “ขาลง” แต่กลยุทธ์กริดเทรดทำตรงข้าม คือออกแบบมาเพื่อทำกำไรจาก “การเคลื่อนไหวของราคา” ไม่ว่าราคาจะขึ้น ลง หรือแกว่งออกข้าง

จุดเด่นของกลยุทธ์นี้คือไม่ต้องทายทิศทางถัดไป เพียงกำหนดกรอบราคาให้เหมาะสม แล้วปล่อยให้คำสั่งซื้อขายทำงาน อีกทั้งการใช้งานระบบอัตโนมัติทำให้แนวคิดนี้แพร่หลาย บทความนี้อธิบายหลักการทำงาน วิธีตั้งค่า จุดที่ทำได้ดี และจุดที่เสี่ยงขาดทุน

กลยุทธ์กริดเทรดคืออะไร?

แก่นของแนวคิดคือ แบ่งช่วงราคาออกเป็น “ระดับราคา” ที่ห่างเท่าๆ กัน แล้ววางคำสั่งซื้อ/ขายไว้ตามระดับเหล่านั้น เมื่อราคาเคลื่อนผ่านระดับต่างๆ คำสั่งจะถูกเปิดและปิดเพื่อเก็บกำไรเล็กๆ เป็นรอบๆ

นิยามกริดเทรดใน 1 บรรทัด

กลยุทธ์กริดเทรด คือวิธีเทรดตามกติกาชัดเจน (rule-based) โดยวางคำสั่งซื้อและขายเป็นชั้นๆ ที่ระยะห่างคงที่ เหนือและใต้ราคาเริ่มต้น แต่ละคู่คำสั่งตั้งเป้ากำไรเล็กๆ ตามจังหวะที่ราคาแกว่งไปมา (oscillates: ขยับขึ้นลงสลับกัน) ระหว่างระดับราคา

กลยุทธ์นี้ไม่ได้พึ่งการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ แต่สะสมผลจากการแกว่งเล็กๆ หลายครั้ง จึงเป็นการเทรดแบบเป็นระบบมากกว่าการ “เดิมพันทิศทาง”

คำว่า “กริด” มาจากไหน

ชื่อนี้มาจากภาพบนกราฟ เมื่อวางเส้นระดับราคาแนวนอนซ้อนกันจะดูคล้ายตาราง (grid) โดยมีคำสำคัญ 3 คำ:

  • ระดับกริด (Grid levels): เส้นระดับราคาที่วางคำสั่งซื้อขาย
  • ระยะห่างกริด (Grid spacing): ระยะห่างระหว่างระดับราคา มักวัดเป็น pips (pip: หน่วยการขยับราคาขั้นต่ำในฟอเร็กซ์) หรือเป็นเปอร์เซ็นต์
  • ช่วงราคา (Price range): ขอบบนและขอบล่างที่กริดถูกออกแบบให้ครอบคลุม

Grid Bot คืออะไร?

บอทกริด (grid trading bot) คือซอฟต์แวร์ที่สร้างและดูแลกริดให้ วางออเดอร์ ปิดออเดอร์ตามเป้าหมาย และเปิดออเดอร์ใหม่เมื่อราคาวนกลับเข้ามาในช่วงเดิม

บอทช่วยลดการเฝ้าหน้าจอ และลดอารมณ์ที่มักทำให้ตัดสินใจพลาด งานที่บอทกริดมักทำ ได้แก่:

  • วางคำสั่งซื้อใต้ราคาอ้างอิง และวางคำสั่งขายเหนือราคาอ้างอิง
  • ตั้งจุดทำกำไร (take-profit: ปิดกำไรอัตโนมัติเมื่อถึงราคาเป้าหมาย) ห่างจากจุดเข้า 1 ระดับกริด
  • เปิดคำสั่งใหม่อัตโนมัติหลังจบรอบ (ปิดกำไรแล้วเริ่มใหม่)
  • ตั้งข้อจำกัด เช่น จำนวนสถานะเปิดพร้อมกันสูงสุด

กลยุทธ์กริดเทรดทำงานอย่างไร?

เมื่อวางคำสั่งไว้ล่วงหน้า พอกริดเริ่มทำงาน ระบบจะ “ตอบสนองตามราคา” ทันที โดยไม่ต้องสั่งเพิ่มตลอดเวลา

1. วางคำสั่งซื้อและขายอย่างไร และทำไมถึงถูกเปิด/ปิด

เริ่มจากกำหนดราคาอ้างอิง แล้ววางคำสั่งซื้อเป็นระยะห่างเท่ากันใต้ราคาอ้างอิง และวางคำสั่งขายเหนือราคาอ้างอิง เมื่อราคาลงถึงระดับซื้อ คำสั่งจะถูกเปิด (filled: ถูกจับคู่และเปิดสถานะ) จากนั้นหากราคาขึ้นกลับมา 1 ขั้นกริด ระบบจะปิดสถานะเพื่อเก็บกำไรเล็กๆ และตั้งคำสั่งซื้อใหม่

วงจรจะเกิดได้ทั้งสองฝั่ง:

  • ราคาลงถึงระดับหนึ่ง คำสั่งซื้อถูกเปิด และตั้ง take-profit ไว้สูงขึ้น 1 ขั้น
  • ราคาขึ้นถึงระดับหนึ่ง คำสั่งขายถูกเปิด และตั้ง take-profit ไว้ต่ำลง 1 ขั้น
  • เมื่อไป-กลับครบรอบ จะได้ผลลัพธ์เล็กๆ ตามที่กำหนดไว้
  • กริดจะทำงานได้ดีเมื่อราคาอยู่ภายในช่วงราคาที่กำหนด

2. อธิบายระยะห่างกริด จำนวนระดับ และช่วงราคา

สิ่งที่กำหนดแทบทั้งหมดมี 2 อย่าง: ระยะห่างระหว่างระดับ และจำนวนระดับ ระยะห่างแคบทำให้เทรดถี่ แต่ใช้เงินค้ำประกัน/เงินทุนมากขึ้นเมื่อเกิดเทรนด์ ระยะห่างกว้างทำให้เทรดน้อยลง แต่ทนต่อการวิ่งเป็นเทรนด์ได้มากกว่า

ระยะห่างกริดความถี่การเทรดเงินทุนที่ต้องใช้ความทนต่อเทรนด์
แคบ (10-15 pips)สูงสูงกว่าต่ำ
ปานกลาง (20-30 pips)ปานกลางปานกลางปานกลาง
กว้าง (40-60 pips)ต่ำต่ำกว่าต่อระดับสูงกว่า

3. ตัวอย่างกริดเทรดแบบทีละขั้น

ตัวอย่าง: EUR/USD อยู่ที่ 1.1000 คุณตั้งกริดแบบเลขคงที่ (arithmetic grid: ระยะห่างเท่ากันเป็นจำนวน pip) ห่าง 20 pips และมี 3 ระดับทั้งบนและล่าง

คำสั่งซื้ออยู่ที่ 1.0980, 1.0960 และ 1.0940 ส่วนคำสั่งขายอยู่ที่ 1.1020, 1.1040 และ 1.1060

คำนวณแบบง่าย:

หากราคาลงถึง 1.0980 คำสั่งซื้อถูกเปิด แล้วราคาฟื้นกลับไป 1.1000 จุด take-profit จะปิดสถานะ ได้กำไร 20 pips

ที่ขนาด 0.10 lot (lot: ขนาดสัญญามาตรฐานในการเทรด) โดยทั่วไป 1 pip มีมูลค่าประมาณ 1 ดอลลาร์ ดังนั้น 20 pips คือราว 20 ดอลลาร์ก่อนหักต้นทุน หากราคาแกว่งผ่านระดับนี้ 5 ครั้งในหนึ่งช่วงเวลา จะได้ราว 100 ดอลลาร์แบบขั้นต้น หักสเปรด (spread: ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) และค่าสวอป (swap: ค่าถือข้ามคืน) กำไรเล็กๆ แต่ทำซ้ำหลายรอบ

ประเภทของกลยุทธ์กริดเทรด

กริดมีหลายแบบ ควรเลือกตามมุมมองตลาด ความเสี่ยงที่รับได้ และเงินทุน

1. กริดแบบกลาง (Neutral) vs กริดตามเทรนด์

กริดแบบกลางวางซื้อและขายสมมาตรรอบราคากลาง ทำกำไรจากการแกว่งทั้งสองทิศ เหมาะกับตลาดในกรอบ ส่วนกริดตามเทรนด์จะวางคำสั่งตามทิศทางหลักของตลาด เพิ่มสถานะเมื่อเทรนด์ไปต่อ

  • กริดแบบกลาง: เหมาะเมื่อราคากระเด้งอยู่ระหว่างแนวรับและแนวต้านชัดเจน (support/resistance: ระดับราคาที่มักหยุดลง/หยุดขึ้น)
  • กริดตามเทรนด์: เน้นตามแรงไปทางเดียว แทนที่จะสวนทาง

2. Long Grid vs Short Grid

ชื่อบอกทิศทางที่เอนเอียง:

  • Long grid: วางแต่คำสั่งซื้อ ใช้เมื่อคาดว่าขึ้น หรือเชื่อว่าแนวรับจะรับอยู่
  • Short grid: วางแต่คำสั่งขาย ใช้เมื่อคาดว่าลง หรือเชื่อว่าแนวต้านจะกดราคาไว้

3. ระยะห่างแบบ Arithmetic vs Geometric

ระยะห่างทำได้ 2 แบบ:

  • Arithmetic grid: แต่ละระดับห่างกันเท่ากันเป็นจำนวน pip เช่น ทุกๆ 20 pips
  • Geometric grid: แต่ละระดับห่างกันเท่ากันเป็นเปอร์เซ็นต์ ทำให้ระดับยิ่งห่างเมื่อราคาสูงขึ้น เหมาะกับสินทรัพย์ที่เคลื่อนแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ เช่น คริปโทหลายตัว

4. แบบ Infinity และแบบ Hedged

รูปแบบขั้นสูงที่พบบ่อยในแพลตฟอร์มบอท:

  • Infinity grid: ไม่มีเพดานด้านบน ราคาไต่ขึ้นก็เพิ่มระดับใหม่ เหมาะกับสินทรัพย์ที่ขึ้นยาว
  • Hedged grid: เปิดทั้งซื้อและขายพร้อมกันเพื่อถ่วงความเสี่ยง (hedge: การเปิดสถานะฝั่งตรงข้ามเพื่อลดแรงกระทบ) หวังให้มูลค่าพอร์ตแกว่งน้อยลง แต่ตั้งค่ายากขึ้น

วิธีตั้งค่ากลยุทธ์กริดเทรด

การตั้งกริดคือเรื่องการวางแผน การวางออเดอร์ทำได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่ตัดสินผลลัพธ์คือการคุมความเสี่ยง

1. เลือกช่วงราคาและราคาอ้างอิง

ดูว่าตลาดซื้อขายอยู่ตรงไหนในระยะหลัง ทำจุดสูง-ต่ำล่าสุด แล้วตั้งช่วงราคาให้อยู่ภายในกรอบนั้น โดยจุดกึ่งกลางมักเหมาะเป็นราคาอ้างอิง

  • แยกก่อนว่าตลาด “ในกรอบ” หรือ “เป็นเทรนด์”
  • ตั้งขอบบน-ล่างใกล้แนวรับแนวต้านที่เห็นจากกราฟ
  • หลีกเลี่ยงโซนที่มีโอกาสเบรกกรอบแรง

2. ตั้งระยะห่างกริดและจำนวนระดับ

ปรับระยะห่างให้สอดคล้องกับการแกว่งรายวันของสินทรัพย์ ตัวช่วยที่นิยมคือ Average True Range (ATR) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) หากผันผวนกว้างควรใช้ระยะห่างกว้างขึ้น

  • อิงความผันผวน ไม่ใช่เลือกตัวเลขกลมๆ ตามใจ
  • ระดับมาก เทรดมาก แต่ใช้เงินมากขึ้น
  • เผื่อวงเงินไว้ให้พอ ระวังแกว่งปกติแล้วทำให้เงินไม่พอเปิดสถานะ

3. ขนาดการลงทุนต่อระดับ และเพดานความเสี่ยงรวม

แต่ละระดับคือหนึ่งสถานะ ทำให้ความเสี่ยงรวมเพิ่มเร็ว การกำหนดขนาดต่อออเดอร์ควรคิดเผื่อกรณีแย่สุด คือราคาไหลไปชนขอบกริดด้านเดียวจนเปิดสถานะค้างหลายไม้พร้อมกัน

เช็กแบบง่าย:

ถ้ามี 10 ระดับ ระดับละ 0.01 lot แล้วราคาไปสวนทางครบทุกระดับ คุณอาจถือสถานะรวมราว 0.10 lot สวนเทรนด์อยู่ ดังนั้นขนาดต่อระดับต้องเล็กพอให้ยังรับไหว

4. ทดสอบย้อนหลัง (Backtesting) ก่อนใช้เงินจริง

ไม่ควรใช้เงินจริงก่อนทดสอบย้อนหลัง (backtesting: นำกติกาไปคำนวณกับข้อมูลราคาในอดีต) การทดสอบผ่านช่วงตลาดหลายแบบช่วยให้เห็นว่ากริดทำงานอย่างไรทั้งช่วงนิ่งและช่วงผันผวน จากนั้นใช้บัญชีทดลอง (demo: เทรดด้วยเงินจำลอง) เพื่อดูการทำงานในสภาพตลาดจริงโดยไม่เสี่ยงเงิน

  • ทดสอบหลายปี และต้องมีช่วงเป็นเทรนด์รวมอยู่ด้วย
  • ทดสอบบนเดโมเพื่อดูการส่งคำสั่งและต้นทุนจริง
  • ค่อยเพิ่มขนาดเมื่อผลลัพธ์สม่ำเสมอ

ตลาดและสภาวะใดเหมาะกับกริดเทรด?

กลยุทธ์นี้ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ ทำถูกช่วงได้เปรียบ ทำผิดช่วงอาจเสียหายหนัก

ตลาดในกรอบ vs ตลาดเป็นเทรนด์

กริดทำได้ดีเมื่อราคาแกว่งไปมา และมักแย่เมื่อราคาไปทางเดียวแรงๆ ความต่างนี้สำคัญกว่าสินทรัพย์ที่เลือก

  • ตลาดในกรอบ (range-bound): เหมาะ เพราะราคาวิ่งตัดระดับซ้ำๆ
  • ตลาดเป็นเทรนด์ (trending): เสี่ยง เพราะสถานะขาดทุนสะสมอยู่ฝั่งเดียว
  • ความผันผวนที่นิ่งและต่อเนื่องดีกว่าการกระชากเป็นช่วงๆ

กริดเทรดในฟอเร็กซ์ (Forex)

คู่เงินมักแกว่งออกข้างเป็นช่วงยาว ทำให้กริดนิยมในตลาดฟอเร็กซ์ คู่หลัก (majors: คู่เงินสภาพคล่องสูง เช่น EUR/USD, GBP/USD, USD/CHF) มักอยู่ในกรอบนาน โดยเฉพาะช่วงเวลาซื้อขายเงียบ ขณะที่คู่เงินแปลก (exotic: คู่เงินของประเทศตลาดเกิดใหม่/สภาพคล่องต่ำ) มักวิ่งเป็นเทรนด์แรงและเสี่ยงต่อกริดมากกว่า

กริดเทรดในสินค้าโภคภัณฑ์ (รวมทองคำ) และหุ้น

ทองคำเป็นตัวอย่างชัดว่าสภาพตลาดสำคัญ XAU/USD ทำจุดสูงสุดตลอดกาลใกล้ 5,600 ดอลลาร์ต่อออนซ์ในเดือนมกราคม 2026 ก่อนปรับฐานลงมาแถว 4,000 ดอลลาร์ช่วงกลางปี เทรนด์แรงลักษณะนี้อาจทำให้กริดแบบกลางรับไม่ไหว แต่ช่วงที่ราคาแกว่งในกรอบจะเหมาะกว่า

  • สินค้าโภคภัณฑ์อย่างทองและน้ำมันอาจแกว่งในกรอบเป็นสัปดาห์ แล้วค่อยวิ่งแรง
  • Share CFDs (CFD หุ้น: สัญญาซื้อขายส่วนต่างที่อ้างอิงราคาหุ้น ไม่ได้ถือหุ้นจริง) อาจกระโดดราคา (gap: เปิดกระโดดข้ามระดับราคา) ช่วงงบ ทำให้กริดพังได้
  • เลือกชนิดกริดให้เข้ากับพฤติกรรมราคา ไม่ใช่ฝืนใช้กริดกับทุกตลาด

กริดเทรดทำกำไรได้ไหม?

ทำได้ แต่ขึ้นอยู่กับเงื่อนไข กลยุทธ์นี้หาเงินจากการแกว่งในกรอบ และมักเสียเมื่อราคาออกนอกกรอบ

อะไรเป็นตัวกำหนดความทำกำไร

ปัจจัยหลัก ได้แก่:

  • ราคาแกว่งในกรอบที่เลือกบ่อยแค่ไหน
  • ระยะห่างกริดและขนาดต่อออเดอร์เหมาะกับความผันผวนหรือไม่
  • ต้นทุนเทรด เพราะเทรดถี่ทำให้ต้นทุนสะสมจาก สเปรดและสวอป
  • คุมความเสี่ยงรวมได้ดีแค่ไหนก่อนเทรนด์จะลากไปไกล

ข้อดีและข้อเสียของกริดเทรด

กริดเทรดเหมาะกับคนที่ชอบระบบมากกว่าการทายทาง แต่ไม่ใช่วิธีลัดสู่ผลตอบแทนแน่นอน

ข้อเด่นและข้อจำกัด:

  • ข้อดี: ไม่ต้องคาดเดาทิศทาง
  • ข้อดี: เป็นระบบและทำออโต้ได้ง่าย
  • ข้อดี: ทำได้ดีในตลาดผันผวนแบบสวิงและออกข้าง
  • ข้อเสีย: เสี่ยงขาดทุนมากเมื่อเกิดเทรนด์แรง
  • ข้อเสีย: ใช้เงินทุนค้ำ/เงินทุนรวมมาก
  • ข้อเสีย: เทรดถี่ ต้นทุนรวมสูง

กริดเทรดเสี่ยงไหม?

เสี่ยง ความเสี่ยงใหญ่สุดคือราคาเป็นเทรนด์ต่อเนื่องจนเปิดสถานะฝั่งขาดทุนเพิ่มทีละระดับ ขณะที่ take-profit ไม่ถูกแตะ ทำให้การขาดทุนลอยตัว (drawdown: ช่วงที่พอร์ตลดลงจากจุดสูงสุด) โตเร็วหากไม่มีจุดตัดขาดทุน

  • ขาดทุนลอยตัวสะสมเมื่อราคาไปทางเดียว
  • แรงกดดันมาร์จิน (margin: เงินค้ำประกันที่โบรกเกอร์กันไว้) เพราะมีหลายสถานะค้าง
  • ต้นทุนค่อยๆ กัดกินกำไรเล็กๆ เมื่อเวลาผ่านไป

กริดเทรดถูกกฎหมายไหม?

ถูกกฎหมาย หากทำผ่านโบรกเกอร์ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล (regulated broker: โบรกเกอร์ที่มีใบอนุญาตและถูกตรวจสอบ) เพราะเป็นเพียงวิธีจัดวางคำสั่งซื้อขาย โบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือมักอยู่ภายใต้หน่วยงานกำกับ เช่น FSCA ของแอฟริกาใต้, FSC ของมอริเชียส และ CMA ของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ควรเลือกผู้ให้บริการที่มีใบอนุญาตถูกต้อง

กริดเทรดเทียบกับกลยุทธ์อื่น

กริดมักถูกสับสนกับ 2 แนวทางอัตโนมัติ: การลงทุนถัวเฉลี่ยต้นทุน (DCA) และมาร์ติงเกล (martingale) ซึ่งกลไกต่างกันชัดเจน

คุณสมบัติGrid TradingDCAMartingale
แนวคิดหลักวางซื้อและขายเป็นชั้นๆ ในกรอบราคาซื้อจำนวนเงินคงที่ตามช่วงเวลาเพิ่มขนาดหลังขาดทุน
รูปแบบคำสั่งหลายคำสั่งซื้อและขายซื้อสม่ำเสมอแบบคงที่ซื้อเพิ่มขนาดเมื่อราคาลง
การออกกำไรเล็กๆ ต่อระดับถือระยะยาวเป้าหมายปิดทั้งก้อน
ความเสี่ยงหลักราคาออกนอกกรอบขาลงยาวขาดทุนลอยตัวลึกและยาว

1. กริดเทรด vs DCA

DCA (dollar-cost averaging: ซื้อสะสมจำนวนเงินเท่าๆ กันเป็นงวดๆ) คือซื้อเท่ากันตามเวลา ไม่สนราคา เพื่อทำให้ต้นทุนเฉลี่ยเรียบขึ้น ส่วนกริดจะวางทั้งซื้อและขายในกรอบ และเก็บกำไรทุกขั้น DCA จะค่อนข้าง “ปล่อยยาว” ส่วนกริด “ลงมือถี่” และเน้นตลาดในกรอบ

2. กริดเทรด vs Martingale

มาร์ติงเกล (martingale) คือเพิ่มขนาดสถานะเมื่อราคาไปผิดทาง แล้วหวังให้เด้งกลับครั้งเดียวเพื่อปิดทั้งก้อนที่เป้าหมายเดียว วิธีนี้อาจเอาคืนเร็ว แต่รวมความเสี่ยงไว้มาก ขณะที่กริดมักคุมขนาดต่อไม้ให้คงที่กว่า และทยอยปิดเป็นขั้น จึงโดยทั่วไป “ดุดันน้อยกว่า”

ควรเลือกใช้อะไรเมื่อไร

แนวทางคร่าวๆ:

  • เลือกกริดเมื่อคาดว่าราคาแกว่งออกข้าง และต้องการกำไรเล็กๆ สม่ำเสมอ
  • เลือก DCA เมื่ออยากสร้างสถานะลงทุนระยะยาว และยอมรับการขาดทุนลอยตัวได้
  • ใช้มาร์ติงเกลด้วยความระวัง เพราะความเสี่ยงพุ่งสูงมากเมื่อเกิดเทรนด์

การบริหารความเสี่ยงและเงินทุนในกริดเทรด

กริดจะสำเร็จหรือพังอยู่ที่การคุมความเสี่ยง รูปแบบกริดตั้งง่าย แต่การอยู่รอดเมื่อเจอสภาวะผิดทางคือเรื่องยาก

1. กริดต้องใช้เงินทุนเท่าไรในความเป็นจริง

กริดเปิดหลายสถานะพร้อมกันได้ จึงต้องมีเงินทุนพอรับการลากไปถึงขอบกรอบ การมีเงินทุนน้อยเกินมักเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้พอร์ตพัง

ให้คิดจากกรณีแย่สุด หากกริดของคุณอาจถือสถานะรวม 0.10 lot สวนทาง และราคาไปผิดทาง 200 pips จะขาดทุนลอยตัวราว 200 ดอลลาร์ในคู่เงินหลัก ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเงินในบัญชีรับได้สบาย

2. จุดตัดขาดทุน และเพดานสถานะรวม

ตั้ง stop-loss ไว้นอกขอบกริดเพื่อจำกัดความเสียหายเมื่อราคาเบรกกรอบ ส่วนเพดานสถานะรวมคือจำกัดจำนวนออเดอร์ที่เปิดพร้อมกัน

  • ตั้ง stop-loss นอกช่วงราคาเพื่อกำหนดขาดทุนสูงสุด
  • จำกัดจำนวนสถานะเปิดพร้อมกัน
  • ปิดหรือใช้เลเวอเรจน้อยลง (leverage: การยืมแรงคูณให้เปิดสัญญาใหญ่ขึ้น) เพื่อลดโอกาสถูกปิดสถานะบังคับ

3. Drawdown, ค่าธรรมเนียม และความเสี่ยงจากตลาดเป็นเทรนด์

3 ต้นทุนที่ค่อยๆ กัดกินผลลัพธ์:

  • drawdown จากสถานะขาดทุนที่ยังไม่ปิดเมื่อเกิดเทรนด์
  • ค่าธรรมเนียม/ต้นทุน เพราะกริดเทรดถี่จ่ายสเปรดและสวอปมาก
  • ความเสี่ยงจากตลาดเป็นเทรนด์ ซึ่งเป็นภัยหลักของกริดแบบกลาง

การทำกริดเทรดแบบอัตโนมัติ

เพราะกริดมีกติกาตายตัว จึงเหมาะกับระบบอัตโนมัติ ทำให้กริดเป็นกลยุทธ์ยอดนิยมบนแพลตฟอร์มบอทสำหรับรายย่อย

กริดทำเอง vs กริดอัตโนมัติ

ทำกริดเองได้ แต่ต้องเฝ้าและจัดการละเอียด ส่วนกริดอัตโนมัติทำงานไวและไม่พลาดระดับราคา

  • กริดทำเอง: คุมได้ทุกอย่าง แต่ต้องติดตามตลอด
  • กริดอัตโนมัติ: สม่ำเสมอ แต่ต้องตั้งค่าให้ถูกและยังต้องดูแล

Grid Bots และ Expert Advisors (EAs)

บน MetaTrader ระบบอัตโนมัติทำผ่าน Expert Advisors (EA) ซึ่งเป็นโปรแกรมขนาดเล็กที่วางและจัดการออเดอร์ตามกติกาที่ตั้งไว้ เช่น ระยะห่าง ขนาด และเพดานความเสี่ยง อย่างไรก็ดี ระบบออโต้ไม่ใช่ “ตั้งแล้วปล่อย” เพราะสภาวะตลาดเปลี่ยนได้ กริดที่เหมาะกับตลาดในกรอบอาจขาดทุนหนักเมื่อเกิดเทรนด์

รันกริดบน MT4 และ MT5

MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 ยังเป็นแพลตฟอร์มมาตรฐานสำหรับกริดอัตโนมัติ เพราะรองรับ EA และสคริปต์ (script: โค้ดคำสั่งช่วยงาน) ผู้ใช้ควรมีสภาพแวดล้อมทดสอบ เช่น เดโม เพื่อทดลองก่อนใช้งานจริง

  • ติดตั้ง EA บนกราฟและกำหนดพารามิเตอร์กริด
  • ตรวจสอบระยะห่าง จำนวนระดับ และเพดานความเสี่ยงก่อนใช้เงินจริง
  • ติดตามผลและปรับใหม่เมื่อความผันผวนเปลี่ยน

คำถามที่พบบ่อย (FAQs)

Q1: กลยุทธ์กริดเทรดคืออะไร?

คือการวางคำสั่งซื้อและขายเป็นช่วงห่างคงที่เหนือและใต้ราคาอ้างอิง แต่ละคำสั่งตั้งเป้ากำไรเล็กๆ เมื่อราคาเคลื่อนระหว่างระดับ จึงทำกำไรจากการแกว่ง ไม่ใช่จากการทายทิศทาง

Q2: กริดเทรดทำกำไรได้ไหม?

ทำได้เมื่อเจอสภาพตลาดที่เหมาะ โดยมักทำได้ดีในตลาดแกว่งในกรอบ และเสี่ยงขาดทุนในเทรนด์แรง ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับระยะห่าง ขนาดต่อออเดอร์ ต้นทุน และวินัยการคุมความเสี่ยง

Q3: กริดเทรดต่างจาก DCA อย่างไร?

กริดวางทั้งซื้อและขายในกรอบ และเก็บกำไรทุกระดับ ส่วน DCA ซื้อเท่ากันเป็นงวดๆ ไม่สนราคา เน้นระยะยาว กริดเป็นการเทรดเชิงรุกในกรอบราคา ขณะที่ DCA เป็นการสะสมตามเวลา

Q4: ตลาดแบบไหนเหมาะกับกริดเทรดที่สุด?

ตลาดที่ราคาแกว่งอยู่ในกรอบเหมาะสุด เช่น คู่เงินหลักที่มักแกว่งออกข้างเป็นช่วงยาว และช่วงที่สินค้าโภคภัณฑ์ค่อนข้างนิ่ง ส่วนสินทรัพย์ที่เป็นเทรนด์แรงหรือมีการกระโดดราคาบ่อยเหมาะน้อยกว่า โดยเฉพาะกริดแบบกลาง

เริ่มต้นกริดเทรดอย่างมีระบบ

กลยุทธ์กริดเทรดไม่ทำให้ความเสี่ยงหายไป แต่ให้กรอบการเทรดที่เป็นระบบ เหมาะกับตลาดที่แกว่งออกข้าง โดยผลลัพธ์ขึ้นกับการตั้งค่าและการคุมความเสี่ยง

คนที่ทำได้ดีมักให้ความสำคัญกับการตั้งค่า ขนาดต่อไม้ และเพดานความเสี่ยง ทดสอบก่อน ใช้ขนาดที่รับไหว และหลีกเลี่ยงช่วงที่ตลาดเป็นเทรนด์แรง

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code