ประเด็นสำคัญ:
- การเทรด CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เก็งกำไรจาก “ส่วนต่างราคา” โดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง) ทุกครั้งมีต้นทุนหลัก 3 ส่วนคือ สเปรด สวอป และคอมมิชชั่น ถ้ามองข้ามส่วนใดส่วนหนึ่ง กำไรจะลดลงโดยไม่รู้ตัว
- สเปรดคือส่วนต่างระหว่างราคา Bid/Ask คอมมิชชั่นคือค่าธรรมเนียมคงที่ต่อล็อต และสวอปคือค่าธรรมเนียมดอกเบี้ยข้ามคืนเมื่อถือสถานะผ่านเวลาปิดรอบประจำวันของตลาด
- ข้อมูลอุตสาหกรรมระบุว่า สเปรดเฉลี่ยของ EUR/USD สำหรับบัญชีรายย่อยมาตรฐานอยู่ที่ราว 0.7–1.0 pip ในปี 2026 ขณะที่บัญชี ECN แบบสเปรดดิบ (raw spread: สเปรดใกล้ราคาตลาดจริง) อาจต่ำถึง 0.0 pip แต่มีคอมมิชชั่นเล็กน้อยต่อฝั่ง
- เครื่องคำนวณสเปรด สวอป และคอมมิชชั่น ช่วยประเมินต้นทุนรวมได้เร็วที่สุดก่อนกดซื้อหรือขาย
ทำไม “ต้นทุนจริง” ของการเทรดจึงสำคัญ
นักเทรดมือใหม่มักโฟกัสที่กราฟ ดูแท่งเทียน ลากเส้นแนวโน้ม และหาจังหวะเข้า แต่ละเลยสิ่งที่ชี้ขาดว่าดีลนั้นคุ้มหรือไม่ นั่นคือต้นทุน
ความจริงคือ เมื่อเปิดสถานะ คุณเริ่ม “ติดลบ” เล็กน้อยทันที ระยะห่างจากราคาเข้าไปถึงจุดคุ้มทุนเกิดจาก 3 ค่าธรรมเนียมที่ทำงานร่วมกัน: สเปรด สวอป และคอมมิชชั่น ทั้งหมดนี้คือ “ต้นทุนจริงของการเทรด” และเกิดกับสินค้า CFD แทบทุกประเภท เช่น ฟอเร็กซ์ (forex: ซื้อขายแลกเปลี่ยนเงินตรา) ดัชนี สินค้าโภคภัณฑ์ หุ้น และคริปโต
บทความนี้อธิบายโครงสร้างสเปรด สวอป และคอมมิชชั่น วิธีคำนวณ และแนวทางลดต้นทุนให้ต่ำลง
“ต้นทุนจริงของการเทรด” หมายถึงอะไร

ราคาที่เห็นบนแพลตฟอร์มไม่ใช่ภาพรวมทั้งหมด ต้นทุนจริงคือผลรวมของสิ่งที่คุณจ่ายตั้งแต่เปิดจนปิดสถานะ
ต้นทุนรวมประกอบด้วย:
- สเปรด: ต้นทุนที่จ่ายทุกครั้งที่เข้าเทรด
- คอมมิชชั่น: ค่าธรรมเนียมที่คิดตอนเปิดและตอนปิด (round-turn: ไป-กลับหนึ่งรอบ)
- สวอป: ค่าธรรมเนียม/เครดิตที่เกิดขึ้นทุกคืนเมื่อถือสถานะค้างไว้
โบรกเกอร์บางรายรวมค่าใช้จ่ายไว้ในสเปรดที่กว้างขึ้น ขณะที่โบรกเกอร์แบบสเปรดดิบหรือ ECN (ECN: เครือข่ายจับคู่คำสั่งซื้อขาย ทำให้สเปรดแคบ แต่เก็บคอมมิชชั่นแยก) จะแยกต้นทุนให้เห็นชัด สรุปคือคุณยังต้องจ่าย เพียงแต่จ่ายในรูปแบบไหน
โมเดลคิดแบบง่าย:
- Scalper (สเกลป์: เทรดถี่ กำไรสั้น) จะโดนสเปรดและคอมมิชชั่นมาก เพราะเข้าออกบ่อย
- เดย์เทรดเดอร์โดนสเปรดและคอมมิชชั่นเป็นหลัก แทบไม่โดนสวอป
- สวิง/ถือเป็นรอบ จะถือข้ามคืน ทำให้สวอปเป็นต้นทุนหลัก
- ถือ CFD ระยะยาว อาจเจอสวอปสูงจนมากกว่าสเปรดตอนเข้าเทรด
รู้สไตล์ตัวเองก่อน จะช่วยเลือก “ต้นทุนที่ต้องลดก่อน” ได้ถูกจุด
แยกองค์ประกอบ: สเปรด สวอป และคอมมิชชั่น
ต่อไปคือความหมายและสิ่งที่คุณจ่ายจริงในแต่ละส่วน
สเปรดคืออะไร
สเปรด คือส่วนต่างระหว่างราคา Bid (ราคาขายได้) และราคา Ask (ราคาซื้อได้) วัดเป็น pip ในฟอเร็กซ์ หรือเป็น point ใน CFD ประเภทอื่น (pip/point: หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคา) เป็นต้นทุนที่เห็นชัดที่สุดในสมการสเปรด-สวอป-คอมมิชชั่น
ตัวอย่าง:
ถ้า EUR/USD แสดงที่ 1.0850/1.0851 สเปรดคือ 1 pip เปิด 1 ล็อต (lot: ขนาดสัญญามาตรฐาน) เท่ากับเริ่มขาดทุนราว $10 ราคาต้องขยับเป็นบวก 1 pip ก่อนจึงคุ้มทุน
สเปรดเปลี่ยนไปตาม:
- สภาพคล่อง (liquidity: มีผู้ซื้อผู้ขายมาก ราคาขยับลื่น): คู่เงินหลักอย่าง EUR/USD มักแคบกว่า คู่เงินรอง/แปลกอย่าง USD/TRY อาจกว้าง 20+ pip
- ช่วงเวลา: สเปรดมักกว้างขึ้นช่วงข่าวแรง และช่วงนอกเวลาที่ตลาดหลักทับซ้อนกัน
- ประเภทบัญชี: บัญชีมาตรฐานมักบวกเพิ่มในสเปรด ส่วนบัญชี raw/ECN จะตัดส่วนบวกเพิ่มออกแล้วคิดคอมมิชชั่นแทน
EUR/USD เป็นคู่เงินที่มีการซื้อขายมากที่สุด โดยคู่เงินหลักคิดเป็นราว 21.2% ของมูลค่าซื้อขายฟอเร็กซ์ทั่วโลกต่อวัน ตามรายงาน BIS Triennial Survey (ข้อมูล เม.ย. 2025 เผยแพร่ ก.ย. 2025) ลดลงจาก 22.7% ในปี 2022 ทำให้การแข่งขันเรื่องสเปรดยังคงดุเดือด
ขณะเดียวกัน จากค่าเฉลี่ยบัญชีมาตรฐานที่โบรกเกอร์รายงานในปี 2026 (ราว 0.7–1.0 pip บน EUR/USD) ต้นทุนไป-กลับของ 1 ล็อตโดยทั่วไปอยู่ประมาณ $7–$10
คอมมิชชั่นคืออะไร
คอมมิชชั่นคือค่าธรรมเนียมคงที่ที่โบรกเกอร์เรียกเก็บต่อล็อต มักระบุแบบ “ต่อฝั่ง” (per side: คิดตอนเปิดและตอนปิด) หรือ “ไป-กลับ” (round turn: คิดรวมทั้งรอบ)
คำถามที่พบบ่อยคือ คอมมิชชั่นต่างจากสเปรดยังไง
สรุป:
- สเปรดอยู่ในราคาที่เห็น และเกิดขึ้นเสมอเมื่อมีราคาซื้อ/ขาย
- คอมมิชชั่นคือค่าธรรมเนียมแยก ที่จ่ายเพิ่มจากสเปรดดิบซึ่งมักแคบกว่า
บัญชี Standard มักสเปรดกว้างกว่าและไม่คิดคอมมิชชั่น ส่วนบัญชี ECN/Raw จะใช้ราคาที่ใกล้ตลาดมากขึ้นและคิดคอมมิชชั่นเพิ่ม (STP: ส่งคำสั่งไปยังผู้ให้สภาพคล่องโดยตรง)
ถ้าเทรดบ่อย โครงสร้าง raw + คอมมิชชั่นมักถูกกว่า
สวอปคืออะไร
สวอป (swap) หรือ rollover/overnight financing คือดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายหรือได้รับจากการถือสถานะที่ใช้เลเวอเรจ (leverage: ใช้เงินน้อยควบคุมสัญญาใหญ่) ข้ามเวลา “ตัดรอบรายวัน” ของตลาด (ฟอเร็กซ์มักอยู่ราว 17:00 น. นิวยอร์ก)
คำถามที่พบบ่อยอีกข้อคือ สวอปต่างจากคอมมิชชั่นยังไง
หลักการต่างกันชัดเจน:
- คอมมิชชั่นเป็นค่าธรรมเนียม “ทำรายการ” จ่ายตอนเปิดและปิด ไม่เกี่ยวกับเวลาถือ
- สวอปเป็นต้นทุน “ตามเวลา” ถ้าถือนาน ต้นทุนสะสมเพิ่ม (หรืออาจเป็นเครดิต)
สวอปเกิดจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยของสองสกุลเงินในคู่เงิน ธนาคารกลางกำหนดดอกเบี้ยนโยบายของแต่ละประเทศ เมื่อถือสกุลเงินหนึ่งเทียบอีกสกุล ต้องคิดต้นทุนดอกเบี้ยนี้ หากถือฝั่งที่ดอกเบี้ยสูงกว่า อาจได้เครดิตเล็กน้อย แต่ถ้าอยู่ฝั่งดอกเบี้ยต่ำกว่า มักต้องจ่าย
จุดที่ต้องรู้: วันพุธโดยทั่วไปฟอเร็กซ์จะคิดสวอป 3 เท่า (triple swap) เพื่อชดเชยช่วงสุดสัปดาห์ที่ตลาดปิดแต่ดอกเบี้ยยังเดิน ทำให้นักเทรดสวิงพลาดได้ง่าย
วิธีคำนวณต้นทุนรวม: สเปรด สวอป และคอมมิชชั่น

ต้นทุนรวมของการเทรดคำนวณได้ด้วยสูตร:
ต้นทุนรวม = (สเปรด × มูลค่า pip × ขนาดล็อต) + (คอมมิชชั่น × จำนวนล็อต แบบไป-กลับ) + (สวอปรายวัน × จำนวนคืนที่ถือ)
ตัวอย่าง: เปิด Long EUR/USD 1 ล็อต ในบัญชี ECN สเปรดดิบ ถือ 3 คืน แล้วปิด
- สเปรด: 0.2 pip → 0.2 × $10 = $2.00
- คอมมิชชั่น: $3 ต่อฝั่ง × 2 = $6.00
- สวอป: −$5 ต่อคืน × 3 คืน = $15.00
ต้นทุนจริงรวม: $23.00
เปรียบเทียบบัญชีมาตรฐาน คู่เงินเดียวกัน ล็อตเท่ากัน ระยะเวลาเท่ากัน:
- สเปรด: 1.2 pip → 1.2 × $10 = $12.00
- คอมมิชชั่น: $0
- สวอป: −$5.50 ต่อคืน × 3 คืน = $16.50
ต้นทุนจริงรวม: $28.50
แม้ต้องจ่ายคอมมิชชั่น บัญชีสเปรดดิบยังประหยัดได้ $5.50 และส่วนต่างจะมากขึ้นเมื่อเทรดหลายล็อต
แนวทางใช้งานจริง:
- ใช้เครื่องคำนวณสเปรด สวอป และคอมมิชชั่น ก่อนกำหนดขนาดการเทรด โดยเฉพาะกลยุทธ์ที่ถือข้ามคืน
- นับต้นทุนแบบไป-กลับ (เปิด+ปิด) เสมอ
- เผื่อ 10–20% สำหรับ slippage (สลิปเพจ: ราคาได้จริงคลาดจากราคาที่กด) และสเปรดถ่างช่วงผันผวน
- กลยุทธ์ถือยาว ให้ลองคำนวณที่ 7, 14, 30 คืน เพื่อเห็นผลของการสะสม
สเปรด สวอป และคอมมิชชั่นในการเทรดจริง: เทียบแบบข้างกัน
ตารางด้านล่างแสดงว่าดีลเดียวกันอาจมีต้นทุนต่างกันมากตามประเภทบัญชีและระยะเวลาถือ
| สถานการณ์ | สเปรด | คอมมิชชั่น (ไป-กลับ) | สวอป (ต่อคืน) | ระยะเวลาถือ | ต้นทุนจริงรวม |
| EUR/USD 1 ล็อต, บัญชีมาตรฐาน, เทรดในวันเดียว | 1.2 pip ($12) | $0 | n/a | ปิดภายในวัน | $12.00 |
| EUR/USD 1 ล็อต, บัญชี ECN, เทรดในวันเดียว | 0.2 pip ($2) | $6 | n/a | ปิดภายในวัน | $8.00 |
| EUR/USD 1 ล็อต, บัญชีมาตรฐาน, สวิง | 1.2 pip ($12) | $0 | −$5.50 | 5 คืน | $39.50 |
| EUR/USD 1 ล็อต, บัญชี ECN, สวิง | 0.2 pip ($2) | $6 | −$5 | 5 คืน | $33.00 |
| XAU/USD (ทอง) 0.1 ล็อต, มาตรฐาน, ถือเป็นรอบ | 25 points ($2.50) | $0 | −$3 | 10 คืน | $32.50 |
ข้อสังเกตหลัก:
- เทรดในวันเดียว โครงสร้าง ECN มักต้นทุนรวมต่ำกว่า
- ถือหลายคืน สวอปมักกลายเป็นต้นทุนที่ใหญ่ที่สุด
- ทองและดัชนีมักมีสวอปสูงกว่าคู่เงินหลัก เพราะเลเวอเรจและต้นทุนการเงินของสินทรัพย์อ้างอิงสูงกว่า
จึงควรดูโครงสร้างสเปรด-สวอป-คอมมิชชั่นทั้งหมด ไม่ใช่ดูแค่ “สเปรดที่โฆษณา” เวลาเปรียบเทียบโบรกเกอร์
วิธีลดต้นทุนสเปรด สวอป และคอมมิชชั่น
แนวทางที่นักเทรดใช้เพื่อลดต้นทุนรวม
เลือกประเภทบัญชีให้เหมาะกับสไตล์
- เทรดถี่/สเกลป์: เลือกบัญชี ECN สเปรดดิบ ที่คอมมิชชั่นต่อฝั่งต่ำ
- สวิงแบบไม่ถี่มาก: บัญชี Standard แบบ STP สเปรดกว้างกว่าแต่ไม่คิดคอมมิชชั่น ใช้ง่ายกว่า
- ผู้ที่ต้องการเลี่ยงดอกเบี้ย/ถือยาว: พิจารณา บัญชี Swap-free (บัญชีอิสลาม: ไม่มีดอกเบี้ยค้างคืน) เพื่อตัดต้นทุนข้ามคืน โดยอาจชดเชยด้วยสเปรดกว้างขึ้นหรือค่าบริหารเล็กน้อย
เทรดในช่วงสภาพคล่องสูง
- ช่วงตลาดลอนดอนทับซ้อนนิวยอร์ก (12:00–16:00 GMT) มักสเปรดแคบที่สุด
- หลีกเลี่ยง 30 นาทีแรกหลังข่าวใหญ่ เพราะสเปรดอาจถ่าง 5–10 เท่า
- ระวังช่วงตัดรอบสุดสัปดาห์และวันหยุดธนาคาร
ปรับขนาดสถานะและระยะเวลาถือ
- ล็อตเล็ก มูลค่า pip ต่อการขยับจะเล็ก ทำให้ต้นทุนสเปรดเป็นเงินลดลง
- ถ้าสวอปกินกำไร ให้ลดจำนวนคืนที่ถือ หรือสลับฝั่ง Long/Short (ชอร์ต: ทำกำไรเมื่อราคาลง) ตามแผนกลยุทธ์
- ปิดสถานะก่อนเวลาตัดรอบรายวัน หากไม่จำเป็นต้องถือข้ามคืน
ใช้เครื่องมือช่วย
- เครื่องคำนวณสเปรด สวอป และคอมมิชชั่น ช่วยให้ประเมินต้นทุนได้ตรงขึ้น
- ตั้งแจ้งเตือนราคา เพื่อเข้าเทรดตอนสเปรดแคบ
- ใช้ VPS (เซิร์ฟเวอร์เสมือน: เครื่องที่ทำงานใกล้เซิร์ฟเวอร์โบรกเกอร์) สำหรับระบบเทรดอัตโนมัติ เพราะความเร็วส่งคำสั่งมีผลต่อสเปรดที่เกิดขึ้นจริง
เลี่ยงกับดักต้นทุน
- คำว่า “เริ่ม 0.0 pip” ไม่สำคัญเท่าค่าเฉลี่ยสเปรดที่เจอจริง
- ระวังค่าไม่ใช้งานบัญชี ค่าฝาก-ถอน และค่าปลงเงิน (currency conversion: แปลงสกุลเงินแล้วมีส่วนต่าง/ค่าธรรมเนียม)
- การบวกเพิ่มในอัตราสวอปพบได้บ่อย ควรเทียบอัตราสวอปที่โบรกเกอร์ประกาศ
การเลือกโบรกเกอร์ MT4 และ MT5 ให้เหมาะ
การเลือกโบรกเกอร์ส่งผลต่อสเปรด สวอป และคอมมิชชั่นมาก MetaTrader 4 และ MetaTrader 5 (MT4/MT5: แพลตฟอร์มเทรดยอดนิยม) ยังเป็นมาตรฐานของตลาด และโบรกเกอร์ที่น่าเชื่อถือจำนวนมาก รวมถึง VT Markets มีให้ใช้ทั้งสองแพลตฟอร์ม
เกณฑ์ที่ควรดูเมื่อประเมินโบรกเกอร์ MT4/MT5:
- การกำกับดูแล (regulation: ใบอนุญาตและการตรวจสอบ) โดยหน่วยงานที่เป็นที่ยอมรับ เช่น FSCA ของแอฟริกาใต้, FSC ของมอริเชียส และ CMA ในสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
- ราคาโปร่งใส มีการเผยแพร่สเปรดและอัตราสวอป
- มีหลายประเภทบัญชี (STP, ECN, swap-free, cent (บัญชีเซนต์: ใช้หน่วยเงินย่อย เหมาะฝึกและคุมความเสี่ยง)) เพื่อขยายตามกลยุทธ์
- สเปรดดิบของคู่เงินหลักแคบและนิ่ง พร้อมคอมมิชชั่นต่อล็อตแข่งขันได้
- ส่งคำสั่งเร็ว ลด slippage และลด requote (รีโควต: ระบบแจ้งว่าราคาเปลี่ยน ต้องกดยืนยันใหม่)
- มีเครื่องมือความรู้และวิเคราะห์ รวมเครื่องคำนวณ และปฏิทินเศรษฐกิจ (economic calendar: ตารางกำหนดการตัวเลขเศรษฐกิจ)
- ช่องทางฝาก-ถอนที่เชื่อถือได้และถอนเร็ว
VT Markets มี MT4 และ MT5 หลายประเภทบัญชี มีสเปรดดิบในบัญชี ECN มีบัญชี swap-free สำหรับลูกค้าที่เข้าเงื่อนไข และเลเวอเรจสูงสุด 500:1 (500:1 คือใช้เงิน 1 ส่วนควบคุมสัญญา 500 ส่วน)
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: เทรด 1 ครั้ง “เสียจริง” เท่าไร
ขึ้นกับสินทรัพย์ ขนาดล็อต และประเภทบัญชี โดยเป็นค่าประมาณในปี 2026 การเทรด EUR/USD 1 ล็อตแบบปิดในวันเดียว มักมีต้นทุนรวมราว $8–$12 สำหรับโบรกเกอร์ MT4/MT5 ที่อยู่ภายใต้การกำกับดูแล (รวมสเปรดและคอมมิชชั่น) หากถือข้ามคืนจะมีสวอปเพิ่ม
Q2: อธิบายง่าย ๆ สเปรดต่างจากคอมมิชชั่นอย่างไร
สเปรดคือส่วนต่างราคาซื้อ-ขายที่เห็นบนหน้าจอ ส่วนคอมมิชชั่นคือค่าธรรมเนียมต่อล็อตที่เก็บแยก บัญชีมาตรฐานมักรวมต้นทุนไว้ในสเปรดที่กว้างกว่า ขณะที่บัญชี ECN มักสเปรดแคบกว่าและคิดคอมมิชชั่นชัดเจน
Q3: สวอปต่างจากคอมมิชชั่นอย่างไร
คอมมิชชั่นคิดตอนเปิดและปิด เป็นค่าทำรายการ ส่วนสวอปคิดทุกคืนที่ถือสถานะ เป็นต้นทุนตามเวลา เดย์เทรดเดอร์แทบไม่โดนสวอป แต่คนถือเป็นรอบจะโดนมาก
Q4: เลี่ยงสวอปได้ไหม
ได้ บัญชี swap-free หรืออิสลามออกแบบมาเพื่อไม่คิดดอกเบี้ยข้ามคืน โดยมักชดเชยด้วยสเปรดกว้างขึ้นเล็กน้อยหรือค่าธรรมเนียมการดูแลบัญชี
Q5: ทำไมต้นทุนจริงสูงกว่าในเครื่องคำนวณ
สลิปเพจ สเปรดถ่างช่วงข่าว และค่าปลงเงิน อาจทำให้ต้นทุนจริงสูงกว่าที่เครื่องคำนวณประเมิน ควรเผื่อ 10–20% สำหรับสภาพตลาดจริง
Start Trading Smarter with VT Markets
ไม่ว่าคุณจะเป็นมือใหม่ เทรดถี่แบบสเกลป์ที่เน้นสเปรดแคบ หรือสวิงที่ต้องรับต้นทุนข้ามคืน หลักการเหมือนกันคือ วัดต้นทุนทุกส่วน เลือกบัญชีให้เหมาะ และเลือกโบรกเกอร์ที่เปิดเผยตัวเลขชัดเจน