ประเด็นสำคัญ:
- Stop loss (คำสั่งตัดขาดทุน) คือคำสั่งที่ตั้งไว้ล่วงหน้าให้ปิดสถานะอัตโนมัติ เมื่อราคาวิ่งสวนทางถึงระดับที่กำหนด
- กลยุทธ์ Stop loss ที่ดีช่วยปกป้องเงินทุน ลดการตัดสินใจด้วยอารมณ์ และช่วยให้อยู่ในตลาดได้นานพอที่จะเติบโต
- วิธีที่ใช้บ่อย ได้แก่ ตั้งระยะเป็น pip คงที่, ตั้งตามสัดส่วนเงินในบัญชี, ตั้งตาม ATR, ตั้งตามแนวรับ–แนวต้าน และ Trailing stop
- บน MT4 และ MT5 สามารถตั้ง Stop loss ได้ตอนส่งคำสั่ง หรือเพิ่มให้สถานะที่เปิดอยู่ได้ภายในไม่กี่วินาที
- VT Markets ชูสเปรดแคบ การส่งคำสั่งรวดเร็ว และเครื่องมือบนแพลตฟอร์มที่ช่วยบริหารความเสี่ยงอย่างมีวินัย
ทำไม Stop Loss สำคัญยิ่งขึ้นในปี 2026
เทรดโดยไม่ตั้ง Stop loss ก็เหมือนขับรถไม่คาดเข็มขัดนิรภัย ช่วงแรกอาจไม่เกิดอะไร แต่ถ้ามีเหตุไม่คาดคิด ผลเสียอาจรุนแรง
รีวิวมาตรการปี 2018 ของ ESMA (หน่วยงานกำกับตลาดหลักทรัพย์และตลาดทุนยุโรป) พบว่า 74–89% ของบัญชีรายย่อยที่เทรด CFD (สัญญาซื้อขายส่วนต่าง: เก็งกำไรราคาขึ้นลงโดยไม่ต้องถือสินทรัพย์จริง) มักขาดทุน สาเหตุใหญ่คือบริหารความเสี่ยงไม่ดี โดยเฉพาะการไม่ใช้ Stop loss ให้ถูกวิธี
ดังนั้น “กลยุทธ์ Stop loss” จึงจำเป็น Stop loss ไม่ใช่ความไม่มั่นใจ แต่คือวินัยที่ช่วยให้บัญชีอยู่รอด ในปี 2026 ที่ความผันผวน (ราคาแกว่งแรง) ถี่ขึ้น และสภาพคล่อง (ความง่ายในการซื้อขายโดยไม่กระทบราคา) เปลี่ยนเร็ว การปกป้องเงินทุนสำคัญกว่าการไล่หาดีลใหญ่
การใช้ Stop loss ไม่ต้องคำนวณซับซ้อน แค่มีแผนชัด คำนวณพื้นฐาน และทำตามอย่างเคร่งครัด
Stop Loss คืออะไร และทำงานอย่างไร?

Stop loss คือคำสั่งรอ (pending order: คำสั่งที่ตั้งไว้ให้ทำงานเมื่อราคาถึงเงื่อนไข) เพื่อปิดสถานะอัตโนมัติเมื่อราคาแตะระดับที่กำหนด ทำหน้าที่เหมือนตาข่ายนิรภัย เมื่อราคาวิ่งสวนทางถึงระยะหนึ่ง ระบบจะปิดสถานะทันที ลดการใช้อารมณ์ และเป็นหัวใจของการบริหารความเสี่ยง
ตัวอย่าง:
คุณซื้อ EUR/USD ที่ 1.0850 และตั้ง Stop loss ที่ 1.0820 ขาดทุนสูงสุดคือ 30 pip (pip: หน่วยการเปลี่ยนแปลงราคาขั้นต่ำในฟอเร็กซ์) หากราคาลงถึง 1.0820 ระบบจะปิดสถานะ เงินที่เหลือยังพร้อมสำหรับโอกาสถัดไป
บน MetaTrader 4 (MT4) และ MetaTrader 5 (MT5) คุณสามารถ:
- ตั้ง Stop loss ตอนเปิดออเดอร์ใหม่
- แก้ไขหรือเพิ่ม Stop loss ให้สถานะที่เปิดอยู่
- ใช้ Trailing stop (Stop loss แบบเลื่อนตามราคาอัตโนมัติเมื่อกำไรเพิ่ม)
- ใช้ร่วมกับ Take profit (คำสั่งทำกำไร: ปิดสถานะเมื่อราคาไปถึงเป้าหมาย)
ควรกำหนด Stop loss ก่อนเข้าเทรด เพื่อให้ทุกสถานะมีความเสี่ยงชัดเจน และลดอคติจากอารมณ์
Stop Loss แบบไหนถือว่าดี? 5 วิธีที่ใช้ได้จริง
กลยุทธ์ที่เหมาะขึ้นอยู่กับสไตล์เทรด สินทรัพย์ และความผันผวนของตลาด ไม่มีตัวเลขตายตัว แต่มีวิธีที่มืออาชีพใช้เป็นหลัก
ต่อไปนี้คือ 5 กลยุทธ์ Stop loss ที่มักใช้ได้ดีในหลายสภาวะตลาด
1. Stop Loss แบบระยะ pip คงที่
วิธีง่ายที่สุด คือกำหนดจำนวน pip เท่ากันทุกไม้ เช่น 30 pip สำหรับคู่เงินหลัก และ 50 pip สำหรับคู่ที่ผันผวนมาก
เหมาะกับ: มือใหม่ และสายสเกลป์ (scalper: เทรดสั้นมาก เก็บกำไรเล็กๆ หลายครั้ง)
ข้อดี:
- ใช้ได้ง่ายและสม่ำเสมอ
- ลดการลังเลตอนเข้าเทรด
- เข้ากับการกำหนดขนาดสัญญา (position sizing: กำหนดจำนวนล็อตให้สอดคล้องกับความเสี่ยง) แบบเคร่งครัด
ข้อเสีย:
- ไม่สะท้อนความผันผวนจริงของตลาด
- อาจแคบเกินไปในช่วงแกว่งแรง (choppy: แกว่งไปมาไร้ทิศ)
- อาจกว้างเกินไปในช่วงเงียบ
2. Stop Loss ตามสัดส่วนเงินในบัญชี
กำหนดความเสี่ยงจาก “เปอร์เซ็นต์ของพอร์ต” ไม่ใช่ระยะ pip หลักนิยมคือเสี่ยงไม่เกิน 1%–2% ต่อการเทรด 1 ครั้ง
ตัวอย่างเร็ว:
- เงินในบัญชี: $5,000
- ความเสี่ยงต่อไม้: 2% = $100
- เทรด EUR/USD โดยมูลค่า 1 pip = $1 ต่อไมโครล็อต (micro lot: ขนาดสัญญาเล็ก 0.01 ล็อตมาตรฐาน)
- ระยะ Stop loss: 50 pip
- ขนาดสัญญา: 2 ไมโครล็อต ($100 ÷ 50 pip = $2 ต่อ pip)
วิธีนี้ปรับตามขนาดพอร์ต พอร์ตโต ความเสี่ยงเป็นเงินก็มากขึ้น พอร์ตลด ความเสี่ยงก็ลด ช่วยกันการลดลงหนักของพอร์ต (drawdown: พอร์ตลดจากจุดสูงสุดชั่วคราว)
3. Stop Loss ตาม ATR (Stop ตามความผันผวน)
ATR (Average True Range) คืออินดิเคเตอร์ที่วัด “ช่วงการแกว่งเฉลี่ย” ของราคาในช่วงเวลาที่กำหนด จึงช่วยตั้งระยะ Stop loss ให้สอดคล้องกับความผันผวนปัจจุบัน
แนวทางที่ใช้บ่อยคือวาง Stop loss ห่างจากจุดเข้า 1.5–2 เท่าของค่า ATR เช่น EUR/USD มี ATR รายวัน 80 pip หากใช้ 2x ATR จะวาง Stop ห่าง 160 pip
เหตุผลที่ใช้ได้ดี:
- ปรับตามสภาวะตลาดที่เปลี่ยนไป
- ลดการโดนตัดขาดทุนเร็วเกินไปในช่วงผันผวนสูง
- ช่วงตลาดนิ่ง ระยะ Stop จะแคบลง
4. Stop Loss ตามแนวรับ–แนวต้าน
วาง Stop loss ถัดจากระดับสำคัญทางเทคนิค: ต่ำกว่าแนวรับสำหรับสถานะซื้อ (long: เก็งขึ้น) และสูงกว่าแนวต้านสำหรับสถานะขาย (short: เก็งลง) แนวคิดคือถ้าราคาทะลุระดับนั้น แปลว่าไอเดียการเทรดผิดทาง
ข้อแนะนำ: เผื่อระยะเพิ่ม 5–10 pip จากระดับแนวรับ/แนวต้าน เพื่อลดโอกาสโดน “หลอกทะลุ” (false breakout: ทะลุชั่วคราวแล้วกลับตัว) และการไล่กิน Stop (stop-hunting: ราคาถูกดันไปกินจุด Stop มากๆ ก่อนกลับทิศ)
5. Trailing Stop Loss
Trailing stop คือ Stop loss ที่เลื่อนตามราคาเมื่อไปทางกำไร แต่จะไม่ขยับเมื่อราคาวิ่งสวนทาง ช่วยล็อกกำไรระหว่างทาง
ตัวอย่าง คุณซื้อทองที่ $2,650 และตั้ง Trailing stop 100 จุด (ในทองอาจแสดงเป็น “จุด/พอยต์” แทน pip ขึ้นอยู่กับโบรกเกอร์) หากทองขึ้นไป $2,680 Stop จะเลื่อนขึ้นเป็น $2,670 ถ้าราคาย่อลง ระบบจะปิดที่ $2,670 (กำไร $20 ต่อออนซ์ แทนการขาดทุน)
MT4 และ MT5 รองรับ Trailing stop ในตัว จึงใช้งานได้กับหลายผลิตภัณฑ์แบบ CFD
วิธีใช้ Stop Loss ในการเทรด: ขั้นตอนที่ทำตามได้ทุกวัน

รู้วิธีอย่างเดียวไม่พอ ต้องทำให้สม่ำเสมอ นี่คือกรอบการทำงานสำหรับการใช้ Stop loss ทุกวัน
ขั้นที่ 1: กำหนดความเสี่ยงต่อไม้ ตั้งขาดทุนสูงสุดเป็นเปอร์เซ็นต์ของพอร์ต มืออาชีพมักใช้ 1%–2% สายอนุรักษ์นิยมอาจใช้ 0.5%
ขั้นที่ 2: ระบุจุดเข้า ใช้การวิเคราะห์ทางเทคนิค (technical analysis: อ่านกราฟ/อินดิเคเตอร์), พฤติกรรมราคา (price action: อ่านแท่งเทียนและโครงสร้างราคา) หรือระบบของคุณ
ขั้นที่ 3: คำนวณระยะ Stop loss เลือกวิธี (pip คงที่, ATR, แนวรับ–แนวต้าน ฯลฯ) แล้วกำหนดระดับ Stop
ขั้นที่ 4: คำนวณขนาดสัญญา นำเงินที่ยอมเสี่ยง หารด้วยระยะ Stop และมูลค่า pip เพื่อได้ขนาดล็อตที่เหมาะสม (lot size: ขนาดสัญญา)
ขั้นที่ 5: ส่งคำสั่งโดยแนบ Stop loss อย่าเข้าเทรดถ้ายังไม่ตั้ง Stop loss บนแพลตฟอร์ม
ขั้นที่ 6: ปล่อยให้แผนทำงาน อย่าขยับ Stop ให้ไกลขึ้นเมื่อราคาวิ่งสวนทาง พฤติกรรมนี้ทำให้พอร์ตเสียหายหนักที่สุด
ตัวอย่างคำนวณขนาดสัญญา
ตัวอย่างสถานการณ์
| ตัวแปร | ค่า |
| เงินในบัญชี | $10,000 |
| ความเสี่ยงต่อไม้ | 1% ($100) |
| คู่เงินที่เทรด | GBP/USD |
| ระยะ Stop loss | 40 pip |
| มูลค่า pip (1 ล็อตมาตรฐาน) | $10 |
| ขนาดสัญญาที่คำนวณได้ | 0.25 ล็อตมาตรฐาน (25,000 หน่วย) |
วิธีคำนวณ: $100 ÷ (40 pip × $10) = 0.25 ล็อต
เมื่อกำหนดขนาดสัญญาแบบนี้ หากโดน Stop loss จะขาดทุน $100 ตามที่ตั้งไว้ ทำซ้ำอย่างมีวินัย ผลลัพธ์จะเสถียรมากขึ้น
ข้อผิดพลาดเรื่อง Stop Loss ที่ควรหลีกเลี่ยง
ข้อผิดพลาดเหล่านี้พบได้บ่อย และมักทำให้ขาดทุนเกินจำเป็น
- ตั้ง Stop แคบเกินไป: เช่น ตั้ง 10 pip ในคู่ที่ปกติแกว่ง 50 pip ต่อวัน มักโดนตัดขาดทุนจากการแกว่งปกติของราคา
- ตั้ง Stop กว้างเกินไป: หากขนาดสัญญาเท่าเดิม จะขาดทุนเป็นเงินมากขึ้น ควรกำหนดขนาดสัญญาจาก “ระยะ Stop” ไม่ใช่กลับกัน
- ขยับ Stop ให้ไกลขึ้น: เมื่อราคาใกล้ถึง Stop มักอยากขยับหนี ควรหลีกเลี่ยง เพราะทำให้ขาดทุนบานปลาย
- ไม่ตั้ง Stop loss: เป็นทางลัดสู่การล้างพอร์ต เหตุข่าวแรงครั้งเดียวก็ทำให้เสียหายหนักได้
- ตั้ง Stop ที่เลขกลม: เช่น 1.0800 หรือ 1.1000 มักเป็นจุดที่หลายคนวางเหมือนกัน ควรเผื่อระยะ
- ไม่เผื่อสเปรดและสลิปเพจ: สเปรด (spread: ส่วนต่างราคาซื้อ–ขาย) และสลิปเพจ (slippage: ได้ราคาจริงแย่กว่าที่กด/ตั้งไว้ เพราะตลาดวิ่งเร็วหรือสภาพคล่องบาง) มักเกิดช่วงข่าวหรือเปิดตลาด ควรเผื่อไว้ในช่วงผันผวน
เปรียบเทียบ Stop Loss: วิธีไหนเหมาะกับสไตล์คุณ?
สไตล์เทรดต่างกัน ควรใช้ Stop loss ต่างกัน ตารางนี้สรุปภาพรวม
| โปรไฟล์เทรดเดอร์ | กลยุทธ์ Stop Loss ที่แนะนำ | ระยะ Stop โดยทั่วไป | เหตุผล |
| Scalper | ระยะ pip คงที่ | 5–15 pip | เทรดเร็ว ต้องคุมวินัยแน่น |
| Day Trader | ตาม ATR หรือแนวรับ–แนวต้าน | 20–50 pip | สอดคล้องกับความผันผวนระหว่างวัน |
| Swing Trader | แนวรับ–แนวต้าน + เผื่อระยะ | 50–150 pip | ให้ราคาแกว่งได้ ไม่หลุดง่าย |
| Position Trader | ตามสัดส่วนเงิน + Trailing | 200+ pip | เกาะเทรนด์ระยะยาว |
| Algo Trader | ตาม ATR (ตั้งเป็นกฎในระบบได้) | ปรับตามตลาด | ลดอารมณ์ในการตัดสินใจ |
ข้อแนะนำเพื่อทำให้กลยุทธ์ Stop Loss แข็งแรงขึ้น
Stop loss จะได้ผลเมื่อมีแผนรองรับ พฤติกรรมเหล่านี้ช่วยให้ทำงานเป็นระบบและปกป้องเงินทุน
- มีแผนเป็นลายลักษณ์อักษร: ก่อนเข้าเทรด ระบุจุดเข้า Stop เป้าหมาย และเงินที่ยอมเสี่ยง
- ยึดกฎ 2%: แม้ช่วงได้กำไรต่อเนื่อง ก็ไม่เพิ่มความเสี่ยงเกินเพดานที่กำหนด
- ดูความสัมพันธ์ของสินทรัพย์ (correlation): เปิดซื้อ EUR/USD และ AUD/USD พร้อมกัน อาจเสี่ยงซ้ำ เพราะทั้งคู่สัมพันธ์กับดอลลาร์สหรัฐ
- ทบทวนไม้ที่ขาดทุน: แพ้เพราะวิเคราะห์ผิด หรือวาง Stop ไม่เหมาะ แยกให้ออกแล้วปรับปรุง
- ใช้เลเวอเรจตามประสบการณ์: เลเวอเรจ (leverage: การใช้เงินกู้จากโบรกเพื่อเพิ่มขนาดการเทรด) ยิ่งสูง ผลกำไรและขาดทุนยิ่งขยาย มือใหม่ควรใช้ไม่สูง
- ทดสอบในเดโมก่อน: เดโม (demo account: บัญชีทดลองด้วยเงินจำลอง) หรือบัญชีเซ็นต์ (cent account: บัญชีที่หน่วยเงินเล็กลงเพื่อทดลองด้วยเงินจริงความเสี่ยงต่ำ) เหมาะสำหรับลองวิธีใหม่
- ใช้ Stop แบบรับประกันเมื่อมีให้ใช้: Guaranteed stop (Stop แบบรับประกัน: โบรกยืนยันราคาปิดตามที่ตั้ง ลดความเสี่ยงสลิปเพจ) มักมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเล็กน้อย
ใช้ Stop Loss คู่กับ Take Profit และอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน
Stop loss มักใช้คู่กับ Take profit เพื่อกำหนด “ขาดทุนสูงสุด” และ “กำไรเป้าหมาย” ล่วงหน้า แนวคิดนี้เรียกว่าอัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (risk-reward ratio: เทียบสิ่งที่ยอมเสียต่อสิ่งที่คาดหวังจะได้)
หลักการคือ หากเสี่ยง 30 pip ควรหวังกำไรอย่างน้อย 60 หรือ 90 pip อัตราส่วน 1:2 หมายถึงยอมเสี่ยง 1 เพื่อหวัง 2 ต่อให้ชนะไม่ถึงครึ่ง ก็ยังมีโอกาสทำให้กำไรสุทธิได้
ตัวอย่าง:
- เทรด 10 ครั้ง เสี่ยงครั้งละ $100
- อัตราชนะ 40% (ชนะ 4 แพ้ 6)
- กำไรเฉลี่ยต่อไม้ที่ชนะ: $200 (อัตราส่วน 1:2)
- ขาดทุนเฉลี่ยต่อไม้ที่แพ้: $100
- ผลรวม: (4 × $200) – (6 × $100) = $800 – $600 = กำไร $200
พลังของการกำหนดขนาดสัญญาและวาง Stop อย่างมีวินัย คือทำให้สถิติชนะไม่ต้องสูงมากก็ยังสร้างกำไรได้ หากตัวเลขอยู่ข้างคุณ
เพื่อให้แข็งแรงขึ้น สามารถ:
- ตั้ง Take profit ที่โซนแนวรับ/แนวต้านที่สมเหตุสมผล
- ปิดบางส่วน (partial close: ปิดสถานะบางส่วนเพื่อรับกำไร) แล้วปล่อยส่วนที่เหลือวิ่งต่อ
- เปิด Trailing stop หลังราคาวิ่งถึงจุดคุ้มทุน (break-even: ไม่กำไรไม่ขาดทุน)
- ทบทวนบันทึกการเทรด (trade journal: จดรายละเอียดการเข้า–ออกและเหตุผล) รายสัปดาห์เพื่อปรับกฎ
การรักษาเงินทุนไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เกิดจากการตัดสินใจเล็กๆ ที่ทำซ้ำด้วยวินัย
VT Markets ช่วยให้ตั้ง Stop Loss ได้มีประสิทธิภาพขึ้นอย่างไร
กลยุทธ์ดีต้องมีแพลตฟอร์มที่รองรับ VT Markets ให้บริการ MT4 และ MT5 พร้อมสเปรดแคบ การส่งคำสั่งรวดเร็ว (execution: ความเร็ว/คุณภาพการจับคู่คำสั่งซื้อขาย) และรองรับวิธี Stop loss ที่กล่าวมาทั้งหมด
ผู้ใช้แพลตฟอร์มได้ประโยชน์จาก:
- ตั้ง Stop loss แบบคลิกเดียวบน MT4 และ MT5
- Trailing stop ใช้งานได้ในทุกประเภทบัญชี
- ระบบป้องกันยอดติดลบ (negative balance protection: ขาดทุนไม่เกินเงินในบัญชี) สำหรับนิติบุคคลที่อยู่ภายใต้การกำกับ
- บัญชีเดโม และเซ็นต์ สำหรับทดสอบกลยุทธ์อย่างปลอดภัย
- ราคาแบบเรียลไทม์ และความเร็วเหมาะกับทั้งสเกลเปอร์และสวิงเทรดเดอร์ (swing trader: ถือข้ามวันถึงหลายวัน)
เมื่อแพลตฟอร์มช่วยให้ทำตามกฎได้ง่าย วินัยก็ทำได้จริงมากขึ้น
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: ควรตั้ง Stop loss แคบแค่ไหน?
ไม่มีคำตอบตายตัว ระยะที่เหมาะขึ้นกับสินทรัพย์ กรอบเวลา และความผันผวน ปกติเดย์เทรดเดอร์มักใช้ 20–50 pip ในคู่เงินหลัก สิ่งสำคัญคือคุม “เงินที่เสี่ยง” ให้อยู่ใน 1%–2% ของพอร์ต ไม่ว่าระยะ pip จะเท่าไร
Q2: Stop loss รับประกันว่าไม่ขาดทุนเกินที่ตั้งไว้ได้หรือไม่?
Stop loss แบบปกติไม่รับประกัน ช่วงตลาดวิ่งเร็วหรือมีข่าว อาจเกิดสลิปเพจทำให้ปิดแย่กว่าระดับ Stop หากต้องการลดความเสี่ยงสลิปเพจ ให้ใช้ Stop แบบรับประกัน (ถ้ามี) ซึ่งมักมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม เช่น สเปรดหรือค่าธรรมเนียม
Q3: ควรขยับ Stop loss เมื่อสถานะเป็นกำไรหรือไม่?
ควรขยับได้ แต่ต้องขยับไปทางที่ลดความเสี่ยงเท่านั้น เช่น ย้าย Stop ไปที่จุดคุ้มทุนเมื่อราคาไปทางกำไรแล้ว Trailing stop ช่วยทำอัตโนมัติ ห้ามขยาย Stop ในฝั่งขาดทุน
Q4: กลยุทธ์ Stop loss ใช้เหมือนกันในบัญชีเซ็นต์กับบัญชีมาตรฐานหรือไม่?
หลักการเหมือนกัน ต่างกันแค่ “มูลค่าเงิน” กลยุทธ์ที่ปกป้อง 1% ในบัญชี $10 (แบบเซ็นต์) ก็ปกป้อง 1% ในบัญชี $10,000 (มาตรฐาน) ได้ จึงเหมาะสำหรับทดลองก่อนเพิ่มขนาด
Q5: มีกลยุทธ์ Stop loss ที่ “ดีที่สุด” สำหรับฟอเร็กซ์ CFD ไหม?
แนวทางที่ใช้ได้กว้างคือ เริ่มจากกำหนดความเสี่ยงเป็นเงิน (ตามเปอร์เซ็นต์พอร์ต) แล้วค่อยเลือกจุด Stop ที่มีเหตุผลตามกราฟ เช่น แนวรับ แนวต้าน หรือ ATR จากนั้นคำนวณขนาดสัญญา วิธีนี้ใช้ได้กับฟอเร็กซ์ สินค้าโภคภัณฑ์ ดัชนี และคริปโตแบบ CFD