ประเด็นสำคัญ:
- ดัชนีความกลัวและความโลภ (Fear and Greed Index) เป็นเครื่องมือวัด “อารมณ์ตลาด” ให้คะแนนความรู้สึกนักลงทุนตั้งแต่ 0 (กลัวมาก) ถึง 100 (โลภมาก)
- คำนวณจากตัวชี้วัดตลาด 7 รายการที่ให้น้ำหนักเท่ากัน เช่น โมเมนตัมราคา ความผันผวน และความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย
- นักเทรดมักใช้เป็นสัญญาณ “สวนกระแส” คือ ระวังเมื่อคนส่วนใหญ่โลภ และมองหาโอกาสเมื่อคนส่วนใหญ่กลัว
- หากใช้โบรกเกอร์ที่รองรับ MetaTrader 4 หรือ MetaTrader 5 เช่น VT Markets สามารถนำสัญญาณไปใช้กับฟอเร็กซ์ ดัชนี ทองคำ และน้ำมันได้
Fear and Greed Index คืออะไร?
สำหรับนักเทรดจำนวนมาก สิ่งที่ยากไม่ใช่อ่านกราฟ แต่คือคุมอารมณ์ตัวเอง ตลาดขับเคลื่อนด้วยอารมณ์พอ ๆ กับตัวเลข เมื่อข่าวร้ายถาโถม นักลงทุนมักขายตื่นตระหนก เมื่อราคาพุ่งแรง หลายคนไล่ซื้อช้าและซื้อแพง ดัชนีความกลัวและความโลภถูกสร้างขึ้นเพื่อ “วัดอารมณ์” เหล่านี้ให้ออกมาเป็นตัวเลข
ในทางปฏิบัติ ดัชนีนี้เป็น “ดัชนีรวม” (composite: รวมหลายตัวชี้วัดเข้าด้วยกัน) วัดความรู้สึกตลาด พัฒนาโดย CNN Business ให้คะแนน 0–100 คะแนนต่ำใกล้ 0 หมายถึงกลัวมาก คะแนนสูงใกล้ 100 หมายถึงโลภมาก ส่วนราว 50 คือเป็นกลาง
แนวคิดคือ “ความกลัว” มักกดราคาต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม ขณะที่ “ความโลภ” มักดันราคาเกินมูลค่า หากวัดอารมณ์สุดโต่งได้ ก็ช่วยเพิ่มความได้เปรียบได้ แนวคิดนี้สอดคล้องกับคำพูดที่นิยมอ้างถึงของ Warren Buffett: จงกลัวเมื่อคนอื่นโลภ และจงกล้าเมื่อคนอื่นกลัว
ดัชนีนี้โฟกัสตลาดหุ้นสหรัฐ แต่บรรยากาศ “รับความเสี่ยง/เลี่ยงความเสี่ยง” (risk-on/risk-off: ช่วงที่ตลาดกล้ารับความเสี่ยงหรือหันไปหลบภัย) มักส่งผลต่อค่าเงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนีทั่วโลก จึงเป็นเครื่องมือประกอบการตัดสินใจสำหรับนักเทรด CFD ด้วย
ทำไมตัวชี้วัดอารมณ์ตลาดจึงสำคัญกับนักเทรด

กราฟราคาบอกว่า “เกิดอะไรขึ้น” ส่วนเครื่องมืออารมณ์ตลาดบอกว่า “ผู้เล่นรู้สึกอย่างไร” ดัชนีนี้ช่วยเชื่อมช่องว่างด้วยตัวเลขเดียว
เหตุผลที่ควรติดตาม:
- ช่วยเห็นอารมณ์สุดโต่งที่มักมาก่อนการกลับตัว
- เห็นภาพ “อารมณ์ตลาด” แบบเร็ว โดยไม่ต้องไล่ดูข้อมูลจำนวนมาก
- ช่วยเพิ่มบริบทให้สัญญาณทางเทคนิค ลดโอกาสเข้าเทรดสวนฝูงชนผิดจังหวะ
- ช่วยให้ตัดสินใจมีวินัย ซึ่งเป็นตัวแยกนักเทรดที่ทำผลงานสม่ำเสมอออกจากคนที่ไม่สม่ำเสมอ
ตัวอย่างหนึ่ง: มีนาคม 2026 ดัชนีของ CNN ร่วงจาก 44 (กลัวเล็กน้อย) เหลือ 15 (กลัวมาก) ภายในไม่กี่สัปดาห์ หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์กดดันตลาด โดย 6 จาก 7 องค์ประกอบอยู่ในโซนกลัวมาก ในอดีต ระดับคล้ายกันช่วงเมษายน 2025 และปลายพฤศจิกายน 2025 มักเป็นจังหวะที่ดีสำหรับการเข้าซื้อ S&P 500
Fear and Greed Index คำนวณอย่างไร
ดัชนีนี้ไม่ได้เดาสุ่ม แต่สร้างจาก ตัวชี้วัดตลาด 7 รายการที่ให้น้ำหนักเท่ากัน แต่ละรายการสะท้อนพฤติกรรมนักลงทุนคนละมุม ทุกองค์ประกอบให้คะแนน 0–100 แล้วนำมาเฉลี่ยเป็นคะแนนรวม
อธิบาย 7 องค์ประกอบ:
- โมเมนตัมตลาด (Market Momentum): เปรียบเทียบดัชนี S&P 500 กับ “ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 125 วัน” (moving average: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลังที่เลื่อนตามเวลาเพื่อดูแนวโน้ม) หากราคาอยู่เหนือค่าเฉลี่ยมักตีความว่าโลภ หากต่ำกว่ามักตีความว่ากลัว
- ความแข็งแกร่งของราคา (Stock Price Strength): นับหุ้นใน NYSE ที่ทำ “จุดสูงสุด/ต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์” (52-week high/low: ราคาสูงสุด/ต่ำสุดใน 1 ปี) ถ้าหุ้นทำจุดสูงสุดเยอะสะท้อนความโลภ ถ้าทำจุดต่ำสุดเยอะสะท้อนความกลัว
- ความกว้างของตลาด (Stock Price Breadth): ใช้ McClellan Summation Index (ดัชนีที่สรุปจำนวนหุ้นขึ้นเทียบกับหุ้นลง เพื่อดูว่าตลาดขึ้น “กว้าง” แค่ไหน) หากหุ้นส่วนใหญ่ขึ้นพร้อมกันมักสะท้อนความโลภ
- ออปชัน Put และ Call (Put and Call Options): ติดตาม “อัตราส่วน Put/Call” (put/call ratio: ปริมาณสัญญา put หารด้วย call; put มักใช้ป้องกันความเสี่ยง/เก็งขาลง ส่วน call มักเก็งขาขึ้น) หากมากกว่า 1 มักสะท้อนความกลัว หากต่ำกว่า 1 มักสะท้อนความโลภ
- ความผันผวนตลาด (Market Volatility): วัดดัชนีVIX เทียบกับค่าเฉลี่ย 50 วัน (VIX: ดัชนีความผันผวนที่สะท้อนความคาดหวังความผันผวนของ S&P 500 มักถูกเรียกว่า “ดัชนีความกลัว”) หาก VIX สูงขึ้นมักแปลว่ากลัว
- ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Demand): เปรียบเทียบผลตอบแทนหุ้นกับพันธบัตรในช่วง 20 วัน (safe haven: สินทรัพย์ที่คนมักย้ายไปถือเมื่อกลัว เช่น พันธบัตร) หากหุ้นให้ผลตอบแทนดีกว่ามากมักสะท้อนความโลภ
- ความต้องการพันธบัตรความเสี่ยงสูง (Junk Bond Demand): ดู “ส่วนต่างผลตอบแทน” (yield spread: ช่องว่างระหว่างผลตอบแทนตราสารเสี่ยงกับตราสารปลอดภัย) ระหว่างพันธบัตรเกรดต่ำ (junk bond: ผู้ออกมีความเสี่ยงผิดนัดชำระหนี้สูง) กับพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (Treasuries: พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐที่ถือว่าปลอดภัย) หากส่วนต่างแคบมักสะท้อนความโลภ หากกว้างมักสะท้อนความกลัว
แต่ละตัวชี้วัดถูก “ปรับให้อยู่มาตรฐานเดียวกัน” (normalised: ปรับสเกลให้เปรียบเทียบกันได้) เพื่อให้มีน้ำหนักเท่ากัน ไม่ให้สัญญาณตัวใดตัวหนึ่ง เช่น ความผันผวนพุ่งระยะสั้น ดึงคะแนนรวมเพี้ยน
อ่านสเกล: ตัวเลขหมายถึงอะไร
สเกล 0–100 แบ่งเป็น 5 โซน แต่ละโซนสะท้อนจิตวิทยาตลาดต่างกัน
| ค่าดัชนี | อารมณ์ตลาด | สิ่งที่มักสะท้อน |
| 0 – 24 | กลัวมาก | ขายตื่นตระหนก อาจเริ่มสร้างฐาน |
| 25 – 44 | กลัว | ความระวังนำตลาด อยู่ในช่วงย่อตัว |
| 45 – 55 | เป็นกลาง | สมดุล ไม่มีอคติเด่น |
| 56 – 74 | โลภ | บรรยากาศบวก รับความเสี่ยงมากขึ้น |
| 75 – 100 | โลภมาก | ร้อนแรงเกินไป ความเสี่ยงปรับฐานเพิ่ม |
ข้อมูลย้อนหลัง ชี้ว่าความแกว่งทำได้รุนแรง ตั้งแต่ปี 2011 เคยต่ำสุด 2 และสูงสุด 97 ช่วงวิกฤตโควิดปี 2020 ดัชนีร่วงลงเหลือเลขตัวเดียวภายในไม่กี่สัปดาห์ ขณะที่จุดพีกของตลาดกระทิงปี 2021 ดัชนีอยู่เหนือ 80 หลายสัปดาห์
ตัวอย่างง่าย ๆ: คะแนน Fear and Greed Index ทำงานอย่างไร
สมมติวันหนึ่งได้คะแนนองค์ประกอบดังนี้:
- โมเมนตัมตลาด: 72 (โลภ)
- ความแข็งแกร่งของราคา: 68 (โลภ)
- ความกว้างของตลาด: 61 (โลภ)
- อัตราส่วน Put/Call: 55 (เป็นกลาง)
- ความผันผวนตลาด: 70 (โลภ)
- ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย: 62 (โลภ)
- ความต้องการพันธบัตรความเสี่ยงสูง: 56 (เป็นกลาง)
นำมาบวก: 72 + 68 + 61 + 55 + 70 + 62 + 56 = 444 แล้วหาร 7 ได้ 63.4 ปัดเป็น 63 อยู่ในโซน “โลภ” หากกำลังคิดเพิ่มความเสี่ยง ค่าแบบนี้บอกว่าฝูงชนเอนขาขึ้นไปมากแล้ว จึงควรระวัง
วิธีใช้ Fear and Greed Index ในการเทรด
ดัชนีนี้เหมาะเป็น “ชั้นข้อมูลประกอบ” ไม่ใช่สัญญาณเข้าออกเพียงอย่างเดียว มองเป็นหน้าปัดจิตวิทยาตลาด แล้วใช้ร่วมกับการวิเคราะห์ทางเทคนิคและปัจจัยพื้นฐาน
ขั้นตอนที่นำไปใช้ได้จริง:
- ขั้นที่ 1: เช็กค่าก่อนเปิดตลาด ให้เป็นส่วนหนึ่งของกิจวัตร เหมือนเช็กปฏิทินเศรษฐกิจ
- ขั้นที่ 2: เทียบกับพฤติกรรมราคา (price action: การเคลื่อนไหวของราคา) หาก S&P 500 ทำจุดสูงสุดใหม่แต่ดัชนีอยู่ 85 ความไม่สอดคล้องนี้ควรจับตา
- ขั้นที่ 3: ใช้เป็นตัวกรอง ไม่ใช่สัญญาณสุดท้าย ค่าแบบสุดโต่งควรทำให้ทบทวนพอร์ต ไม่ใช่กลับฝั่งทันที
- ขั้นที่ 4: ดูแนวโน้มของดัชนี ไม่ใช่ดูแค่ระดับ เช่น จาก 70 ลง 40 อาจมีความหมายมากกว่าค่าเดียว
- ขั้นที่ 5: ยืนยันด้วยเครื่องมืออื่น เช่น แนวรับ-แนวต้าน (support/resistance: ระดับราคาที่มักหยุดลง/หยุดขึ้น) ค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ และ VIX
ข้อสังเกต: อารมณ์สุดโต่งมักใช้ได้ดีใกล้จุดกลับตัว มากกว่ากลางเทรนด์ที่แรง มองเป็นสัญญาณเตือน ไม่ใช่ยืนยันการกลับตัว
แนวทางสวนกระแส vs ตามเทรนด์

การใช้ดัชนีมี 2 แนวหลัก แต่ละแนวเหมาะกับสไตล์ต่างกัน
แนวสวนกระแส (Contrarian):
- พิจารณาซื้อเมื่อดัชนีอยู่โซนกลัวมาก (ต่ำกว่า 25)
- ลดความเสี่ยงหรือทำกำไรเมื่อดัชนีอยู่โซนโลภมาก (สูงกว่า 75)
- ตั้งสมมติฐานว่าฝูงชนมัก “ไปไกลเกิน” ทั้งขึ้นและลง
- เหมาะกับสายสวิงเทรด (swing trade: ถือหลายวันถึงหลายสัปดาห์)
แนวตามเทรนด์ (Trend-Following):
- ถือไปกับฝั่งโลภตราบเท่าที่โมเมนตัมยังอยู่
- ระวังพอร์ตในช่วงกลัว จนกว่าจะเห็นสัญญาณกลับตัวชัดเจน
- ยึดหลักว่าเทรนด์มักไปต่อจนกว่าจะมีเหตุผลให้เปลี่ยน
- เหมาะกับสายโพสิชันเทรด (position trade: ถือยาวตามแนวโน้ม)
หลายคนใช้ผสมกัน คือ ตามเทรนด์ แต่ค่อย ๆ ลดพอร์ตเมื่ออารมณ์ตลาดไปสุดโต่ง
นำอารมณ์ตลาดไปใช้กับตลาด CFD
แม้ดัชนีนี้วัดหุ้นสหรัฐ แต่ใช้เป็นภาพรวมได้ดี เพราะบรรยากาศรับความเสี่ยง/เลี่ยงความเสี่ยงกระทบคู่เงิน สินค้าโภคภัณฑ์ และดัชนีทั่วโลก CFD (Contract for Difference: สัญญาซื้อขายส่วนต่างราคา ไม่ได้ถือสินทรัพย์จริง) สามารถเทรดหลายสินทรัพย์ผ่านแพลตฟอร์มเดียว
ตัวอย่างแนวคิดเทรด CFD ตามอารมณ์ตลาด:
- กลัวมาก + VIX พุ่ง: พิจารณาแนวคิดฝั่งสินทรัพย์ปลอดภัย เช่น มองจังหวะกลับตัว USD/JPY หรือถือทองคำ (XAU/USD: ราคาทองคำเทียบดอลลาร์)
- โลภมาก + ตลาดขึ้นกว้าง: มองการไปต่อของคู่เงินที่อ่อนไหวต่อความเสี่ยง เช่น AUD/USD หรือเล่นตามแนวโน้มใน CFD ดัชนีหุ้นสหรัฐ
- เป็นกลาง: เน้นกลยุทธ์ในกรอบ (range-bound: ราคาแกว่งในช่วง) เลี่ยงไล่เบรกเอาต์แรง ๆ
- แกว่งเร็ว: ขยับจุดตัดขาดทุน (stop-loss: ระดับราคาที่ปิดเพื่อลดการขาดทุน) ให้รัดกุม ลดขนาดสัญญา รออารมณ์ตลาดนิ่ง
ตัวอย่าง: หากดัชนีร่วงจาก 60 เหลือ 20 ใน 2 สัปดาห์ แปลว่าความกล้ารับความเสี่ยงลดลงมาก ผู้ที่ถือ CFD ดัชนีฝั่งซื้ออาจเลื่อนจุดตัดขาดทุนตามราคาให้ชิดขึ้น (trailing stop: เลื่อน stop ตามกำไร) ขณะที่สายระยะสั้นอาจมองจังหวะรีบาวด์ในทองคำ ซึ่งมักได้แรงหนุนเมื่อหุ้นผันผวน
การกำหนดขนาดการลงทุนตามโซนอารมณ์
ปรับขนาดการลงทุนให้เหมาะกับอารมณ์ตลาดช่วยคุมความเสี่ยง ตารางนี้เป็นกรอบทั่วไป
| โซนอารมณ์ | พฤติกรรมตลาดที่พบบ่อย | ขนาดสถานะที่แนะนำ | ความเสี่ยงต่อ 1 ดีล |
| กลัวมาก (0–24) | ผันผวนสูง กลับตัวเร็ว | เล็กกว่าปกติ | 0.5% – 1% |
| กลัว (25–44) | แกว่งแรง โอกาสเลือกเป็นจุด ๆ | มาตรฐาน | 1% – 2% |
| เป็นกลาง (45–55) | แกว่งในกรอบ | มาตรฐาน | 1% – 2% |
| โลภ (56–74) | เทรนด์ลื่น ผันผวนน้อยลง | มาตรฐานถึงเพิ่มเล็กน้อย | 1% – 2% |
| โลภมาก (75–100) | ไปไกลเกิน เสี่ยงกลับทิศฉับพลัน | เล็กลง ตั้ง stop แคบขึ้น | 0.5% – 1% |
นักเทรดจำนวนมากจำกัดความเสี่ยงไม่เกิน 2% ของมูลค่าพอร์ตต่อ 1 สถานะ ไม่ว่าอารมณ์ตลาดเป็นอย่างไร วินัยนี้ช่วยให้พอร์ตผ่านรอบความกลัวและความโลภได้
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยเมื่อใช้เครื่องมืออารมณ์ตลาด
ข้อมูลอารมณ์ตลาดมีประโยชน์ แต่ไม่ใช่เครื่องทำนายอนาคต ใช้ผิดอาจทำให้กำไรค่อย ๆ หายไป ข้อผิดพลาดที่พบบ่อย:
- ใช้เป็นสัญญาณเดี่ยว: ดัชนีเป็นข้อมูลประกอบ ไม่ใช่ปุ่มกดเข้าเสมอ ควรดูร่วมกับราคา
- สวนทุกครั้งที่เห็นค่าสุดโต่ง: ตลาดอาจอยู่ในโซนโลภมากได้เป็นเดือนในตลาดกระทิง การกลับฝั่งเร็วเกินไปมีต้นทุนสูง
- ไม่ดูภาพใหญ่: ดอกเบี้ย ผลประกอบการ และภูมิรัฐศาสตร์ อาจกลบสัญญาณอารมณ์ตลาด
- ใช้ดัชนีผิดประเภท: ดัชนีของ CNN สำหรับหุ้นต่างจากดัชนีอารมณ์คริปโต ควรใช้ให้ตรงสินทรัพย์
- ลืมเรื่องกรอบเวลา: ค่าแบบรายวันมีประโยชน์จำกัดกับสายสเกลป์ (scalping: เข้าออกเร็วมากในไม่กี่นาที) แต่มีประโยชน์มากขึ้นกับสวิง/โพสิชันเทรด
- เทรดถี่เกินในโซนผันผวน: ค่าแบบสุดโต่งมักทำให้ราคาแกว่งสะบัด (whipsaw: สวิงไปมาเร็วทำให้โดนตัดขาดทุนง่าย) ลดขนาดและมองภาพกว้างมักดีกว่า
ข้อจำกัดที่ต้องจำไว้
ดัชนีอารมณ์ตลาดก็มีจุดบอด ข้อจำกัดหลัก:
- สะท้อนอารมณ์ตลาดหุ้นสหรัฐเป็นหลัก เหตุการณ์ทั่วโลกบางครั้งอาจสะท้อนช้า
- อาจอยู่ในโซนสุดโต่งนานกว่าที่คาด
- เป็นตัวชี้วัด “ตามหลังถึงร่วมสมัย” (lagging-to-coincident: มักสะท้อนสิ่งที่เกิดไปแล้วหรือกำลังเกิด ไม่ได้ชี้นำล่วงหน้า)
- เหตุการณ์ใหญ่ทำให้อารมณ์เปลี่ยนเร็วกว่าอัปเดตขององค์ประกอบบางตัว
รู้ข้อจำกัดช่วยตั้งความคาดหวังให้เหมาะ ดัชนีนี้เป็นแว่นขยาย ไม่ใช่คำทำนาย
เทคนิคจากนักเทรดมีประสบการณ์
นักเทรดที่มีประสบการณ์มักใส่ข้อมูลอารมณ์ตลาดไว้ในกิจวัตร แนวทางที่นำไปใช้ได้:
- ติดตามทุกวัน: แค่เหลือบดูช่วยสร้างความคุ้นเคย
- บันทึกค่าดัชนีกับดีลที่เทรด: จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่างโซนอารมณ์กับอัตราชนะ
- จับคู่กับความผันผวน: VIX ต่ำแต่ดัชนีโลภมาก มักเป็นสัญญาณเตือนที่พบได้บ่อย
- ใช้หลายแหล่งอารมณ์ตลาด: แบบสำรวจความเชื่อมั่นนักลงทุนของ AAII และรายงาน Commitments of Traders (COT) (รายงานสถานะการถือครองสัญญาของนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ) ช่วยเพิ่มมุมมอง
- ยึดแผนเทรด: ต่อให้สัญญาณอารมณ์ดีแค่ไหน ก็ช่วยไม่ได้หากไม่ทำตามกฎจุดตัดขาดทุน
ฝั่งแพลตฟอร์มก็ควรสอดคล้องกับการวิเคราะห์ การส่งคำสั่งเร็ว สเปรดแคบ (spread: ส่วนต่างราคาซื้อ-ขาย) และกราฟที่เสถียร มีความสำคัญเมื่อเทรดช่วงอารมณ์สุดโต่ง
คำถามที่พบบ่อย (FAQs)
Q1: ดัชนีอัปเดตบ่อยแค่ไหน?
เวอร์ชันของ CNN อัปเดตเมื่อมีข้อมูลตลาดใหม่ โดยมากหลายครั้งระหว่างเวลาซื้อขายของสหรัฐ และมีการบันทึกค่าปิดรายวันเพื่อดูย้อนหลัง
Q2: ใช้ดัชนีนี้เทรดฟอเร็กซ์ได้ไหม?
ได้ทางอ้อม เพราะดัชนีวัดอารมณ์หุ้นสหรัฐ แต่บรรยากาศรับ/เลี่ยงความเสี่ยงมักส่งต่อไปค่าเงิน นักเทรดมักดูร่วมกับความสัมพันธ์ของ USD/JPY, AUD/USD และทองคำ
Q3: คะแนนต่ำแปลว่าควรซื้อเสมอไหม?
ไม่เสมอ กลัวมากมักมาก่อนรีบาวด์ แต่ตลาดอาจถูกขายมาก (oversold: ราคาลงแรงจนต่ำกว่าปกติในเชิงสถิติ) ต่อได้หลายสัปดาห์ในเหตุการณ์รุนแรง ควรใช้ร่วมกับสัญญาณทางเทคนิค
Q4: CNN ต่างจากดัชนีอารมณ์คริปโตอย่างไร?
ดัชนีของ CNN วัดอารมณ์ตลาดหุ้นสหรัฐ โดยใช้ตัวชี้วัดหุ้น พันธบัตร และออปชัน 7 รายการ ส่วนดัชนีคริปโตใช้ข้อมูลอีกชุด เช่น ความผันผวน โมเมนตัม และกระแสในโซเชียล และใช้กับสินทรัพย์ดิจิทัลเท่านั้น
Q5: ทำระบบอัตโนมัติจากดัชนีนี้ได้ไหม?
นักเทรดขั้นสูงบางรายนำค่าดัชนีไปใส่เป็นเงื่อนไขใน MetaTrader 5 หรือใช้กับระบบเทรดอัตโนมัติ (expert advisor: โปรแกรมที่ส่งคำสั่งซื้อขายอัตโนมัติตามกฎที่ตั้งไว้) ซึ่งมักได้ผลดีกว่าเมื่อผูกกับกฎจากราคา