
ภาพรวม
- ดัชนีหุ้นสหรัฐทำสถิติสูงสุดใหม่ จากกำไรบริษัทจดทะเบียนที่แข็งแกร่ง ความคาดหวังการเติบโตที่ขับเคลื่อนด้วย AI (ปัญญาประดิษฐ์: เทคโนโลยีที่ทำให้คอมพิวเตอร์เรียนรู้และคาดการณ์ได้) และบรรยากาศลงทุนที่ดีขึ้น หนุนให้นักลงทุนกล้ารับความเสี่ยงมากขึ้น
- การจ้างงานภาคเอกชนสหรัฐชะลอลง ทำให้ตลาดคาดว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจลดลงต่อเนื่อง และเพิ่มโอกาสที่เฟดจะมี “พื้นที่” ปรับนโยบายการเงินได้ยืดหยุ่นขึ้น (นโยบายการเงิน: การกำหนดดอกเบี้ย/สภาพคล่องเพื่อควบคุมเศรษฐกิจและเงินเฟ้อ)
- ราคาน้ำมันที่ลดลงช่วยคลายกังวลต้นทุนพลังงานและความเสี่ยงเงินเฟ้อ เป็นแรงหนุนเพิ่มเติมต่อหุ้น
- หุ้นเทคโนโลยียังเป็นแรงขับหลักของการปรับขึ้น จากการลงทุนต่อเนื่องใน AI คลาวด์ (การประมวลผล/เก็บข้อมูลผ่านศูนย์ข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต) และโครงสร้างพื้นฐานชิป (เซมิคอนดักเตอร์: ชิ้นส่วนสำคัญของอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์)
- Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq 100 ทำจุดสูงสุดใหม่ทั้งหมด แต่ตลาดยังติดตามข้อมูลเศรษฐกิจและสัญญาณนโยบายจากเฟดอย่างใกล้ชิด
ตลาดการเงินโลกเข้าสู่ช่วงมุมมองเชิงบวกมากขึ้น หลังดัชนีหุ้นสหรัฐหลักทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยได้แรงหนุนจากกำไรบริษัทที่แข็งแกร่ง ความคาดหวังเศรษฐกิจที่ดีขึ้น และความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ผ่อนคลาย
การปรับขึ้นรอบล่าสุดสะท้อนความเชื่อมั่นว่าบริษัทสหรัฐยังเพิ่มกำไรได้ แม้อยู่ในสภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูง หลายบริษัทควบคุมต้นทุนได้ดีและรักษาอัตรากำไร (ส่วนต่างกำไร: กำไรเทียบกับยอดขาย) ได้ ทำให้ “กำไรบริษัท” ยังเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของตลาด
กลุ่มเทคโนโลยีเป็นแรงหนุนเด่นของตลาด บริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่ยังเพิ่มการลงทุนใน AI คลาวด์ และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ทำให้ตลาดคาดรายได้ในอนาคตเติบโต และหนุนความต้องการหุ้นเทคโนโลยี
การจ้างงานสหรัฐชะลอ หนุนบรรยากาศตลาด
ข้อมูลการจ้างงานภาคเอกชนของสหรัฐเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยหนุนตลาดหุ้น
รายงาน ADP (ข้อมูลการจ้างงานจากบริษัทประมวลเงินเดือนเอกชน) ระบุว่า ภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มการจ้างงาน 44,000 ตำแหน่งในเดือนก.ค. ต่ำกว่าที่ตลาดคาดราว 75,000 ตำแหน่ง และลดลงจากตัวเลขเดือนมิ.ย.ที่ปรับแล้ว 95,000 ตำแหน่ง
การชะลอลงสะท้อนว่าตลาดแรงงานอาจเริ่มเย็นลงหลังขยายตัวแรง แม้ข้อมูลจ้างงานอ่อนแอโดยทั่วไปอาจทำให้กังวลเศรษฐกิจ แต่รอบนี้ตลาดตอบรับเชิงบวก เพราะมองว่าเป็นสัญญาณว่าแรงกดดันเงินเฟ้ออาจลดลงต่อ
ตลาดแรงงานที่ไม่ร้อนแรงอาจลดแรงกดดันให้เฟดต้องคง “นโยบายการเงินตึงตัว” (ตึงตัว: ดอกเบี้ยสูงและดูดสภาพคล่องเพื่อกดเงินเฟ้อ) ทำให้ตลาดคาดว่านโยบายในอนาคตอาจเป็นมิตรต่อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น
ราคาน้ำมันลดลง ช่วยคลายกังวลเงินเฟ้อ
ประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ยังมีผลต่อความเชื่อมั่นตลาด
ก่อนหน้านี้ ความตึงเครียดในตะวันออกกลางทำให้กังวลว่าอุปทานพลังงานโลกอาจสะดุด ส่งผลให้ราคาน้ำมันสูงขึ้นและเพิ่มความไม่แน่นอนในตลาดการเงิน
แต่เมื่อความเสี่ยงการยกระดับความขัดแย้งลดลง แรงกดดันต่อตลาดพลังงานก็ผ่อนคลาย ราคาน้ำมันปรับลง หลังนักลงทุนประเมินใหม่ถึงโอกาสที่อุปทานจะถูกรบกวน
พลังงานที่ถูกลงเป็นแรงหนุนต่อหุ้น เพราะช่วยลดต้นทุนธุรกิจและภาระค่าใช้จ่ายของผู้บริโภค ส่งผลบวกต่ออัตรากำไรและกิจกรรมเศรษฐกิจ
บรรยากาศที่ดีขึ้นทำให้นักลงทุนโยกเงินกลับไปยังกลุ่มที่เน้นการเติบโต เช่น เทคโนโลยี อุตสาหกรรม และการเงิน
นโยบายเฟดยังเป็นตัวแปรหลักของตลาด
แม้ความเชื่อมั่นตลาดดีขึ้น แต่ “นโยบายการเงิน” ยังเป็นปัจจัยสำคัญต่อแนวโน้มหุ้นสหรัฐ
หลังใช้นโยบายตึงตัวมานานกว่า 2 ปีเพื่อสกัดเงินเฟ้อ นักลงทุนจับตาว่าเฟดจะเปลี่ยนไปใช้นโยบายที่ผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อใด
เงินเฟ้อลดลงจากจุดสูงก่อนหน้า ขณะที่ปัญหาห่วงโซ่อุปทาน (การผลิต-ขนส่ง-ส่งมอบสินค้า) และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น น้ำมัน โลหะ ธัญพืช) ดีขึ้น อย่างไรก็ดี ข้อมูล CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: ตัวชี้วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) บ่งชี้ว่าองค์ประกอบบางส่วน โดยเฉพาะราคาบริการและค่าแรง ยังเป็นจุดที่ผู้กำหนดนโยบายกังวล
อัตราดอกเบี้ยยังส่งผลต่อมูลค่าหุ้น (การประเมินราคา: เปรียบเทียบราคา/กำไรและปัจจัยพื้นฐาน) ต้นทุนการกู้ยืม และพฤติกรรมนักลงทุน
อย่างไรก็ตาม เฟดย้ำว่าการตัดสินใจต่อไปจะขึ้นอยู่กับข้อมูลเศรษฐกิจที่ทยอยออกมา
หากเงินเฟ้อกลับเร่งขึ้น หรือแรงงานยังร้อนแรงเกินคาด อาจทำให้การคาดหวัง “ลดความตึงตัวของนโยบาย” ถูกเลื่อนออกไป และเพิ่มความผันผวนของตลาด (ความผันผวน: ราคาขึ้นลงแรงและเร็ว)
มุมมองเชิงเทคนิคของดัชนีวอลล์สตรีท
ภาพรวมเชิงเทคนิค (การวิเคราะห์กราฟราคา: ใช้แนวโน้ม แนวรับ-แนวต้าน และสัญญาณจากราคา) ของดัชนีสหรัฐหลัก 3 ตัว ยังเป็นบวก จากกำไรบริษัทที่แข็งแรง กระแสสภาพคล่อง (เงินทุนหมุนเวียนในตลาด) และความคาดหวังนโยบายการเงินที่ดีขึ้น
แต่เมื่อ Dow Jones, S&P 500 และ Nasdaq 100 ซื้อขายใกล้ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์ นักลงทุนจับตาว่าแรงส่ง (โมเมนตัม: ความต่อเนื่องของทิศทางราคา) จะไปต่อได้หรือจะเริ่มพักฐานระยะสั้น (การพักฐาน: ราคาแกว่งออกข้าง/ย่อตัวก่อนเลือกทาง)
ข้อมูลเศรษฐกิจที่จะประกาศ เช่น การจ้างงาน เงินเฟ้อ และถ้อยแถลงเฟด คาดว่ายังเป็นตัวกำหนดทิศทางตลาด
ดัชนี Dow Jones

Dow Jones Industrial Average ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ทำสถิติสูงสุดใหม่ โดยหุ้นอุตสาหกรรม การเงิน และเฮลท์แคร์หนุนการปรับขึ้นของตลาด
ดัชนียังอยู่ในแนวโน้มขาขึ้น โดยราคายืนเหนือแนวรับสำคัญ (แนวรับ: ระดับราคาที่มักมีแรงซื้อช่วยพยุง) ที่เคยรองรับการขึ้นรอบนี้
เมื่อเทียบกับดัชนีที่มีหุ้นเทคโนโลยีสัดส่วนสูง Dow Jones ได้รับผลกระทบจากความผันผวนของกลุ่มเทคฯ น้อยกว่า เพราะกระจายอยู่ในอุตสาหกรรมดั้งเดิมมากกว่า
ดัชนีทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 54,881.00 จุด โดยราคาเปิดที่ 54,340.95 จุด
ดัชนี S&P 500

S&P 500 ปรับขึ้นต่อเนื่องเป็นวันที่ 5 ทะลุแนวรับสำคัญ โดยแรงซื้อยังคุมทิศทางตลาด
การทำสถิติสูงสุดใหม่สะท้อนความเชื่อมั่นว่ากำไรบริษัทรับแรงกดดันได้ และตลาดคาดว่านโยบายการเงินอาจตึงตัวน้อยลง
เชิงเทคนิค ดัชนียังเป็นขาขึ้นแข็งแรง แต่ตลาดยังติดตามว่าการเติบโตของกำไรจะรองรับระดับมูลค่าหุ้นปัจจุบันได้ต่อหรือไม่
S&P 500 ทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 7,819.50 จุด โดยราคาเปิดที่ 7,771.33 จุด
ดัชนี Nasdaq 100

Nasdaq 100 ยังเป็นแรงขับสำคัญของการปรับขึ้นของตลาด โดยได้แรงหนุนจากความต้องการหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับ AI คลาวด์ และการพัฒนาชิป
ดัชนียังเคลื่อนไหวในกรอบขาขึ้นชัดเจน (Upward channel: ราคาแกว่งขึ้นในกรอบเส้นแนวโน้ม) สะท้อนความสนใจต่อหุ้นเติบโตในธีมเทคโนโลยี
ปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มขึ้นพร้อมการปรับขึ้น บ่งชี้ว่ายังมีแรงร่วมจากนักลงทุน ไม่ได้ขึ้นเพราะสภาพคล่องในตลาดลดลงเพียงอย่างเดียว
Nasdaq 100 ทำจุดสูงสุดระหว่างวันที่ 30,072.98 จุด โดยราคาเปิดที่ 29,774.84 จุด
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets