ทองคำร่วงหลุดระดับ 4,000 ดอลลาร์ต่อออนซ์ หลังเคลื่อนไหวอ่อนแอตั้งแต่กลางเดือนมีนาคม เนื่องจากอัตราผลตอบแทนระยะสั้น (front-end yields) ทั่วโลกปรับสูงขึ้น และความกังวลเรื่องการด้อยค่าของสกุลเงิน (debasement) คลายลง ทำให้เสน่ห์ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัยลดลง การเคลื่อนไหวดังกล่าวเชื่อมโยงกับการ “ปรับราคาใหม่” ของคาดการณ์นโยบายในกลุ่มธนาคารกลางหลัก ได้แก่ ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด), ธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) และธนาคารกลางยุโรป (ECB) ขณะที่โลหะมีค่าก็ปรับลงแรงในช่วงความขัดแย้ง ก่อนจะเกิดการปรับฐานในวงกว้างของสมมติฐานด้านอัตราดอกเบี้ย
การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายยังสะท้อนบนโค้งอัตราผลตอบแทนของสหราชอาณาจักรด้วย โดยตลาดเคยให้ราคาว่า BoE จะขึ้นดอกเบี้ย 4 ครั้งในช่วงที่ความขัดแย้งตึงเครียดที่สุด ก่อนจะลดเหลือ “น้อยกว่า 1 ครั้ง” แต่ทองคำยังคงปรับลงต่อ การเทขายถูกอธิบายว่าเกิดจากการปรับคาดการณ์เฟดที่ “ช้า” ประกอบกับท่าทีที่แข็งกร้าวของ ECB ทำให้ผลตอบแทนฝั่งระยะสั้นยังอยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (real rates) ทั่วโลกปรับขึ้น เพราะอัตราชดเชยเงินเฟ้อ (inflation break-evens) ปรับตามไม่ทันการดีดขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (nominal yields) อีกทั้งบทบาทของทองคำในไตรมาส 1 ในฐานะเครื่องป้องกัน debasement ที่เชื่อมโยงกับนโยบายผ่อนคลายและการใช้จ่ายภาครัฐก็อ่อนแรงลง เมื่อสภาวะการเงินที่ตึงตัวขึ้นย้ำแรงกดดันให้มีวินัยการคลังมากขึ้น
การเปลี่ยนทิศทางนโยบายธนาคารกลางและเสน่ห์ของทองคำที่ลดลง
เราเห็นว่าทองคำกำลังเผชิญแรงกดดัน เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยทั่วโลกที่สูงขึ้นลดทอนความน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากทำจุดสูงสุดเหนือ 2,700 ดอลลาร์ต่อออนซ์เมื่อต้นปี ราคาขณะนี้ทรงตัวใกล้ระดับ 2,550 ดอลลาร์ ปัจจัยหลักมาจากการเปลี่ยนแปลงของคาดการณ์นโยบายธนาคารกลาง ซึ่งกลายเป็นแรงต้านต่อสินทรัพย์ที่ไม่ให้ผลตอบแทน (non-yielding assets)
การปรับลงล่าสุดเชื่อมโยงโดยตรงกับการปรับราคาใหม่ของคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยจากธนาคารกลางหลัก ตัวอย่างเช่น อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 2 ปี เพิ่มขึ้นจาก 3.8% เป็น 4.2% ภายในเดือนที่ผ่านมา สะท้อน “ความเป็นจริงใหม่” ดังกล่าว ข้อมูลจากเครื่องมือ CME FedWatch ระบุว่า ตลาดกำลังให้โอกาส 25% ที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ยภายในสิ้นปี ถือเป็นการพลิกจากการคาดการณ์ “ลดดอกเบี้ย” ที่เกิดขึ้นเพียงไตรมาสก่อนอย่างมีนัยสำคัญ
ขณะเดียวกัน เรื่องเล่าว่าทองคำเป็นเครื่องป้องกันการด้อยค่าของสกุลเงินก็เริ่มอ่อนแรง เมื่อเงินเฟ้อยังทรงตัวราว 3.1% การเพิ่มขึ้นของผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในเชิงนามธรรม (nominal) ได้ผลักดันให้ผลตอบแทนที่แท้จริง (real yields) อยู่ในระดับที่น่าดึงดูดมากขึ้น แรงผลักจากตลาดที่ต้องการวินัยการคลังทำให้การถือครองทองคำซึ่งไม่ให้ผลตอบแทน กลายเป็นกลยุทธ์ที่ “น่าดึงดูดน้อยลง” ในระยะนี้
นัยต่อผู้ค้าและทิศทางทองคำจากนี้
สำหรับผู้ค้าอนุพันธ์ สภาพแวดล้อมเช่นนี้ชี้ให้เห็นถึงการพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวแบบแกว่งในกรอบ (range-bound) หรือการปรับลงเพิ่มเติม เรามองว่าการขายออปชันคอลนอกเงิน (out-of-the-money call) หรือการทำกลยุทธ์ bear call spread อาจเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการสร้างรายได้ โดยกำหนดกรอบความเสี่ยงไว้ชัดเจน สถานะเหล่านี้จะได้ประโยชน์หากราคาทองคำยังเผชิญแรงกดดันจากอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
ในเชิงประวัติศาสตร์ ทองคำมักเริ่มรอบขาขึ้นครั้งใหญ่เมื่อเกิดการสูญเสียความน่าเชื่อถือทางการคลังหรือนโยบายการเงินอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งจะต้องมีปัจจัยกระตุ้นให้ธนาคารกลางกลับไปใช้นโยบายผ่อนคลายเชิงรุก เช่น เหตุการณ์เครดิตครั้งใหญ่ หรือเศรษฐกิจชะลอตัวรุนแรง จนกว่าจะมีตัวเร่งดังกล่าวปรากฏชัด เส้นทางที่มีโอกาสมากที่สุดสำหรับทองคำดูจะเป็น “ทรงตัวถึงอ่อนตัวลง” มากกว่า
เริ่มต้นเทรดเดี๋ยวนี้ — คลิกที่นี่เพื่อสร้างบัญชีจริงของคุณกับ VT Markets