ตัวชี้วัดเศรษฐกิจจีนเดือนพฤษภาคมชี้ว่า ภาคการผลิตยังเดินหน้าอย่างค่อนข้างทรงตัว แต่ภาวะอุปสงค์อ่อนแรงลง ตามการประเมินของสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ดจากข้อมูลสำรวจและข้อมูลกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตทางการชะลอลงมาอยู่ที่ 50.0 จาก 50.3 ต่ำกว่าที่ตลาดคาด ขณะที่ทั้งดัชนีคำสั่งซื้อใหม่และคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ปรับเข้าสู่โซนหดตัว สะท้อนแนวโน้มอุปสงค์ล่วงหน้าที่อ่อนลง
อย่างไรก็ดี คาดว่าการผลิตภาคอุตสาหกรรมจะกลับมาเร่งตัวบางส่วน โดยการเติบโตของผลผลิตอุตสาหกรรม (IP) ในเดือนพฤษภาคมคาดอยู่ที่ 5.0% เมื่อเทียบรายปี หลังจาก 4.1% ในเดือนเมษายน หนุนโดยกิจกรรมส่งออกที่แข็งแกร่งและแรงสนับสนุนจากการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูง ตรงกันข้าม การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรคาดว่าจะหดตัว 2.0% เมื่อเทียบรายปีในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2025 (5M-2025) จากภาวะถดถอยของภาคที่อยู่อาศัยที่ยังยืดเยื้อ และคาดว่าอัตราการขยายตัวของสินเชื่อจะชะลอลงต่อเนื่อง เนื่องจากอุปสงค์ยังซบเซา
ความอ่อนแอของอุปสงค์ในประเทศที่ยืดเยื้อ
เรามองว่าข้อมูลล่าสุดของจีนในเดือนพฤษภาคมสะท้อนภาพ “แยกขั้ว” ชัดเจน ระหว่างฝั่งการผลิตที่ยังยืดหยุ่นกับอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรงลง โดยดัชนี PMI ภาคการผลิตทางการเดือนพฤษภาคมลดลงมาอยู่ที่ 49.5 กลับเข้าสู่แดนหดตัว และบ่งชี้ว่าผลผลิตโรงงานกำลังขยายเร็วกว่าออเดอร์ใหม่ ซึ่งหมายความว่าสินค้าคงคลังอาจกำลังถูกสะสมเพิ่มขึ้น และอาจกดดันให้ราคาปรับลงในระยะใกล้
ความอ่อนแอของอุปสงค์ดังกล่าวมีศูนย์กลางอยู่ที่วิกฤตอสังหาริมทรัพย์ที่ยังไม่คลี่คลายและการใช้จ่ายผู้บริโภคที่ยังลังเล เดือนที่ผ่านมา ราคาบ้านใหม่ใน 70 เมืองใหญ่ปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 11 และการเติบโตของยอดระดมทุนรวมของสังคม (Total Social Financing: TSF) ทำสถิติต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ตอกย้ำว่าอุปสงค์สินเชื่อยังอยู่ในระดับซบเซา การชะลอตัวของภาคอสังหาริมทรัพย์ที่ต่อเนื่องนี้มีแนวโน้มจำกัดการฟื้นตัวของการลงทุนในสินทรัพย์ถาวรไปอีกระยะ
ผลผลิตอุตสาหกรรมที่ยังแข็งแกร่งและนัยเชิงกลยุทธ์
อีกด้านหนึ่ง ผลผลิตอุตสาหกรรมแข็งแกร่งเกินคาด โดยเติบโต 6.7% ในเดือนพฤษภาคม หนุนจากกิจกรรมส่งออกที่ดี โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง อย่างไรก็ตาม ดัชนีย่อยคำสั่งซื้อส่งออกใหม่ใน PMI ลดลงต่ำกว่า 50 สะท้อนว่าแรงหนุนจากภายนอกอาจเริ่มแผ่วลงในไม่ช้า ส่งผลให้เกิดสถานการณ์เปราะบางที่ “ความแข็งแกร่งปัจจุบัน” อาจกำลังบดบัง “ความเสี่ยงในอนาคต”
ในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า เราเชื่อว่าความแตกต่างดังกล่าวเอื้อต่อกลยุทธ์ที่อาศัยประโยชน์จากความอ่อนแอภายในประเทศ ผู้ลงทุนเชิงซื้อขาย (traders) ควรพิจารณาซื้อออปชัน Put บนดัชนี Hang Seng China Enterprises Index (HSCEI) หรือ ETF ที่เน้นกลุ่มอสังหาริมทรัพย์และธนาคารจีน โดยสถานะดังกล่าวจะได้ประโยชน์จากแรงฉุดต่อเนื่องของภาวะขาลงในภาคที่อยู่อาศัยและความเชื่อมั่นผู้บริโภคที่ซบเซา
ขณะเดียวกัน สัญญาณเศรษฐกิจที่ขัดแย้งกันระหว่างผลผลิตปัจจุบันที่ยังแข็งแกร่งกับคำสั่งซื้อในอนาคตที่อ่อนตัว มีแนวโน้มเพิ่มความผันผวนของตลาด ทำให้สถานะ “Long Volatility” เช่น การซื้อสแตรดเดิล (straddles) บนดัชนีจีนสำคัญ ๆ ดูน่าสนใจ นอกจากนี้ เรายังมองเห็นโอกาสในการขายชอร์ตสัญญาซื้อขายล่วงหน้าสินค้าโภคภัณฑ์ภาคอุตสาหกรรม เช่น ทองแดงและแร่เหล็ก เนื่องจากแนวโน้มอุปสงค์จากภาคก่อสร้างภายในประเทศยังอยู่ในเกณฑ์อ่อนแอ