EUR/USD เคลื่อนไหวแถว 1.1540 ในวันจันทร์ หลังสัญญาณความเชื่อมั่นยูโรโซนออกมาผสมผสาน โดยดัชนีความเชื่อมั่นนักลงทุน Sentix ปรับดีขึ้นในเดือนมิถุนายนสู่ -13.4 จาก -16.4 แม้ค่ายังต่ำกว่าศูนย์ แต่สะท้อนอารมณ์ตลาดที่ “ลบน้อยลง” ขณะที่โฟกัสการซื้อขายย้ายไปที่การตัดสินใจนโยบายของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในวันพฤหัสบดี และการคาดการณ์การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ระยะสั้น คู่เงินยังมีอคติฝั่งขาลงบนกราฟ 4 ชั่วโมง โดยยืนต่ำกว่าเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ SMA 20 งวดที่ 1.1587 และ SMA 100 งวดที่ 1.1621 ขณะที่ RSI ใกล้ 38 บ่งชี้แรงกดดันขาลงแต่ยังไม่เข้าสู่เขตขายมากเกินไป (oversold) แนวต้านอยู่ที่ 1.1544 และ 1.1555 โดยระดับถัดไปที่ 1.1587 และ 1.1621 ส่วนแนวรับอยู่ที่ 1.1533 และถัดไป 1.1516 ตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของคริสติน ลาการ์ด เพื่อหาสัญญาณว่าการคุมเข้มเพิ่มเติมอาจตามมาหรือไม่
การลดดอกเบี้ยของ ECB และแนวโน้มเศรษฐกิจ
เราประเมินว่า EUR/USD ซื้อขายแถว 1.0850 ขณะที่ตลาดกำลังตีความการตัดสินใจของ ECB ที่ลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นการลดดอกเบี้ยครั้งแรกตั้งแต่ปี 2019 ถือเป็นจุดเปลี่ยนนโยบายที่สำคัญในช่วงที่เงินเฟ้อเริ่มชะลอลง โดยโฟกัสจากนี้ไปจะอยู่ที่ “จังหวะเวลา” และ “ความเร็ว” ของการผ่อนคลายเพิ่มเติมในอนาคต
การเปลี่ยนนโยบายดังกล่าวเกิดขึ้นหลังข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ยืนยันว่าเงินเฟ้อทั่วไป (headline) ของยูโรโซนอยู่ที่ 2.4% ซึ่งเข้าใกล้เป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางมากขึ้น อย่างไรก็ดี ภาพเศรษฐกิจยังออกมาแบบผสมผสาน โดยดัชนี Sentix ล่าสุดยังอยู่ในแดนลบที่ -10.1 สะท้อนว่า ECB อาจดำเนินการเพื่อพยุงเศรษฐกิจที่เปราะบางพอ ๆ กับการตอบสนองต่อเงินเฟ้อที่ลดลง
นัยต่อการเทรดและกลยุทธ์
สำหรับผู้เทรดอนุพันธ์ ความไม่แน่นอนต่อเส้นทางการลดดอกเบี้ยในช่วงต่อไปกำลังผลักดันความผันผวนโดยนัย (implied volatility) ให้สูงขึ้น เรามองว่ากลยุทธ์ “ถือความผันผวนฝั่งซื้อ” (long volatility) เช่น การซื้อสตรัดเดิล (straddle) บน EUR/USD ก่อนการประชุม ECB ครั้งถัดไปในเดือนกรกฎาคม อาจเป็นแนวทางที่รอบคอบ เพราะตำแหน่งดังกล่าวจะได้ประโยชน์หากราคามีการแกว่งตัวแรง ไม่ว่าตลาดจะตีความว่า ECB จะผ่อนคลายเชิงรุกหรือระมัดระวังมากกว่า
สำหรับผู้ที่มีมุมมองเชิงทิศทาง เรากำลังพิจารณาใช้สัญญาฟิวเจอร์สเพื่อวางสถานะรับแนวโน้มยูโรอ่อนค่าต่อเนื่องเมื่อเทียบดอลลาร์ โดยเฟดสหรัฐยังไม่ถูกคาดหมายอย่างกว้างขวางว่าจะเริ่มวงจรลดดอกเบี้ยของตนเองจนกว่าจะเข้าสู่ช่วงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งก่อให้เกิดความต่างของนโยบาย (policy divergence) ที่มีแนวโน้มหนุนดอลลาร์ เราเคยเห็นพลวัตคล้ายกันในปี 2014 เมื่อความต่างของนโยบายธนาคารกลางนำไปสู่แนวโน้มหลายเดือนของคู่เงินนี้