ราคาทองคำ (XAU/USD) ร่วงลงมากกว่า 1% ในวันพุธ ต่อเนื่องเป็นการปรับตัวลงรายสัปดาห์เป็นสัปดาห์ที่สอง หลังความเสี่ยงความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านหนุนราคาน้ำมันและดอลลาร์สหรัฐฯ ภายหลังการปะทะกันใกล้ช่องแคบฮอร์มุซ กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US CENTCOM) ระบุว่าได้ดำเนินการ “โจมตีเชิงป้องกัน” ต่อแท่นยิงขีปนาวุธของอิหร่านและเรือที่เตรียมวางทุ่นระเบิด ขณะที่อิหร่านโจมตีฐานทัพสหรัฐฯ ในรัฐอ่าวอาหรับ รวมถึงคูเวต สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และซาอุดีอาระเบีย น้ำมันดิบ WTI ปรับขึ้นมากกว่า 2.50% และดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (DXY) เพิ่มขึ้น 0.32% สู่ 99.53 ท่ามกลางตลาดที่ประเมินความเป็นไปได้ของการหยุดชะงักด้านอุปทานและแรงกดดันเงินเฟ้อที่อาจกลับมาอีกครั้ง
ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคของสหรัฐฯ ยังออกมาในทิศทางที่สวนกับความคาดหวังต่อการผ่อนคลายนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ในระยะใกล้ โดยการจ้างงานภาคเอกชนจากรายงาน ADP เพิ่มขึ้น 122,000 ตำแหน่งในเดือนพฤษภาคม สูงกว่าคาดการณ์ที่ 117,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตลาดคาดว่า Nonfarm Payrolls จะเพิ่มขึ้น 85,000 ตำแหน่ง ก่อนหน้านี้รายงาน JOLTS ระบุว่าจำนวนตำแหน่งงานว่างปรับเพิ่มขึ้น ดัชนี ISM ภาคบริการ (Services PMI) ขยับขึ้นสู่ 54.5 จาก 53.6 และดัชนีราคาที่จ่าย (Prices Paid) เพิ่มเป็น 71.3 จาก 70.7 ในเชิงเทคนิค ทองคำทำจุดต่ำสุดในรอบ 4 วันบริเวณ 4,426 ดอลลาร์ ใกล้เส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA) ที่ 4,422 ดอลลาร์ หากหลุดลงไปจะเปิดทางสู่ 4,400 ดอลลาร์ และถัดไป 4,098 ดอลลาร์ แนวต้านอยู่ที่ 4,500 ดอลลาร์, เส้น 20-day SMA ที่ 4,573 ดอลลาร์, เส้น 50-day SMA ที่ 4,626 ดอลลาร์ และเส้น 100-day SMA ที่ 4,794 ดอลลาร์ ทั้งนี้ ธนาคารกลางทั่วโลกเพิ่มการถือครองทองคำ 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022 ตามข้อมูลของสภาทองคำโลก (World Gold Council)
มุมมองขาลงของทองคำท่ามกลางแรงกดดันจากปัจจัยมหภาคและภูมิรัฐศาสตร์
ภายใต้สภาพแวดล้อมปัจจุบัน ณ วันที่ 4 มิถุนายน 2026 เรามองเห็นโอกาสที่ชัดเจนในการวางสถานะเพื่อรับประโยชน์จากการอ่อนตัวต่อเนื่องของราคาทองคำ การผสานกันของดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่า ความกังวลว่าเงินเฟ้ออาจกลับมาจากช็อกราคาน้ำมัน และท่าทีเฟดที่ยัง “ตึงตัว” เป็นแรงปะทะสำคัญต่อโลหะมีค่า เราเชื่อว่า “เส้นทางที่มีแรงต้านน้อยที่สุด” ของทองคำในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้าคือการปรับลง
เราติดตามความขัดแย้งสหรัฐฯ-อิหร่านที่ทวีความรุนแรงอย่างใกล้ชิด เนื่องจากส่งผลโดยตรงต่อราคาพลังงาน ในอดีต เหตุปะทุทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางมักทำให้ราคาน้ำมันพุ่งแรง และเมื่อมีน้ำมันโลกมากกว่า 20% ต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ความปั่นป่วนที่ยืดเยื้ออาจผลักดันราคาน้ำมันดิบให้พุ่งสูง ซึ่งจะเร่งเงินเฟ้อและตอกย้ำความจำเป็นที่เฟดต้องคงอัตราดอกเบี้ยไว้ในระดับสูง
ตลาดแรงงานสหรัฐที่แข็งแกร่งและข้อมูลเงินเฟ้อที่ “เหนียว” (sticky) ทำให้เฟดแทบไม่มีเหตุผลที่จะพิจารณาปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมที่จะมีขึ้นวันที่ 16-17 มิถุนายน โดยรายงานเงินเฟ้อพื้นฐานล่าสุดยังทรงตัวเหนือเป้าหมายของเฟดอย่างดื้อดึง ทำให้การลดดอกเบี้ยยังไม่อยู่ในสมการไปอีกระยะ สภาพแวดล้อมดอกเบี้ยสูงยังเพิ่ม “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ของการถือครองทองคำซึ่งไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ย
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าและกลยุทธ์ฝั่งขาลง
ดอลลาร์สหรัฐได้แรงหนุนทั้งจากกระแสเงินไหลเข้าสินทรัพย์ปลอดภัยและส่วนต่างผลตอบแทน (yield differential) ที่น่าดึงดูดเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลักอื่น ๆ ในช่วงที่เฟดยังยืนกรานท่าทีตึงตัว ขณะที่ธนาคารกลางอื่นส่งสัญญาณผ่อนคลายมากกว่า ทำให้ดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ที่ถูกเลือก เราคาดว่าดัชนีดอลลาร์ (DXY) จะยังไต่ระดับต่อ ซึ่งจะกดดันทองคำเพิ่มเติม เนื่องจากทองคำกำหนดราคาเป็นดอลลาร์
ในมุมของตราสารอนุพันธ์ เราให้น้ำหนักกับกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการปรับลงของราคาทองคำ โดยมองการเข้าซื้อออปชันประเภท Put ที่ราคาใช้สิทธิ (strike) ต่ำกว่าระดับ 4,400 ดอลลาร์ เพื่อหวังเป้าหมายการเคลื่อนไหวลงไปสู่ระดับต่ำสุดของปีใกล้ 4,098 ดอลลาร์ วิธีนี้ช่วยจำกัดความเสี่ยง (defined-risk) และเปิดโอกาสในการเกาะกระแสภาพพื้นฐานและเทคนิคที่เป็นลบก่อนการประชุมเฟดช่วงกลางเดือนมิถุนายน