WTI ปรับขึ้นใกล้ระดับ 94.00 ดอลลาร์ เพิ่มขึ้น 2.52% ในรอบวัน หลังความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง และซ้ำเติมความกังวลต่ออุปทานน้ำมันโลก กองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (US Central Command) ระบุว่า อิหร่านได้ยิงขีปนาวุธพิสัยไกลไปยังคูเวตและบาห์เรน อย่างไรก็ดี ทางการสหรัฐฯ ระบุว่าขีปนาวุธดังกล่าวไม่ถึงเป้าหมาย และกองกำลังสหรัฐฯ ได้ตอบโต้ด้วยการโจมตีเกาะเคชม์ (Qeshm Island) ของอิหร่าน กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านประณามการกระทำดังกล่าว พร้อมระบุว่าสงวนสิทธิในการตอบโต้ต่อประเทศใดก็ตามที่อนุญาตให้ใช้ดินแดนหรือห้วงอากาศในการโจมตีอิหร่าน
การเจรจาระหว่างวอชิงตันกับเตหะรานยังคงส่งสัญญาณที่หลากหลาย โดยโดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่าการหารือยังดำเนินอยู่ และอิหร่านตกลงที่จะไม่พัฒนาอาวุธนิวเคลียร์ ขณะที่สื่ออิหร่านรายงานว่าการสื่อสารถูกระงับมาหลายวัน นักลงทุนให้น้ำหนักกับความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของการส่งออกพลังงานผ่านอ่าวเปอร์เซีย และความเป็นไปได้ที่สต็อกน้ำมันดิบโลกจะถูกดึงลงมาเพิ่มเติม แยกต่างหาก API รายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง 6.75 ล้านบาร์เรล ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 29 พ.ค. หลังจากก่อนหน้านี้มีการปรับลดตัวเลขเป็นการหดตัว 2.8 ล้านบาร์เรล เทียบกับคาดการณ์ที่ลดลง 3.6 ล้านบาร์เรล โดยตัวเลขของ EIA มีกำหนดประกาศในช่วงปลายวันพุธ
การวางสถานะตลาดและความเสี่ยงจากความผันผวนด้านภูมิรัฐศาสตร์
ด้วยการยกระดับความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างฉับพลัน เรามองว่าการขยับขึ้นสู่โซน 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลล่าสุด น่าจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของช่วงเวลาที่มีความผันผวนสูง เราวางกลยุทธ์เพื่อโอกาสปรับขึ้นต่อผ่านการซื้อออปชัน WTI แบบ Call ระยะใกล้ เนื่องจากตลาดกำลังสะท้อน “เบี้ยประกันความเสี่ยงสงคราม” (war-risk premium) ในระดับที่มีนัยสำคัญ การที่การทูตไม่คืบหน้า ประกอบกับการปฏิบัติการทางทหารโดยตรง ช่วยสร้าง “ฐานราคา” ให้ตลาดในระยะนี้
เราจับตาช่องแคบฮอร์มุซอย่างใกล้ชิด ซึ่งเป็นจุดคอขวดสำคัญที่มีการขนส่งน้ำมันคิดเป็นราว 20% ของการบริโภคน้ำมันโลกผ่านในแต่ละวัน หากเกิดการรบกวนการเดินเรือบรรทุกน้ำมันจริง จะไม่ใช่เหตุการณ์เล็กน้อย โดยบทเรียนในอดีตชี้ว่าอาจทำให้ราคาพุ่งทะลุ 110 ดอลลาร์ได้แทบจะข้ามคืน นี่คือความเสี่ยงหลักที่ตลาดอนุพันธ์จำเป็นต้องนำมาคำนวณในขณะนี้
ดัชนีความผันผวนน้ำมันดิบของ CBOE (OVX) จะเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่ต้องติดตาม และเราคาดว่าจะพุ่งสูงขึ้นตามระดับความไม่แน่นอนที่เพิ่มขึ้น เราใช้ออปชันสเปรดเพื่อกำหนดกรอบความเสี่ยง โดยเฉพาะ Bull Call Spread เพื่อทำกำไรจากการไต่ระดับขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันจำกัดการขาดทุนหากสถานการณ์คลี่คลายลงอย่างไม่คาดคิด ภาวะอิมไพลด์โวลาติลิตีที่สูงทำให้การขาย Put เพื่อรับพรีเมียมดูน่าสนใจ แต่ ณ ตอนนี้เรามองว่าความเสี่ยงจากการปรับลงฉับพลันยังสูงเกินไป
ปัจจัยพื้นฐานด้านอุปทาน โครงสร้างตลาด และนัยต่อเศรษฐกิจมหภาค
การรายงานว่าสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ลดลง 6.75 ล้านบาร์เรลช่วยหนุนปัจจัยพื้นฐานของการปรับขึ้นครั้งนี้ และเราคาดว่าข้อมูลอย่างเป็นทางการจาก EIA จะยืนยันแนวโน้มการตึงตัวดังกล่าว ภาวะอุปทานตึงตัวมีแนวโน้มทำให้ภาวะ “Backwardation” ชัดเจนขึ้น ซึ่งสัญญาฟิวเจอร์สเดือนหน้าเทรดที่พรีเมียมเมื่อเทียบกับสัญญาระยะยาว เราใช้กลยุทธ์ Calendar Spread เพื่อใช้ประโยชน์จากโครงสร้างตลาดนี้ ซึ่งสะท้อนความต้องการอุปทานทันทีในระดับเร่งด่วน
การทรงตัวเหนือ 90 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่องจะจุดชนวนความกังวลเงินเฟ้ออีกครั้ง และทำให้การตัดสินใจนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ซับซ้อนขึ้น แม้ข้อมูล CPI ล่าสุดบ่งชี้ว่าเงินเฟ้อเริ่มชะลอลง แต่ช็อกราคาพลังงานรอบใหม่สามารถย้อนความคืบหน้านั้นได้ไม่ยาก ทำให้น้ำมันไม่ใช่แค่ธีมการลงทุนด้านพลังงาน แต่เป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยและเศรษฐกิจในภาพรวมในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า