This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

นักวิเคราะห์ของธนาคารดอยช์แบงก์ระบุว่า การพุ่งขึ้นของราคาพลังงานอาจขัดขวางการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ และทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรไม่ชัดเจน

by VT Markets
/
Mar 4, 2026
นักวิเคราะห์ของ Deutsche Bank คือ Sanjay Raja และ Shreyas Gopal ระบุว่า “แรงกระแทกราคาพลังงาน” รอบใหม่ (หมายถึงราคาพลังงานพุ่งแรงและรวดเร็ว) กำลังทำให้ความไม่แน่นอนเกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรแย่ลง พวกเขารายงานว่าราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นเกือบ 15% ในสัปดาห์นี้ ขณะที่ราคาก๊าซแบบ “สปอต” (ราคาซื้อขายทันที ณ ตอนนั้น) เพิ่มขึ้น 70% พวกเขาเสริมว่า หากการปรับขึ้นนี้ยังดำเนินต่อไป “เงินเฟ้อที่ชะลอลง” (disinflation คือเงินเฟ้อยังเพิ่มแต่เพิ่มช้าลง) ในสหราชอาณาจักรอาจช้าลงหรือหยุดลง พวกเขาคาดว่าราคาน้ำมันที่ปั๊มจะสูงขึ้นในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า และเตือนว่า “บิลเชื้อเพลิงสองชนิด” (dual fuel คือค่าไฟฟ้าและก๊าซรวมกัน) อาจเปลี่ยนแปลงมากในเดือนกรกฎาคม

แรงกระแทกราคาพลังงาน และเงินเฟ้อที่อยู่นาน

พวกเขาระบุว่าแรงกระแทกราคาพลังงานในปี 2022 ยังเป็นประเด็นสำคัญต่อธนาคารกลางอังกฤษ (Bank of England) เมื่อต้องประเมินว่าเงินเฟ้อจะอยู่นานแค่ไหน โดยเตือนว่าราคาพลังงานที่สูงขึ้นอาจทำให้เงินเฟ้อปีหน้าสูงขึ้นผ่าน “ผลรอบสอง” (second-round effects คือผลกระทบทางอ้อม เช่น คนคาดว่าเงินเฟ้อจะสูงต่อ ทำให้เรียกร้องค่าจ้างเพิ่ม และธุรกิจขึ้นราคาอีก) พวกเขาประเมินว่าประมาณครึ่งหนึ่งของ “ตะกร้า CPI” ของสหราชอาณาจักร (CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภค; ตะกร้าคือรายการสินค้า/บริการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ) ไวต่อราคาพลังงานมาก ความไวนี้ไม่ได้มีแค่น้ำมันเชื้อเพลิง แต่รวมถึงอาหารและบริการด้วย และโดยเฉลี่ย “ภาคบริการ” ใช้พลังงานมากกว่า “สินค้าแกนหลัก” (core goods คือสินค้าทั่วไปที่มักไม่รวมหมวดที่ผันผวนมาก) พวกเขายกตัวอย่างบริการที่ไวต่อราคาพลังงาน ได้แก่ ค่าโดยสารท่องเที่ยว ร้านอาหาร และที่พัก และสรุปว่าสิ่งนี้อาจกระทบต่อความเร็วและขนาดของการลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางอังกฤษ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical tensions คือความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจ) กำลังรุนแรงขึ้น ทำให้แนวโน้มเงินเฟ้อของสหราชอาณาจักรไม่แน่นอนมากขึ้น ราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude คือราคามาตรฐานน้ำมันดิบในตลาดโลก) กระโดดขึ้นเกือบ 98 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในสัปดาห์นี้ หลังเกิดการหยุดชะงักอีกครั้งใน “ช่องแคบฮอร์มุซ” (Strait of Hormuz คือเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญ) และ “สัญญาซื้อขายล่วงหน้าก๊าซธรรมชาติ” ของสหราชอาณาจักร (futures คือสัญญาซื้อขายในอนาคต) ก็ปรับขึ้นตาม การเพิ่มขึ้นแรงของต้นทุนพลังงานนี้เป็นความเสี่ยงเร่งด่วนต่อผู้เล่นในตลาด

การวางตำแหน่งของตลาด และผลต่อสินทรัพย์

การพุ่งของราคาพลังงานครั้งนี้คุกคามเส้นทางเงินเฟ้อที่ชะลอลงที่เห็นมาตลอดช่วงปี 2025 ตัวเลข CPI ล่าสุดของเดือนกุมภาพันธ์ 2026 แสดงว่าเงินเฟ้อหยุดลดและค้างอยู่ที่ 3.1% และราคาพลังงานที่สูงขึ้นจะส่งผ่านไปยังผู้บริโภคที่ปั๊มน้ำมันในไม่ช้า สถานการณ์นี้ทำให้โอกาสที่เคยดูแน่นอนว่าสหราชอาณาจักรจะเป็นประเทศที่เงินเฟ้อชะลอเร็วที่สุดใน “กลุ่ม G7” (G7 คือกลุ่มประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ 7 ประเทศ) มีความเสี่ยงมากขึ้น สำหรับธนาคารกลางอังกฤษ ความทรงจำเรื่องวิกฤตพลังงานปี 2022 จะยิ่งทำให้กังวลว่า “เงินเฟ้อจะอยู่นาน” ส่งผลให้คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (Monetary Policy Committee คือคณะตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ย) มีโอกาสน้อยลงที่จะเริ่มลดดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดไว้ในไตรมาสสอง ความเสี่ยงของผลรอบสอง เช่น การเรียกร้องค่าจ้างที่สูงขึ้น จะทำให้พวกเขาระมัดระวังมาก ด้วยเหตุนี้ ควรทบทวนสถานะการลงทุนด้านดอกเบี้ย เพราะตลาด “สวอป” (swaps คือสัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด มักใช้เดิมพัน/ป้องกันความเสี่ยงดอกเบี้ย) อาจกำหนดราคา “การลดดอกเบี้ย” มากเกินไปสำหรับปีนี้ การลดน้ำหนักตามราคาที่ตลาดกำหนดใน Short Sterling หรือ “ฟิวเจอร์ส SONIA” (SONIA futures คือสัญญาอิงอัตราดอกเบี้ยข้ามคืนของสหราชอาณาจักร) อาจเหมาะสม หากคาดว่าธนาคารกลางอังกฤษจะคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าเดิม การปรับราคาใหม่อาจทำให้ “ผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นมาก” (front-end yields คือผลตอบแทนช่วงอายุสั้นของเส้นอัตราผลตอบแทน) เคลื่อนไหวแรง การเปลี่ยนไปทาง “เข้มงวดเรื่องเงินเฟ้อ” (hawkish คือให้ความสำคัญกับการคุมเงินเฟ้อ จึงไม่รีบลดดอกเบี้ย) ยังส่งผลต่อตลาดเงินและหุ้น ธนาคารกลางอังกฤษที่ลังเลมากขึ้นอาจช่วยพยุงเงินปอนด์ ทำให้ “ออปชันซื้อ” (call options คือสิทธิซื้อในอนาคต) บน GBP/USD น่าสนใจ ในทางกลับกัน ต้นทุนพลังงานและต้นทุนกู้ยืมที่สูงขึ้นบีบกำไรของบริษัทในประเทศ จึงทำให้ “ออปชันขาย” (put options คือสิทธิขายในอนาคต) บนดัชนี FTSE 250 อาจเป็นเครื่องมือกันความเสี่ยงที่มีประโยชน์ ความไม่แน่นอนโดยรวมทำให้ “ความผันผวน” (volatility คือความแกว่งของราคา) มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในสินทรัพย์สหราชอาณาจักร ควรพิจารณากลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการแกว่งแรงไม่ว่าราคาจะขึ้นหรือลง เช่น การซื้อ “สแตรดเดิล” (straddles คือซื้อออปชันทั้ง call และ put ราคาใช้สิทธิเดียวกัน เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาแกว่งแรง) บนดัชนีหลักของสหราชอาณาจักรหรือคู่เงิน อาจเป็นวิธีรับมือช่วงสัปดาห์ที่ผันผวนข้างหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ

เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

see more

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code