จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่อง (continuing jobless claims: ผู้ที่ยังคงรับเงินช่วยเหลือว่างงานอยู่) ของสหรัฐเพิ่มขึ้นเป็น 1.786 ล้านราย ในสัปดาห์สิ้นสุดวันที่ 15 พ.ค. สูงกว่าคาดการณ์ที่ 1.78 ล้านราย สะท้อนว่ามีผู้คนยังอยู่บนสวัสดิการว่างงานมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์ประเมินเล็กน้อย
ตัวเลขนี้เป็นหนึ่งในมาตรวัดที่ตลาดติดตามเพื่อประเมินภาวะตลาดแรงงานและแนวโน้มรายได้ครัวเรือน นักลงทุนจะนำข้อมูลดังกล่าวไปพิจารณาร่วมกับตัวชี้วัดการจ้างงานอื่น ๆ ของสหรัฐ และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาค (macro releases: ชุดข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ เช่น เงินเฟ้อ การจ้างงาน การเติบโต) ที่จะประกาศในระยะถัดไป เพื่อหาสัญญาณความเร็วของการฟื้นตัว
ความอ่อนแรงของตลาดแรงงานและโมเมนตัมเศรษฐกิจที่เริ่มเย็นลง
การที่จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานต่อเนื่องสูงกว่าคาดเล็กน้อยในช่วงกลางเดือนพ.ค. เป็นสัญญาณที่ดูเล็กแต่มีนัยสำคัญ เพราะหมายถึงมีผู้ว่างงานคงค้างมากกว่าที่คาดไว้ สะท้อนว่าตลาดแรงงานอาจเริ่ม “อ่อนแรง” และสนับสนุนมุมมองว่าแรงส่งของเศรษฐกิจ (economic momentum: ความแรงของการขยายตัวทางเศรษฐกิจ) กำลังชะลอลง
ภาพดังกล่าวสอดคล้องกับแนวโน้มในวงกว้างมากขึ้น เมื่อจำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานครั้งแรก (initial jobless claims: ผู้ยื่นขอรับเงินช่วยเหลือว่างงานรายใหม่) ล่าสุดเพิ่มขึ้นเป็น 221,000 ราย สูงสุดในรอบหลายเดือน ขณะเดียวกันเงินเฟ้อพื้นฐานเดือนเม.ย. (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนอย่างอาหารและพลังงานออก) ชะลอลงมาอยู่ที่ 3.6% เมื่อเทียบกับปีก่อน (year-over-year: เทียบช่วงเดียวกันปีก่อน) ทำให้เหตุผลที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยก่อนสิ้นปีมีน้ำหนักมากขึ้น ข้อมูลที่ทยอยออกมารวมกันสะท้อนภาพเศรษฐกิจที่กำลังชะลอตัว
การจัดพอร์ตเชิงกลยุทธ์ท่ามกลางความไม่แน่นอน
ท่ามกลางสถานการณ์นี้ มีการเพิ่มน้ำหนักไปที่ตราสารอนุพันธ์ (derivatives: เครื่องมือการเงินที่มูลค่าอิงกับสินทรัพย์อ้างอิง เช่น อัตราดอกเบี้ย หุ้น ดัชนี) ที่ได้ประโยชน์หากเฟดมีท่าที “ผ่อนคลายมากขึ้น” (dovish: มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย/ไม่เข้มงวดด้านนโยบาย) เช่น การซื้อออปชันแบบคอล (call options: สิทธิในการซื้อที่ราคา/เงื่อนไขที่กำหนด) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures: สัญญาล่วงหน้ามาตรฐาน) ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อวางตำแหน่งรับโอกาสยีลด์ (yields: อัตราผลตอบแทนพันธบัตร) ปรับลดลง โดยตลาดประเมินโอกาสลดดอกเบี้ยภายในก.ย.ราว 45% ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหากความอ่อนแรงของตลาดแรงงานยังต่อเนื่อง
สำหรับดัชนีหุ้น ทิศทางยังไม่ชัดเจน จึงเตรียมรับความผันผวน (volatility: การแกว่งตัวของราคา) เพราะเศรษฐกิจที่อ่อนลงเป็นปัจจัยกดดันกำไรบริษัท ทำให้การซื้อออปชันแบบพุทเพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective put options: สิทธิในการขายเพื่อกันความเสี่ยงขาลง) บนดัชนี S&P 500 เป็นแนวทางป้องกันพอร์ต ขณะเดียวกัน โอกาสที่ดอกเบี้ยลดลงอาจช่วยพยุงหุ้น จึงมีการใช้กลยุทธ์ขายสเปรดเครดิตฝั่งพุท (put credit spreads: ขายพุทหนึ่งสัญญาและซื้อพุทอีกสัญญาที่ระดับราคาต่างกัน เพื่อรับพรีเมียมและจำกัดความเสี่ยง) เพื่อทำกำไรจากความไม่แน่นอนนี้