เงินยูโรอ่อนค่าลงเป็นวันที่สามติดต่อกันเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐในวันพฤหัสบดี โดยคู่ EUR/USD ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบราว 80 “พิป” (pip: หน่วยย่อยของการเปลี่ยนแปลงราคาในตลาดฟอเร็กซ์ โดยทั่วไป 1 พิป = 0.0001 สำหรับคู่ที่มีทศนิยม 4 ตำแหน่ง) แถวระดับ 1.1600 และยังยืนเหนือ 1.1575 ได้ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์เป็นตัวกำหนดบรรยากาศ หลังมีรายงานสหรัฐโจมตีอิหร่านรอบใหม่ ขณะที่เตหะรานอ้างว่าโจมตีฐานทัพสหรัฐในอ่าวเปอร์เซีย และคูเวตสกัดกั้นขีปนาวุธและโดรน ทำให้ข้อตกลงหยุดยิงยังเปราะบาง ส่งผลให้ตลาดลดความคาดหวังว่าช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz: เส้นทางเดินเรือสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันของโลก) จะกลับมาเปิดได้อย่างรวดเร็ว และดันเบรนท์ (Brent: ราคาน้ำมันดิบอ้างอิงตลาดโลก) ขึ้นเหนือ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังวันพุธเคยซื้อขายต่ำกว่า 92 ดอลลาร์ กดดันค่าเงินยูโรเพิ่มเติม
Range-Bound Trading and the Volatility Opportunity
ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน เรามองว่าคู่ EUR/USD ถูก “ขัง” อยู่ในกรอบแคบ และรายงานเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐที่จะประกาศเร็ว ๆ นี้น่าจะเป็นตัวเร่งให้ราคาหลุดกรอบ ประเด็นสำคัญคือควรเตรียมตัวรับ “การเคลื่อนไหวแรง” มากกว่าการเดิมพันทิศทางขึ้นหรือลงเพียงด้านเดียว ดังนั้น กลยุทธ์ออปชัน (options: สัญญาที่ให้สิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคา/ภายในเวลาที่กำหนด) ที่ได้ประโยชน์เมื่อความผันผวนเพิ่มขึ้นจึงเหมาะในช่วงต่อจากนี้
แรงกดดันต่อเงินยูโรยังสูง โดยมีปัจจัยหลักจากความขัดแย้งในอิหร่านที่ปะทุอีกครั้ง ดันราคาน้ำมันดิบเบรนท์ขึ้นเหนือ 94 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สถานการณ์นี้คล้ายกับวิกฤตพลังงานปี 2022 ที่ทำให้เงินยูโรอ่อนค่าลงจนเกือบ “พาริตี้” (parity: ค่าเงิน 1 ยูโรเท่ากับ 1 ดอลลาร์) เพราะต้นทุนการนำเข้าพลังงานของยุโรปพุ่งแรง ขณะที่สหรัฐพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศน้อยกว่า ทำให้ในอดีตราคาน้ำมันที่สูงต่อเนื่องมักหนุนดอลลาร์มากกว่ายูโร
ECB Rate Hike Expectations and Strategic Responses
อย่างไรก็ดี ธนาคารกลางยุโรป (ECB) กำลังสร้าง “แนวรับ” ให้เงินยูโร โดยประมาณการเบื้องต้นล่าสุดของเงินเฟ้อยูโรโซนชี้ว่ายังลดลงยาก (sticky: อยู่ในระดับสูงนาน/ลดลงช้า) ที่ 2.6% สูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ ECB มากพอที่จะรองรับท่าที “เข้มงวด” (hawkish: เน้นคุมเงินเฟ้อด้วยดอกเบี้ยสูง/นโยบายการเงินตึงตัว) ของผู้กำหนดนโยบาย ตลาดประเมินโอกาส 91% ที่ ECB จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน ซึ่งช่วยไม่ให้ยูโรอ่อนค่าลึกไปกว่านี้
ดังนั้น เราเห็นว่าทางเลือกที่เหมาะคือ “ซื้อความผันผวน” โดยใช้กลยุทธ์ “ลอง สตรัดเดิล” (long straddle: ซื้อออปชัน Call และ Put พร้อมกันที่ราคาใช้สิทธิใกล้ระดับปัจจุบัน) ซึ่งคือการซื้อทั้งออปชัน Call (call: สิทธิในการซื้อ) และ Put (put: สิทธิในการขาย) ที่ราคาใช้สิทธิ (strike price: ราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาออปชัน) ใกล้ระดับ 1.1600 ตำแหน่งนี้จะทำกำไรได้หาก EUR/USD เคลื่อนไหวแรงไม่ว่าขึ้นหรือ ลง หลังข้อมูล PCE ถูกประกาศและราคาหลุดกรอบเดิม
มุมมองนี้สอดคล้องกับดัชนีความผันผวนของค่าเงิน (currency volatility indexes: ตัวชี้วัดความคาดหวังความผันผวนในอนาคตจากราคาออปชัน) ที่ยังอยู่ในระดับสูง แต่ยังไม่ถึงขั้นเท่าช่วงวิกฤตใหญ่ สะท้อนว่าตลาดกังวล แต่ต้นทุนการซื้อออปชันยังไม่แพงจนเกินไป เรากำลังวางตำแหน่งเพื่อรอให้ความตึงเครียด “แตกหัก” และทำให้ราคาหลุดออกจากกรอบ 1.1575-1.1660 ที่ติดอยู่มานาน