ทองคำ (XAU/USD) ขยับขึ้นเล็กน้อยจากจุดต่ำสุดในรอบ 2 เดือน แต่ยังคงต่ำกว่า 4,400 ดอลลาร์ในช่วงการซื้อขายยุโรป หลังจากร่วงหลุดเส้นค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่ 200 วัน (200-day SMA: ค่าเฉลี่ยราคาย้อนหลัง 200 วัน ใช้ดูแนวโน้มระยะยาว) ส่งผลให้การปรับลงยืดเป็นวันที่ 3 ติดต่อกัน แรงกดดันมาจากดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าจากความตึงเครียดตะวันออกกลางที่กลับมาร้อนแรง และการคาดการณ์ว่าธนาคารกลางทั่วโลกจะมีท่าที “คุมเงินเฟ้อเข้มงวด” มากขึ้น (hawkish: มีแนวโน้มขึ้นดอกเบี้ย/ไม่รีบลดดอกเบี้ย) ซึ่งโดยทั่วไปกดดันสินทรัพย์ที่ “ไม่ให้ดอกผล” อย่างทองคำ (non-yielding: ถือครองแล้วไม่มีดอกเบี้ยหรือเงินปันผล) การดำเนินการของสหรัฐในอิหร่าน รวมถึงข้อพิพาทต่อเนื่องเรื่องโครงการนิวเคลียร์ของเตหะราน และช่องแคบฮอร์มุซ ทำให้ “พรีเมียมความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” (geopolitical risk premium: ส่วนเพิ่มของราคาจากความเสี่ยงสงคราม/การเมือง) อยู่ในระดับสูง ขณะเดียวกันความหวังต่อการแก้ปัญหาทางการทูตในระยะใกล้ลดลง
ราคาน้ำมันรีบาวด์จากระดับต่ำสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ เพิ่มความกังวลเงินเฟ้อที่ขับเคลื่อนโดยพลังงาน และตอกย้ำการคาดการณ์ “การขึ้นดอกเบี้ย” ในตลาด โดย CME FedWatch (เครื่องมือที่สะท้อนการคาดการณ์ดอกเบี้ยจากราคาฟิวเจอร์ส) ชี้ว่าตลาดให้น้ำหนักเกือบ 50% ต่อโอกาสที่เฟดจะขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดเบสิส (bps: 0.01% ดังนั้น 25 bps = 0.25%) ภายในสิ้นปี และราว 60% ต่อโอกาสการปรับขึ้นในเดือนมกราคม 2027 ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ (US Treasury yields: ผลตอบแทนพันธบัตร) ที่ทรงตัวแข็งแกร่งช่วยหนุนดอลลาร์ด้วย ตลาดจับตาตัวเลข GDP สหรัฐไตรมาส 1 (ประมาณการเบื้องต้น) และดัชนีราคา PCE (PCE Price Index: ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล มาตรวัดเงินเฟ้อที่เฟดให้ความสำคัญ) ด้านเทคนิค XAU/USD ยังอยู่ใน “กรอบขาลง” (downward channel: แนวโน้มลงในกรอบเส้นคู่ขนาน) ใต้เส้นค่าเฉลี่ย 500 วัน (500-day SMA) โดย RSI (ดัชนีวัดแรงซื้อขาย) อยู่ราว 35 และ MACD (ตัวชี้วัดโมเมนตัมจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) อยู่ต่ำกว่าศูนย์ แนวรับใกล้ 4,311.11 ดอลลาร์ และแนวต้านที่ 4,480 ดอลลาร์ จากนั้น 4,625-4,630 ดอลลาร์
Outlook and Fundamental Drivers
ท่ามกลางดอลลาร์ที่ยังแข็งค่าและท่าทีธนาคารกลางที่คุมเข้ม เรามองว่าการเด้งขึ้นล่าสุดของทองคำเป็นเพียงการรีบาวด์ระยะสั้นในแนวโน้มขาลงใหญ่ ข้อมูล Core PCE เดือนเมษายน (เงินเฟ้อพื้นฐานของ PCE: ตัดราคาพลังงานและอาหารที่ผันผวนออก) ที่ประกาศสัปดาห์ก่อน ซึ่งชี้ว่าเงินเฟ้อยังทรงตัวสูงที่ 3.1% เมื่อเทียบรายปี ยืนยันมุมมองว่าเฟดแทบไม่มีพื้นที่สำหรับผ่อนคลายนโยบาย ดังนั้นเราจะเน้นแนวทางที่ได้ประโยชน์จากราคาที่อ่อนตัวต่อหรือความผันผวนที่เพิ่มขึ้นในช่วงถัดไป
ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลับทำให้ดอลลาร์แข็งค่าผิดจากภาพเดิม เนื่องจากเงินไหลเข้าดอลลาร์ในฐานะ “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe haven: สินทรัพย์ที่มักถูกซื้อเมื่อความเสี่ยงสูง) ส่งผลให้ทองคำเผชิญแรงต้าน ข้อมูลล่าสุดวันที่ 26 พฤษภาคมเกี่ยวกับการเพิ่มการลาดตระเวนทางเรือในช่องแคบฮอร์มุซ สะท้อนว่าความตึงเครียดยังไม่ลดลง ซึ่งน่าจะยังดึงเงินเข้าสินทรัพย์สหรัฐ ทำให้เราระมัดระวังการถือสถานะซื้อทอง (long position: ซื้อเพื่อหวังราคาขึ้น) เพราะความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ไม่ได้หนุนทองตามปกติ
เมื่ออัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวเหนือ 4.85% “ต้นทุนค่าเสียโอกาส” ในการถือทอง (opportunity cost: เสียโอกาสรับดอกเบี้ยจากสินทรัพย์อื่น) สูงมาก ภาพคาดการณ์ใน CME FedWatch สอดคล้องกับมุมมองของเราว่าโอกาสลดดอกเบี้ยในปี 2026 แทบไม่อยู่บนโต๊ะ ภาวะแบบนี้จะกดดันทองต่อเนื่อง
Trading Strategies and Risk Management
สำหรับการเก็งกำไรตามทิศทาง เรามองการซื้อพุตออปชัน (put options: สิทธิในการขายที่ราคาอ้างอิง เหมาะเมื่อคาดว่าราคาจะลง) โดยเลือก “ราคาใช้สิทธิ” (strike price: ราคาที่สิทธิซื้อ/ขายอ้างอิง) ต่ำกว่า 4,350 ดอลลาร์ เพื่อเล็งเป้าหมายแนวรับใกล้ 4,311 ดอลลาร์ อีกทางเลือกคือขาย “คอลสเปรดนอกเงิน” (out-of-the-money call spreads: กลยุทธ์ขายสัญญาซื้อที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาปัจจุบันเป็นชุด เพื่อลดความเสี่ยง) เหนือแนวต้าน 4,500 ดอลลาร์ เพื่อรับ “พรีเมียม” (premium: ค่าเบี้ยออปชันที่ได้รับ/จ่าย) โดยยังคงมุมมองขาลง กลยุทธ์นี้ได้ประโยชน์จากราคาที่อ่อนตัวและ “มูลค่าเวลาลดลง” (time decay: ค่าออปชันลดลงเมื่อเวลาใกล้หมดอายุ)
เราคาดความผันผวนอาจเร่งขึ้นใกล้การประกาศ GDP ไตรมาส 1 และดัชนีราคา PCE โดยดัชนีความผันผวนของทองคำ CBOE (GVZ: ตัวชี้วัดความผันผวนที่ตลาดคาดไว้จากราคาออปชัน) ขยับขึ้นสู่ 19.5 สะท้อนความกังวลที่เพิ่มขึ้น ผู้ที่คาดว่าจะเกิดการเคลื่อนไหวแรงแต่ไม่มั่นใจทิศทาง อาจพิจารณาซื้อ “สแตรดเดิล” (straddle: ซื้อคอลและพุตที่ราคาใช้สิทธิเดียวกัน) หรือ “สแตรงเกิล” (strangle: ซื้อคอลและพุตคนละราคาใช้สิทธิ) เพื่อหวังทำกำไรจากการ “เบรกกรอบ” (breakout: ราคาทะลุกรอบสำคัญ)
ด้านการบริหารความเสี่ยง ระดับ 4,480 ดอลลาร์คือจุดสำคัญ หากราคาทะลุและยืนเหนือแนวต้านนี้ได้ต่อเนื่อง จะกระทบมุมมองขาลง และอาจเกิด “ชอร์ตสควีซ” (short squeeze: ผู้ขายชอร์ตต้องรีบซื้อคืนทำให้ราคาพุ่ง) เราจะใช้ระดับนี้เป็นสัญญาณปิดสถานะฝั่งขาลงและประเมินโครงสร้างตลาดใหม่