หุ้นทั่วโลกชะลอการปรับขึ้นและมีแนวโน้มเปิดตลาดลดลง หลังราคาน้ำมันและอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (ยีลด์: ผลตอบแทนที่นักลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตร) ปรับสูงขึ้นจากความตึงเครียดสหรัฐ–อิหร่านที่กลับมาปะทุอีกครั้ง โดยแรงกดดันมาจากรายงานการโจมตีครั้งใหม่ของสหรัฐต่ออิหร่าน ทำให้บรรยากาศการลงทุน “รับความเสี่ยง” (risk tone: ความพร้อมของนักลงทุนในการซื้อสินทรัพย์เสี่ยง) อ่อนตัวลง หุ้นสหรัฐกลุ่มโมเมนตัม (momentum stocks: หุ้นที่ราคาปรับขึ้นต่อเนื่องจากแรงซื้อเก็งกำไร) หลังพุ่งขึ้น 5% ในสัปดาห์ที่ผ่านมาและเกือบ 30% ในเดือนล่าสุด เริ่มย่อตัวจากแรงขายทำกำไร (profit-taking: การขายเพื่อล็อกกำไร) การย่อตัวครั้งนี้เกิดขึ้นแม้วันก่อนหน้าราคาน้ำมันและยีลด์จะลดลง สะท้อนว่าเป็นเรื่อง “การจัดพอร์ต/สถานะการลงทุน” (positioning: การถือครองและการวางเดิมพันของนักลงทุน) มากกว่าความตึงเครียดเชิงระบบของตลาด
นอกกลุ่มเทคโนโลยี หุ้นผู้บริโภคปรับเด่น ครอบคลุมค้าปลีก สินค้าอุปโภคบริโภคจำเป็น (staples: สินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน) และผู้พัฒนาโครงการบ้าน ขณะที่หุ้นที่ถูกขายชอร์ตจำนวนมาก (heavily shorted: หุ้นที่นักลงทุนจำนวนมากเดิมพัน “ขาลง” ด้วยการยืมหุ้นมาขายก่อน) ก็ฟื้นตัวเช่นกัน ลักษณะภาพรวมคล้าย “การไล่ตามผลงาน” (catch-up move: หุ้นที่ขึ้นช้ากว่าเริ่มปรับขึ้นเพื่อไล่ทันกลุ่มอื่น) มากกว่าการสลับกลุ่มจากปัจจัยมหภาคหรือกำไรบริษัท ในเอเชีย ดัชนี Kospi เกาหลีใต้ร่วง 3% และสัญญาล่วงหน้า (futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่สะท้อนทิศทางเปิดตลาด) ของสหรัฐและยุโรปชี้ลงราว 0.5–1% ช่วงเริ่มต้นการซื้อขาย ภาพรวมทำให้ตลาดหุ้นเปราะบางต่อการปรับลงต่อ หากราคาพลังงานและอัตราดอกเบี้ยยังดีดกลับขึ้น
ตลาดชะลอท่ามกลางความผันผวนที่สูงขึ้นและความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์
ตลาดเริ่มพักฐานหลังปรับขึ้นแรง โดยแรงขับเคลื่อนมาจากราคาน้ำมันและยีลด์ที่สูงขึ้น ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่เพิ่มขึ้นเป็นเหตุผลให้หลายฝ่ายขายทำกำไรหลังตลาดปรับขึ้นมาก ส่งผลให้บรรยากาศการลงทุนอ่อนลง หุ้นทั่วโลกมีแนวโน้มเปิดลดลง โดยตลาดเอเชียและสัญญาล่วงหน้าในสหรัฐกับยุโรปส่งสัญญาณลบแล้ว
สภาพแวดล้อมนี้บ่งชี้ว่าควรเตรียมรับความผันผวนที่สูงขึ้นในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า ดัชนี VIX (ดัชนีความผันผวน: มักถูกเรียก “ดัชนีความกลัว” เพราะสะท้อนความคาดหวังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐจากราคาสัญญาออปชัน) ดีดขึ้นจากระดับต่ำใกล้ 12 มาเหนือ 15 และอาจทดสอบช่วง 17–18 หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ ซึ่งทำให้ค่าเบี้ยออปชัน (options premium: เงินที่ผู้ซื้อจ่ายเพื่อได้สิทธิซื้อ/ขายตามออปชัน) แพงขึ้น แต่เอื้อโอกาสกับผู้ที่คาดว่าราคาจะเหวี่ยงแรงขึ้น
การสลับกลุ่มอุตสาหกรรม และแนวทางลดความเสี่ยง
ประเด็นสำคัญคือการคลายตัวของหุ้นโมเมนตัมที่พุ่งเกือบ 30% ในเดือนที่ผ่านมา แนวทางลดความเสี่ยงที่พิจารณาได้ เช่น ซื้อพุตเพื่อป้องกันความเสี่ยง (protective puts: ออปชัน “สิทธิขาย” เพื่อจำกัดขาดทุนหากราคาลง) บนดัชนีที่มีหุ้นเทคมากอย่าง Nasdaq 100 หรือขายคอลแบบครอบครองหุ้นอยู่ (covered calls: ขายออปชัน “สิทธิซื้อ” โดยมีหุ้นอยู่แล้ว เพื่อรับค่าเบี้ยแลกกับโอกาสที่ราคาจะถูกจำกัด) ในรายตัว เพื่อกันแรงขายทำกำไรเพิ่มเติม แรงขายทำกำไรครั้งนี้ดูเป็นปัจจัยเชิงเทคนิค (technical: พฤติกรรมราคา/การวางสถานะ) มากกว่าการเปลี่ยนมุมมองพื้นฐานของบริษัท (fundamental: ปัจจัยจริง เช่น รายได้ กำไร กระแสเงินสด)
พร้อมกันนั้นเห็นแรง “ไล่ตาม” ในกลุ่มผู้บริโภคและหุ้นที่ถูกขายชอร์ตมาก ภาพรวมเข้าข่ายการสลับกลุ่ม (rotation: เงินย้ายจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่ม) มากกว่ากระแสใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อยอดค้าปลีกล่าสุดโต 0% เมื่อเทียบเดือนก่อน (month-over-month: เปรียบเทียบกับเดือนก่อนหน้า) จึงควรระวังก่อนเข้าซื้อไล่ตามด้วยการถือคอลฝั่งยาว (long calls: ซื้อออปชัน “สิทธิซื้อ” เพื่อเก็งว่าราคาจะขึ้น)
ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นเป็นผลโดยตรงจากความตึงเครียดที่กลับมา โดยน้ำมันดิบ WTI (West Texas Intermediate: น้ำมันดิบอ้างอิงหลักของสหรัฐ) กลับขึ้นเหนือ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ทำให้คอลออปชันบน ETF กลุ่มพลังงาน (ETF: กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นและอิงดัชนี/กลุ่มอุตสาหกรรม) เป็นเครื่องมือกันความเสี่ยงที่น่าสนใจ เพราะหุ้นพลังงานมักได้อานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (commodity: สินค้าขั้นต้น เช่น น้ำมัน โลหะ ธัญพืช) ที่สูงขึ้น ในทางกลับกัน ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเป็นแรงกดดันต่อกลุ่มขนส่งและอุตสาหกรรมที่อ่อนไหวต่อต้นทุนน้ำมัน
ด้านยีลด์พันธบัตรเป็นอีกตัวแปรหลัก โดยยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีทรงตัวแข็งแกร่งแถว 4.5% หลังอ่อนลงช่วงสั้น ๆ ยีลด์ที่สูงขึ้นมักกดดันมูลค่าหุ้นเติบโตสูง โดยเฉพาะเทคโนโลยี เพราะทำให้อัตราคิดลด (discount rate: อัตราที่ใช้แปลงกำไร/เงินในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน) สูงขึ้น จึงเป็นแรงต้านต่อกลยุทธ์เล่นหุ้นโมเมนตัม