This website is for a different region.

The content here might not be relevant fo you.
Would you like to visit the North America website?

ทองคำจะกลับไปซื้อขายเหนือ 5,000 ดอลลาร์อีกครั้งในปี 2026 หรือไม่?

by VT Markets
/
May 28, 2026
Analyst Ross

ประเด็นสำคัญ

  • ทองคำพุ่งทะลุ 5,000 ดอลลาร์ (จุดสูงมากในประวัติศาสตร์) เพราะหลายปัจจัยมาพร้อมกัน: คาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง, เงินเฟ้อพื้นฐานยังสูง, ธนาคารกลางซื้อทองเป็นสถิติ (กระจายความเสี่ยงไม่พึ่งดอลลาร์สหรัฐ), และความตึงเครียดทางการเมืองระหว่างประเทศ
  • แม้ความเสี่ยงโลกยังมี แต่ราคาทองเย็นลงเร็ว เพราะนักลงทุนกลับไปถือเงินดอลลาร์สหรัฐ (เพราะเปลี่ยนเป็นเงินสด/ซื้อขายได้ง่าย) และ “ผลตอบแทนพันธบัตรที่แท้จริง” สูงขึ้น ทำให้การถือทองที่ไม่ให้ดอกเบี้ยมีต้นทุนโอกาสสูงขึ้น
  • ทองอาจกลับไปที่ 5,000 ดอลลาร์ได้ หากธนาคารกลางจำเป็นต้องผ่อนคลายนโยบายการเงินแรง ๆ เพื่อรับมือหนี้รัฐบาล หรือหากการค้าโลกและความขัดแย้งระหว่างประเทศแตกแยกรุนแรงขึ้น
  • ทองอาจอยู่ต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์ หากเศรษฐกิจสหรัฐยังแข็งแรง ทำให้ดอกเบี้ยและผลตอบแทนที่แท้จริงอยู่ระดับสูง และนักลงทุนยังชอบดอลลาร์สหรัฐที่แข็งค่าในระยะยาว
  • ทิศทางทองช่วงที่เหลือของปีขึ้นกับแรงดึงกันของภาพเศรษฐกิจใหญ่: ทอง/โลหะมีค่า ปะทะ ความแข็งแกร่งของเงินดอลลาร์สหรัฐ

การพุ่งขึ้นของราคาทองคำเหนือ 5,000 ดอลลาร์ในช่วงต้นปี 2026 เป็นหนึ่งในการเคลื่อนไหวที่สำคัญของตลาดการเงินยุคใหม่ แรงขึ้นรอบนี้ไม่ได้มาจากการเก็งกำไร (การซื้อเพื่อหวังขายเอากำไรเร็ว ๆ) อย่างเดียว แต่เกิดจากการรวมกันของ: ความคาดหวังนโยบายการเงิน, เงินเฟ้อยังสูง, ธนาคารกลางสะสมทอง, และความไม่มั่นคงทางการเมืองระหว่างประเทศ

แต่หลังจากนั้นราคาปรับลงแรง แม้ความเสี่ยงการเมืองยังมี นักลงทุนกลับไปถือดอลลาร์สหรัฐและพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ทำให้เห็นว่าทิศทางทองสัมพันธ์กับภาพเศรษฐกิจใหญ่ โดยเฉพาะดอกเบี้ย, ผลตอบแทนที่แท้จริง, และความแข็งค่า/อ่อนค่าของค่าเงิน

คำถามสำคัญคือ ทองจะกลับไปยืนเหนือ 5,000 ดอลลาร์ และอยู่ได้จนถึงปลายปี 2026 หรือไม่

อะไรผลักดันทองให้ขึ้นเหนือ 5,000 ดอลลาร์?

การทะลุขึ้นของทองคำไม่ได้เกิดจากเหตุการณ์เดียว แต่เป็นหลายแรงหนุนทางเศรษฐกิจที่เกิดพร้อมกัน

  1. คาดว่าดอกเบี้ยจะลดลง

แรงขับสำคัญคือการคาดว่า “ธนาคารกลาง” (หน่วยงานที่กำหนดดอกเบี้ยและดูแลเงินตราของประเทศ) โดยเฉพาะ FED (ธนาคารกลางสหรัฐ) จะเริ่มลดดอกเบี้ยในที่สุด เมื่อเศรษฐกิจชะลอตัว

ทองมักทำได้ดีเมื่อดอกเบี้ยต่ำ เพราะทองไม่ให้ “ผลตอบแทนเป็นดอกเบี้ย” เมื่อผลตอบแทนพันธบัตร (อัตราดอกเบี้ยที่ผู้ถือพันธบัตรได้รับ) ลดลง “ต้นทุนโอกาส” (สิ่งที่เสียไปเพราะเลือกอย่างหนึ่งแทนอีกอย่าง) ของการถือทองก็ลดลง ทำให้ทองดูน่าสนใจกว่าสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ยคงที่

  1. กังวลเงินเฟ้อที่ยังสูง

แม้ “เงินเฟ้อทั่วไป” (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด) จะเริ่มลดลงในบางประเทศ แต่ “เงินเฟ้อพื้นฐาน” (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนมาก เช่น อาหารและพลังงาน) ยังสูง ทำให้กังวลว่าธนาคารกลางอาจควบคุมเสถียรภาพราคาในระยะยาวได้ยาก แนวคิดนี้เชื่อมกับมูลค่าเงินตามกาลเวลา (TVM) คือเงินวันนี้มีค่ามากกว่าเงินจำนวนเดียวกันในอนาคต เพราะเงินอาจเสื่อมค่าจากเงินเฟ้อและสามารถนำไปลงทุนได้

นักลงทุนจึงหันไปหาสินทรัพย์ที่จับต้องได้ และใช้กลยุทธ์เฮดจ์ (hedging) คือการลดความเสี่ยงพอร์ตโดยถือสินทรัพย์ที่มักเคลื่อนไหวสวนกัน ทำให้ทองได้ประโยชน์ในฐานะเครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ

  1. ธนาคารกลางซื้อทองมากเป็นสถิติ

อุปสงค์จากธนาคารกลางช่วยพยุงราคาอย่างมาก หลายประเทศเร่งซื้อทองเพื่อ “กระจายเงินสำรอง” (ไม่ฝากความเสี่ยงไว้กับสินทรัพย์เดียว) ลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐ ส่งผลต่อภาพรวมของประเทศที่ถือทองสำรองมาก

โดยเฉพาะประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ทองเป็นสินทรัพย์สำรองที่ค่อนข้างเป็นกลางทางการเมือง ช่วยลดการพึ่งพาระบบการเงินตะวันตก

  1. ความไม่มั่นคงทางการเมืองระหว่างประเทศ

ความขัดแย้งในยุโรปตะวันออกและตะวันออกกลาง รวมถึงความตึงเครียดสหรัฐ-จีน เพิ่มความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย

ในอดีต ช่วงที่โลกไม่แน่นอน นักลงทุนนิยมทองเป็น “ที่เก็บมูลค่า” ระยะยาว (สินทรัพย์ที่เชื่อว่าจะรักษามูลค่าได้) จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับผู้ที่กำลังเรียนรู้วิธีเทรดทอง

  1. แรงโมเมนตัมและเงินเก็งกำไรไหลเข้า

เมื่อทองทะลุ “แนวต้าน” (ระดับราคาที่มักขึ้นไปยาก) เงินจากสถาบันไหลเข้า ETF (กองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้น), กองทุนสินค้าโภคภัณฑ์ และกลยุทธ์เทรดด้วยอัลกอริทึม (algorithmic trading) คือให้คอมพิวเตอร์ซื้อขายตามกฎ/สูตรที่ตั้งไว้ ขณะเดียวกันรายย่อยเข้ามามากขึ้นตามข่าว คนจำนวนมากเทรดด้วยเครื่องมือมาตรฐานของการเทรดสินค้าโภคภัณฑ์ (เช่น สัญญาซื้อขายที่อ้างอิงราคาสินค้า)

จึงเกิดวงจร “ราคาขึ้น-คนตามซื้อ-ราคายิ่งขึ้น” ทำให้ราคาผ่าน 5,000 ดอลลาร์

เข้าร่วมไลฟ์ของผมเพื่ออธิบายความจริงเรื่องรูปแบบแท่งเทียน และวิธีที่เทรดเดอร์มืออาชีพใช้ในตลาดจริง คลิกแบนเนอร์ด้านล่างเพื่อลงทะเบียน

ทำไมทองถึงปรับลงทั้งที่ความเสี่ยงโลกยังสูง?

หลายคนคิดว่าความไม่มั่นคงทางการเมืองจะพยุงทองได้ แต่ตลาดกลับปรับลงแรง เพราะมีปัจจัยเศรษฐกิจใหญ่อื่นที่แรงกว่า

ดอลลาร์สหรัฐกลายเป็นที่หลบภัยหลัก

เหตุผลหลักของการย่อตัวคือดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น ส่งผลมากต่อคู่เงินXAU/USD (ราคาทองคำเทียบดอลลาร์สหรัฐ)

แม้ทองถูกมองว่าเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย แต่ช่วงที่ตลาดตึงเครียด เงินมักไหลเข้าดอลลาร์มากกว่า เพราะมี “สภาพคล่อง” สูง (เปลี่ยนเป็นเงินสด/ซื้อขายได้ง่าย) และเป็นเงินสำรองหลักของโลก

เพราะทองตีราคาเป็นดอลลาร์ทั่วโลก ดอลลาร์แข็งมักกดราคาทอง ซึ่งเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่อธิบายไว้ในคู่มือเทรดทองจำนวนมาก

ผลตอบแทนที่แท้จริงสูงขึ้นทำร้ายทอง

ผลตอบแทนพันธบัตรก็สูงขึ้น เมื่อนักลงทุนทบทวนว่าอาจต้องอยู่กับดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่คิด

“ผลตอบแทนที่แท้จริง” (real yield: ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ) ที่สูงขึ้น ทำให้ทองน่าสนใจน้อยลง เพราะคนสามารถได้ผลตอบแทนจากพันธบัตร (ตราสารหนี้ที่รัฐบาล/บริษัทกู้เงินจากผู้ลงทุน) โดยไม่ต้องเจอความผันผวนของราคาสินค้า นักลงทุนมักเทียบสถิติเก่าอย่างทอง vs S&P 500 (ดัชนีหุ้นใหญ่สหรัฐ) เพื่อชั่งน้ำหนักการลงทุน

แรงขายทำกำไรเร่งให้ลง

รอบขึ้นเหนือ 5,000 ดอลลาร์เกิดเร็วมาก พอแรงขึ้นชะลอ เทรดเดอร์ที่ใช้ “เลเวอเรจ” (ใช้เงินกู้/มาร์จิ้นเพื่อขยายขนาดการถือครอง) ปิดสถานะเร็ว ทำให้แรงกดลงและความผันผวนระยะสั้นเพิ่ม

ตลาดเริ่มชินกับความเสี่ยงการเมือง

เมื่อเวลาผ่านไป ตลาดตอบสนองต่อข่าวการเมืองน้อยลง เพราะห่วงโซ่อุปทานปรับตัว และตลาดพลังงาน (เช่น น้ำมัน ก๊าซ) เริ่มทรงตัว

เมื่อความกลัวเรื่องปัญหาใหญ่ทันทีลดลง ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยก็ลดลงตาม

มุมมองขาขึ้น: ทำไมทองอาจกลับไป 5,000 ดอลลาร์

แม้ราคาปรับลง แต่ยังมีตัวกระตุ้นสำคัญที่อาจดันขึ้นอีก

ธนาคารกลางอาจต้องผ่อนคลายนโยบายแรง ๆ

หลายประเทศพัฒนาแล้วมีหนี้สูงมาก หากเศรษฐกิจอ่อนลง รัฐบาลอาจกดดันให้ธนาคารกลางใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลาย (เช่น ลดดอกเบี้ย เพิ่มเงินในระบบ)

ถ้าดอกเบี้ยลดลงแต่เงินเฟ้อยังสูง ผลตอบแทนที่แท้จริงอาจกลับมาติดลบ (ผลตอบแทนสู้เงินเฟ้อไม่ได้) ซึ่งในอดีตเป็นช่วงที่ทองมักได้แรงหนุน

ธนาคารกลางอาจยังซื้อทองต่อ

การกระจายเงินสำรองยังเป็นแนวโน้มระยะยาว ต่อให้ดอลลาร์ยังเป็นหลัก หลายประเทศก็อยากให้สมดุลขึ้น ผู้ติดตามการเปลี่ยนแปลงระยะยาวมักดูข้อมูลแหล่งผลิตทองตามประเทศ เพื่อประเมิน “สภาพคล่องของทองจริง” (ความสามารถในการซื้อขายทองแท่ง/ทองจริงในตลาด) ทองยังเป็นหนึ่งในสินทรัพย์สำรองที่เป็นที่ยอมรับทั่วโลก และไม่ได้อยู่ใต้การควบคุมโดยตรงของรัฐบาลใดรัฐบาลหนึ่ง

โลกอาจแตกแยกรุนแรงขึ้น

การคว่ำบาตรที่หนักขึ้น สงครามการค้า ปัญหาการขนส่ง หรือความขัดแย้งที่ขยายวง อาจทำให้ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยกลับมาเร็ว

สิ่งที่ควรติดตาม:

  • ตลาดพลังงาน
  • สถานการณ์หนี้รัฐบาล (sovereign debt: หนี้ที่รัฐบาลกู้)
  • การสะดุดของการค้าโลก
  • สัญญาณความตึงเครียดของระบบการเงิน (ตัวชี้วัดว่าตลาดเงิน/ธนาคารเริ่มมีปัญหา)

ดอลลาร์อ่อนอาจจุดชนวนรอบขึ้นใหม่

หากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าลงจริงจัง มักเป็นตัวกระตุ้นสำคัญของทอง คนที่ติดตามกรอบแนวโน้มมูลค่าทองจะรู้ว่า “จุดพลิกของค่าเงิน” (ช่วงที่ค่าเงินเปลี่ยนทิศทางใหญ่) มีผลต่อวัฏจักรระยะยาวของทอง ในอดีต ช่วงดอลลาร์อ่อนนาน ๆ มักมาพร้อมตลาดทองขาขึ้นที่แรง

มุมมองขาลง: ทำไมทองอาจต่ำกว่า 5,000 ดอลลาร์

แม้มุมมองขาขึ้นดูน่าสนใจ แต่ยังมีปัจจัยที่จำกัดการขึ้น

ดอลลาร์อาจยังแข็งแบบโครงสร้าง

แม้กังวลเรื่องหนี้สหรัฐ แต่ดอลลาร์ยังเป็นศูนย์กลางการเงินและการค้าโลก ในช่วงไม่แน่นอน นักลงทุนยังเลือกสินทรัพย์ที่อิงดอลลาร์เพราะสภาพคล่องสูงและถูกมองว่าเสถียร

ดอกเบี้ยสูงอาจอยู่นาน

ถ้าเงินเฟ้อค่อย ๆ ลดลง แต่เศรษฐกิจสหรัฐยังค่อนข้างทนทาน FED อาจคงดอกเบี้ยสูงนานกว่าที่ตลาดคาด

นั่นอาจทำให้ผลตอบแทนที่แท้จริงเป็นบวกต่อ และทำให้ทองดูน่าสนใจน้อยลงเมื่อเทียบกับสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย

แรงซื้อเพื่อการลงทุนอาจลดลง

การขึ้นเหนือ 5,000 ดอลลาร์ดึงเงินเก็งกำไรเข้ามามาก ซึ่งอาจไม่กลับมาเร็วหลังการปรับฐาน ผู้ติดตามภาวะตลาดขาขึ้น vs ขาลงจะเห็นว่าอารมณ์ตลาดเปลี่ยนไว หากเงินไหลกลับไปหุ้น หุ้นเทคโนโลยี หรือสินทรัพย์ที่มีรายได้ (เช่น ได้ดอกเบี้ย/ปันผล) ความต้องการทองอาจอ่อนลง

ธนาคารกลางอาจซื้อช้าลง

แม้การซื้อของธนาคารกลางช่วยมาก แต่การซื้ออาจชะลอ หากราคายังสูงมาก หรือแรงกดดันเศรษฐกิจในประเทศเพิ่ม

ตลาดอาจยังชินกับความเสี่ยงการเมืองต่อไป

ตลาดมักปรับตัวกับความตึงเครียดทางการเมือง ถ้าความขัดแย้งไม่กระทบเสถียรภาพเศรษฐกิจวงกว้าง

ถ้าไม่มีตัวกระตุ้นทางเศรษฐกิจใหม่ ความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัยอาจลดลงต่อ

บทสรุป

ทองพิสูจน์แล้วว่าสามารถซื้อขายเหนือ 5,000 ดอลลาร์ได้ แต่จะยืนได้อีกในปี 2026 หรือไม่ ขึ้นกับภาพเศรษฐกิจใหญ่ มากกว่าข่าวรายวัน

ปัจจัยหลักที่ควรติดตาม:

  • ทิศทางดอกเบี้ย
  • ผลตอบแทนที่แท้จริง (ผลตอบแทนหลังหักเงินเฟ้อ)
  • เงินเฟ้ออยู่สูงนานแค่ไหน
  • ความแข็ง/อ่อนของดอลลาร์สหรัฐ
  • แนวทางการถือเงินสำรองของธนาคารกลาง
  • เสถียรภาพการเงินโลกและเสถียรภาพทางการเมืองระหว่างประเทศ

ท้ายที่สุด การแข่งขันระหว่างทองกับดอลลาร์สหรัฐอาจชี้ว่า นักลงทุนจะเลือกความปลอดภัยในโลหะมีค่า (เช่น ทอง เงิน แพลทินัม) หรือเลือกถือดอลลาร์เอง


เริ่มซื้อขายทันที – คลิกที่นี่ เพื่อสร้างบัญชีจริงของ VT Markets

Back To Top
server

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

แชทกับทีมของเราได้ทันที

แชทสด

เริ่มการสนทนาแบบสดผ่าน...

  • โทรเลข
    hold พักไว้
  • เร็วๆ นี้...

สวัสดี 👋

ฉันช่วยอะไรคุณได้บ้าง

โทรเลข

สแกนรหัส QR ด้วยสมาร์ทโฟนเพื่อเริ่มแชทกับเรา หรือ คลิกที่นี่.

ยังไม่ได้ติดตั้งแอป Telegram หรือเวอร์ชันเดสก์ท็อปใช่ไหม? ใช้ Telegram Web แทน.

QR code