ผู้ว่าการธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ลิซา คุก กล่าวว่า ท่าทีเชิงนโยบายที่เหมาะสมคือ “คง” อัตราดอกเบี้ยไว้ เนื่องจากความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงกว่าคาดยังคงอยู่ โดยแรงกดดันด้านราคา “ชัดเจน” ว่ากำลังเคลื่อนไปใน “ทิศทางที่ไม่ถูกต้อง” เธอเสริมว่า แม้แรงกระทบชั่วคราวก็อาจดันเงินเฟ้อให้สูงขึ้นในระยะกลางได้ แม้โดยหลักการแล้วแรงเหล่านี้ควรเป็นผลกระทบที่เกิดขึ้นชั่วคราวและค่อย ๆ หมดไป คุกวาง “เงื่อนไข” สำหรับแนวทางนโยบายไว้ว่า เธอพร้อม “ขึ้นดอกเบี้ย” หากกระบวนการที่เงินเฟ้อชะลอลงตามคาดไม่กลับมาในเวลาอันเหมาะสม ขณะที่ “ลดดอกเบี้ย” ก็เป็นไปได้หากตลาดแรงงานอ่อนแอลง (ตลาดแรงงานหมายถึงภาพรวมการจ้างงาน ค่าจ้าง และการว่างงาน)
ในด้านการจ้างงาน คุกมองว่าตลาดแรงงาน “โดยรวมยังทรงตัว” แต่ระบุว่าความเสี่ยงด้านลบเพิ่มขึ้น เธอยังเตือนว่า การสูญเสียงานที่เกี่ยวข้องกับ AI (ปัญญาประดิษฐ์—ซอฟต์แวร์ที่เรียนรู้จากข้อมูลและทำงานแทนคนได้บางส่วน) อาจเกิดขึ้นก่อนที่จะเห็นการสร้างงานใหม่จาก AI นอกจากนี้ เธอกล่าวถึงผลของเทคโนโลยีในวงกว้างว่า AI อาจช่วยหนุน “ผลผลิต” (ผลิตภาพหมายถึงการผลิตได้มากขึ้นต่อแรงงาน/เวลาเท่าเดิม) และการเติบโตทางเศรษฐกิจ และอาจช่วยให้ “เสถียรภาพทางการเงิน” แข็งแรงขึ้น (เสถียรภาพทางการเงินคือระบบการเงินไม่เปราะบาง ไม่ล้มเป็นโดมิโน) ขณะที่ผลของ AI ต่อ “ความปลอดภัยทางไซเบอร์” (การป้องกันการโจมตีและการรั่วไหลของข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์) ยังไม่ชัดเจน
ความผันผวนตลาดและกลยุทธ์การเทรดท่ามกลางความไม่แน่นอนของนโยบาย
เฟดยังคงดอกเบี้ยในตอนนี้ แต่ยังเปิดทางปรับได้ทั้งขึ้นและลง เรามองว่านี่สะท้อนความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น ซึ่งทำให้ความผันผวนมีแนวโน้มเพิ่มในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า กลยุทธ์ “ออปชันระยะสั้น” (สัญญาซื้อขายสิทธิในการซื้อหรือขายสินทรัพย์ที่ราคาอ้างอิง ภายในเวลาที่กำหนด) มักทำผลงานได้ดีเมื่อราคาตลาดแกว่งแรง เพราะตลาดกำลังประเมินความเสี่ยงสองด้าน
ประเด็นที่น่ากังวลหลักคือท่าทีที่ “เข้มงวดด้านเงินเฟ้อ” (hawkish หมายถึงโน้มเอียงจะขึ้นดอกเบี้ย/คุมเงินเฟ้อ) โดยเฉพาะหลังตัวเลขเงินเฟ้อสหรัฐ CPI เดือนเมษายนออกมาร้อนแรงที่ 3.9% สูงกว่าคาดมาก CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ เมื่อเงินเฟ้อเคลื่อนไปใน “ทิศทางที่ไม่ถูกต้อง” เราพิจารณาซื้อ “พุท” บนสัญญาล่วงหน้าพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากการขึ้นดอกเบี้ยแบบเหนือคาด (พุทคือออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาสินทรัพย์อ้างอิงลง; สัญญาล่วงหน้าคือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่กำหนดราคาไว้) หากรายงานเงินเฟ้อเดือนพฤษภาคมออกมาแรงในช่วงกลางเดือนมิถุนายน จะยืนยันมุมมองนี้ และมีโอกาสกดให้ราคาพันธบัตรลดลง (โดยทั่วไปเมื่อคาดดอกเบี้ยสูงขึ้น ราคาพันธบัตรมักลง)
อย่างไรก็ดี ต้องจับตาสัญญาณเปราะบางในตลาดแรงงานด้วย ตัวเลข “ผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์” ปรับขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนที่ 235,000 ราย สะท้อนว่าความเสี่ยงด้านลบเพิ่มขึ้น หากรายงานการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-Farm Payrolls: จำนวนตำแหน่งงานใหม่/หายไป ยกเว้นภาคเกษตร เป็นตัวชี้วัดสำคัญของตลาดแรงงานสหรัฐ) วันที่ 5 มิถุนายนออกมาอ่อนแอ จะทำให้โอกาสลดดอกเบี้ยเพิ่มขึ้นมาก และทำให้ “คอลออปชัน” บนดัชนี S&P 500 น่าสนใจ (คอลคือออปชันที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาขึ้น)
การเทรดภายใต้ความไม่แน่นอนสูง และอิทธิพลของ AI
เมื่อสัญญาณขัดแย้งกัน แนวทางที่ชัดที่สุดอาจเป็น “ซื้อความผันผวน” โดยตรง เรามองการซื้อคอลออปชันบนดัชนี VIX หรือทำกลยุทธ์ “สแตรงเกิล” บนกองทุน ETF ของดัชนีหลักที่หมดอายุปลายเดือนมิถุนายน (VIX คือดัชนีวัดความคาดหวังความผันผวนของตลาดหุ้นสหรัฐ; สแตรงเกิลคือซื้อทั้งคอลและพุทคนละราคา เพื่อหวังได้กำไรเมื่อราคาขยับแรงไม่ว่าขึ้นหรือลง; ETF คือกองทุนที่ซื้อขายในตลาดเหมือนหุ้นและอ้างอิงดัชนี) วิธีนี้ช่วยให้ทำกำไรจากการเคลื่อนไหวครั้งใหญ่ โดยไม่ต้องเดาทิศทางให้ถูก
ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับ AI เพิ่มความไม่แน่นอนอีกชั้น โดยเฉพาะต่อเสถียรภาพของตลาดแรงงานในอนาคต ตัวแปรระยะยาวนี้อาจเริ่มกระทบข้อมูลการจ้างงานเร็วกว่าที่คาด ทำให้เส้นทางนโยบายของเฟดยิ่งประเมินยากขึ้น และย้ำมุมมองของเราว่า การวางสถานะเพื่อรับ “การแกว่งแรง” มากกว่าการเลือกทิศทางเดียว เป็นกลยุทธ์ที่รอบคอบกว่า