USD/JPY แทบไม่เปลี่ยนแปลง หลังความต้องการซื้อพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น (JGB: Japanese Government Bonds คือ “พันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่น”) ปรับดีขึ้น และราคาน้ำมันดิบที่ลดลงช่วยกดให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตร JGB ลดลง การประมูล JGB อายุยาวมาก (super-long คือพันธบัตรอายุยาวมาก เช่น 20-40 ปี) ล่าสุดออกมาดีกว่าคาด ขณะที่ข้อมูลกระแสเงิน (flow data คือข้อมูลการไหลเข้า-ออกของเงินลงทุน) ชี้ว่ามีแรงซื้อในประเทศกว้างขึ้น ทำให้ตลาดมองว่าปลายยาวของเส้นอัตราผลตอบแทน (long end of the curve คือพันธบัตรอายุยาวใน “เส้นอัตราผลตอบแทน” ซึ่งเป็นกราฟแสดงอัตราดอกเบี้ยตามอายุพันธบัตร) มีแรงรองรับมากขึ้น
ท่ามกลางความเสี่ยงเงินเฟ้อที่ยังสูงและเงินเยนอ่อน ตลาดยังคาดว่าธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน โดยตลาด “รับรู้ไปแล้ว” ราว 19bps (bps หรือ basis points คือหน่วย 0.01% ดังนั้น 19bps = 0.19%) ดอลลาร์นิวซีแลนด์แข็งกว่ากลุ่ม G10 (G10 คือกลุ่มสกุลเงินหลัก 10 สกุล) หลังธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) ส่งสัญญาณต้องคุมเข้มนโยบายมากกว่าที่เคยคาด และอาจเร็วขึ้น ทำให้ตลาดมองว่าขึ้นดอกเบี้ยเดือนกรกฎาคมมีโอกาสสูงและแทบถูกสะท้อนไปในราคาแล้ว (fully priced คือราคาในตลาดสะท้อนความคาดหวังนั้นไปมากแล้ว) อย่างไรก็ดี การขยับของ BoJ ในเดือนมิถุนายนมีแนวโน้มไม่ทำให้เยนแข็งแบบฉับพลัน แต่ช่วยจำกัดการอ่อนค่าเพิ่มเติมแถวระดับ 160 ได้บ้าง เพราะมีความเสี่ยงทางการจะเข้าแทรกแซงค่าเงิน (intervention คือการที่รัฐเข้าซื้อ/ขายเงินตราเพื่อชะลอความผันผวน)
การซื้อขายในกรอบและแนวโน้มความผันผวน
ด้วยความนิ่งของ USD/JPY ในตอนนี้ และราคาน้ำมันที่ลดลง เรามองว่าในระยะสั้นอาจเคลื่อนไหวในกรอบ (range-bound คือขึ้นลงในช่วงจำกัด) ความผันผวนโดยนัย 1 เดือนของออปชัน USD/JPY (one-month implied volatility คือค่าความผันผวนที่ “ตลาดคาด” จากราคาซื้อขายออปชัน) ลดลงมาอยู่ที่ 7.5% สะท้อนบรรยากาศที่สงบก่อนการประชุม BoJ เดือนมิถุนายน ภาวะแบบนี้ทำให้ “ขายความผันผวน” (selling volatility คือการขายออปชันเพื่อรับค่าเบี้ย โดยหวังให้ราคาไม่แกว่งแรง) อาจเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะในช่วง 1-2 สัปดาห์ข้างหน้า
แนวต้านสำคัญ เหตุการณ์เสี่ยง และกลยุทธ์ออปชัน
เรามองระดับ 160 ของ USD/JPY เป็นเพดานที่แข็งแกร่ง โดยมีแรงหนุนจากความเสี่ยงที่กระทรวงการคลังญี่ปุ่นจะแทรกแซงอย่างจริงจัง ย้อนดูการแทรกแซงมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่ยืนยันในเดือนเมษายนและพฤษภาคม 2024 ก็เพียงพอให้เห็นความตั้งใจของภาครัฐบริเวณระดับนี้ จึงทำให้การขายคอลออปชันที่อยู่นอกระดับราคา (out-of-the-money call คือคอลออปชันที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่าราคาตลาดปัจจุบัน จึงยังไม่คุ้มใช้สิทธิ) โดยเลือกราคาใช้สิทธิ (strike คือราคาที่กำหนดไว้ในสัญญาออปชัน) ที่ 160 หรือสูงกว่า น่าสนใจ
เมื่อตลาดรับรู้การขึ้นดอกเบี้ยราว 19bps สำหรับการประชุม BoJ เดือนมิถุนายน เหตุการณ์จริงจึงไม่น่าจุดชนวนให้เยนแข็งแรงมาก ข้อมูลเงินเฟ้อพื้นฐานของโตเกียว (Tokyo Core CPI คือดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐานของกรุงโตเกียว ซึ่งตัดบางรายการที่ผันผวนออก) เดือนพฤษภาคมที่ทรงตัว 2.3% สนับสนุนเหตุผลในการขึ้นดอกเบี้ย แต่ไม่แรงพอจะชี้ว่าต้องขึ้นมากกว่าคาด ดังนั้นความเสี่ยงหลักคือเซอร์ไพรส์แบบผ่อนคลาย (dovish surprise คือส่งสัญญาณ “ไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย/คุมเข้ม”) เช่น ขึ้นเพียง 10bps หรือเลื่อนออกไป ซึ่งจะดัน USD/JPY กลับไปทดสอบแนวต้าน 160 อีกครั้ง
จากปัจจัยเหล่านี้ เรามองกลยุทธ์ที่ได้ประโยชน์จากการเคลื่อนไหวในกรอบและมีแนวต้านชัดเจน เช่น การขายคอลสเปรด USD/JPY (call spread คือกลยุทธ์ขายคอลหนึ่งสัญญาและซื้อคอลอีกสัญญาที่ราคาใช้สิทธิสูงกว่า เพื่อจำกัดความเสี่ยง) โดยขายที่ strike 160 และซื้อที่ strike 161 แนวทางนี้เป็นการจำกัดขาดทุนไว้ล่วงหน้า (defined-risk คือรู้กรอบความเสี่ยงสูงสุด) และหวังประโยชน์จากเวลา (time decay คือมูลค่าเวลาในออปชันลดลงเมื่อใกล้วันหมดอายุ) รวมถึงโอกาสที่ราคาจะไม่ทะลุขึ้นก่อนประชุม BoJ ทั้งนี้สถานะดังกล่าวจะได้ประโยชน์หากคู่เงินทรงตัวหรืออ่อนลงเล็กน้อย หลังการขึ้นดอกเบี้ยที่ตลาดรับรู้ไปแล้ว