ทองคำและเงินปรับตัวลงหลังสหรัฐกลับมาโจมตีทางทหารในอ่าวเปอร์เซียอีกครั้ง โดยทองคำลดลงเกือบ 2% และราคาเงินเคลื่อนไหวตาม การอ่อนตัวเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันปรับขึ้น และสะท้อนความสัมพันธ์ผกผันที่เห็นในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา กล่าวคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นเพิ่มความกังวลเงินเฟ้อ และดัน “คาดการณ์ดอกเบี้ย” ให้สูงขึ้น ซึ่งมักกดดันโลหะมีค่าที่ “ไม่มีดอกผล” (สินทรัพย์ที่ไม่ให้ดอกเบี้ยหรือกระแสเงินสด)
คอมเมิร์ซแบงก์ (Commerzbank) คาดว่าความตึงเครียดระหว่างอิหร่านคลี่คลายจะหนุนให้ทั้งทองและเงินฟื้นตัวไปจนถึงปลายปี ราคาเงินยังซื้อขายไปในทิศทางเดียวกับทองคำเป็นส่วนใหญ่ ขณะที่ “อัตราส่วนทองคำต่อเงิน” (Gold-to-silver ratio: ราคาทองคำหารด้วยราคาเงิน ใช้ดูความแพง/ถูกสัมพัทธ์) ทรงตัวในช่วง 60–65 ตั้งแต่ปลายเดือนมกราคม และแทบไม่เปลี่ยนในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมา แม้สงครามยุติทันที ธนาคารมองว่าการกลับสู่ภาวะปกติอาจต้องใช้เวลา
Recent Price Movements and the Oil-Gold Relationship
ราคาทองคำกำลังถอยกลับลงมาใกล้ระดับ 2,850 ดอลลาร์ ลดลงเกือบ 2% ในรอบสัปดาห์ การเคลื่อนไหวนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับราคาน้ำมันที่อยู่ในระดับสูง โดยน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent crude: ราคามาตรฐานอ้างอิงของน้ำมันทะเลเหนือ ใช้เป็นดัชนีราคาน้ำมันโลก) ขยับเหนือ 105 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังเหตุโจมตีทางทหารล่าสุดในอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งยืนยันความสัมพันธ์ผกผันที่ไม่ปกติระหว่างน้ำมันกับทองคำในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตรรกะของตลาดคือ ราคาพลังงานที่สูงขึ้นทำให้กังวลว่าเงินเฟ้อจะยืดเยื้อ จนทำให้ธนาคารกลางอาจต้องคงดอกเบี้ยสูงนานขึ้น ข้อมูลเงินเฟ้อ CPI (Consumer Price Index: ดัชนีราคาผู้บริโภค ใช้วัดเงินเฟ้อ) เดือนเมษายน โดย CPI “รวม” (headline CPI: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด) ออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.8% ทำให้นักลงทุนระวังความเสี่ยงนี้มากขึ้น เนื่องจากทองคำไม่มีดอกผล โอกาสที่ดอกเบี้ยจะสูงขึ้นทำให้ทองคำไม่น่าสนใจเท่าสินทรัพย์ที่ให้ดอกเบี้ย
Outlook and Trading Strategies on Geopolitical De-escalation
อย่างไรก็ดี มุมมองนี้อาจเป็นโอกาสสำหรับผู้ที่คาดว่าความตึงเครียดในอ่าวเปอร์เซียจะคลี่คลาย หากมีสัญญาณความคืบหน้าทางการทูตหรือความร้อนแรงลดลง ราคาน้ำมันมีแนวโน้มถอยลง ช่วยลดความกังวลเงินเฟ้อและหนุนราคาทองคำ เรามองว่า “ส่วนเพิ่มความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์” ในราคาพลังงาน (geopolitical risk premium: ราคาที่ถูกบวกเพิ่มเพราะความเสี่ยงสงคราม/ความไม่แน่นอน) ตอนนี้สูงเกินไปและน่าจะลดลงก่อนสิ้นปี
ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า เรามองไปที่ “ออปชันคอล” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์อ้างอิงในราคาและเวลาที่กำหนด) ระยะยาวบนทองคำ เพื่อรับประโยชน์จากการฟื้นตัวที่คาดไว้ โดยมองว่าสัญญาที่หมดอายุไตรมาส 4 ปี 2026 และมี “ราคาใช้สิทธิ” (strike price: ราคาที่กำหนดให้ซื้อ/ขายในสัญญาออปชัน) แถว 2,950 และ 3,000 ดอลลาร์น่าสนใจ กลยุทธ์นี้ช่วยจำกัดความเสี่ยงไว้ชัดเจน และเปิดโอกาสทำกำไรหากราคาทองฟื้นแรงภายในสิ้นปี
เงินควรมองในกรอบเดียวกัน เพราะเคลื่อนไหวไปพร้อมทองคำ “อัตราส่วนทองคำต่อเงิน” ทรงตัวในกรอบแคบใกล้ 63 แม้ตลาดผันผวน ดังนั้น กลยุทธ์ออปชันคอลในเงินอาจเป็นทางเลือกที่เคลื่อนไหวแรงกว่าเมื่อเทียบกับทองคำ (higher beta: ราคามักแกว่งมากกว่าตลาด/สินทรัพย์อ้างอิง) ภายใต้ธีมความตึงเครียดคลี่คลายเดียวกัน
เพื่อเสริมมุมมองดังกล่าว เรากำลังพิจารณาถือสถานะ “ขาลง” ในน้ำมันดิบเพื่อป้องกันความเสี่ยงหรือเพื่อเก็งว่าความตึงเครียดจะลดลง การซื้อ “ออปชันพุต” (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายสินทรัพย์อ้างอิง) บนสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ WTI (WTI crude: น้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส อินเตอร์มีเดียต ราคามาตรฐานอ้างอิงของสหรัฐ) ที่หมดอายุไตรมาส 3 อาจทำกำไรได้หากสถานการณ์กลับสู่ปกติ โดยจะได้ประโยชน์จากปัจจัยเดียวกับที่คาดว่าจะหนุนโลหะมีค่า
รูปแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว เช่น หลังราคาพลังงานพุ่งในปี 2022 เมื่อความกังวลด้านอุปทานเริ่มคลี่คลายและตลาดนิ่งขึ้น ราคาน้ำมันปรับฐานแรง ขณะที่ทองคำค่อยๆ ปรับขึ้นอย่างต่อเนื่อง เราคาดว่าจะเห็นการปรับราคาคล้ายกันเมื่อความสนใจต่อความขัดแย้งในปัจจุบันลดลง