หลังปิดทำการช่วงวัน Memorial Day ตลาดหุ้นสหรัฐกลับมาเปิดอีกครั้ง โดยดัชนี S&P 500 และ Nasdaq Composite ทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวัน ขณะที่ดัชนี Dow Jones Industrial Average ปรับลงราว 0.3% และสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (Dow futures: สัญญาที่ซื้อขายล่วงหน้าเพื่อคาดทิศทางดัชนีดาวโจนส์) อ่อนตัวลงในการซื้อขายช่วงกลางคืนที่ปริมาณเบาบาง (thin trade: มีการซื้อขายน้อย ทำให้ราคาผันผวนง่าย) ความแตกต่างเกิดจากแรงซื้อที่นำโดยหุ้นชิป (chip-linked momentum: กระแสเก็งกำไรในหุ้นที่เกี่ยวข้องกับเซมิคอนดักเตอร์/ชิป) โดย Micron พุ่ง 17% และมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (market capitalisation: มูลค่าบริษัทในตลาดหุ้น คำนวณจากราคาหุ้นคูณจำนวนหุ้น) แตะเหนือ 1 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ Seagate และ Western Digital ก็ปรับขึ้นเช่นกัน ส่งผลให้ดาวโจนส์ซึ่งเป็นดัชนีถ่วงน้ำหนักด้วยราคา (price-weighted: หุ้นราคาสูงมีอิทธิพลมากกว่าหุ้นราคาต่ำ) ตามหลัง เพราะมีสัดส่วนหุ้นอุตสาหกรรมและการเงินมากกว่าหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่ผันผวนสูง (high-beta: หุ้นที่ขึ้นลงแรงกว่าตลาดโดยรวม)
สัญญา Dow futures ซื้อขายแถว 50,800 ในช่วงเช้าก่อนอ่อนลงสู่ใกล้ 50,500 ในช่วงก่อนเปิดตลาด (premarket: การซื้อขายก่อนตลาดหุ้นเปิด) หลังจากลดลงจากราว 51,000 โดย Stochastic RSI อยู่ใกล้โซนล่างของช่วง (Stochastic RSI: ตัวชี้วัดโมเมนตัมจาก RSI ใช้ดูภาวะซื้อมาก/ขายมาก) ด้านพลังงาน น้ำมันดิบ West Texas Intermediate (WTI: น้ำมันดิบอ้างอิงสหรัฐ) ลดลงราว 2% มาแถว 93 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล แม้ Brent (เบรนท์: น้ำมันดิบอ้างอิงยุโรป/ตลาดโลก) จะเพิ่มขึ้นราว 4% ใกล้ 100 ดอลลาร์ หลังสหรัฐโจมตีทางตอนใต้ของอิหร่าน มุมมองดอกเบี้ยก็เปลี่ยนไปเช่นกัน โดยเครื่องมือ CME Group FedWatch (FedWatch: การคำนวณความน่าจะเป็นทิศทางดอกเบี้ยจากราคาฟิวเจอร์ส) บ่งชี้โอกาสราว 13% ที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) จะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนก.ค. ตลาดจับตาข้อมูล PCE วันพฤหัสบดีเวลา 12:30 GMT โดย core PCE (เงินเฟ้อพื้นฐาน: ไม่รวมอาหารและพลังงานที่ผันผวน) คาด 3.3% เมื่อเทียบปีก่อน (YoY: เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน) และ PCE headline (เงินเฟ้อทั่วไป: รวมทุกหมวด) คาด 3.8%
ความกว้างของตลาด กระแสเทคโนโลยี และสัญญาณเตือน
ตลาดเริ่มแยกขั้วชัดเจนและน่ากังวล Nasdaq 100 ปรับขึ้นกว่า 4% ในเดือนพ.ค. แต่ดาวโจนส์แทบประคองให้เป็นบวกทั้งเดือนไม่ได้ ความต่างนี้สะท้อนว่าการขึ้นรอบนี้พึ่งพาหุ้นเทคโนโลยีกลุ่มแคบ ไม่ได้มาจากความแข็งแรงของเศรษฐกิจโดยรวม
รูปแบบนี้เกิดซ้ำและไม่ควรมองข้าม ช่วงปลายปี 2021 หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ไม่กี่ตัว (mega-cap: บริษัทมูลค่าตลาดใหญ่มาก) ช่วยพยุงภาพรวม ทั้งที่ตลาดวงกว้างอ่อนแรง ก่อนจะเข้าสู่ขาลงปี 2022 องค์ประกอบของดาวโจนส์ที่เน้นหุ้นอุตสาหกรรมและการเงินมักสะท้อนเศรษฐกิจจริงได้ดีกว่า และตอนนี้กำลังส่งสัญญาณเตือน
มุมมองขาลงต่อดาวโจนส์ ตลาดพลังงาน และความเสี่ยงจาก PCE
จากการลดลงต่อเนื่องของ Dow futures ลงสู่ระดับ 50,500 มองว่าเป็นจังหวะวางสถานะเพื่อรับความอ่อนแอเพิ่มเติม โดยพิจารณาซื้อพุตออปชัน (puts: สิทธิในการขายที่ราคากำหนด ใช้ทำกำไร/ป้องกันความเสี่ยงขาลง) บนกองทุน SPDR Dow Jones Industrial Average ETF (DIA: กองทุนอีทีเอฟที่อิงดัชนีดาวโจนส์) ที่หมดอายุในไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แนวโน้มมีโอกาสไหลลงต่อ ตราบใดที่ฟิวเจอร์สยังอยู่ต่ำกว่าโซนแนวต้าน 50,800 (resistance: ระดับที่ราคามักขึ้นต่อได้ยาก)
ตลาดพลังงานช่วยตอกย้ำมุมมองนี้ ส่วนต่างราคาที่กว้างขึ้นระหว่างน้ำมันเบรนท์ที่ใกล้ 100 ดอลลาร์ กับ WTI ชี้ถึงความเสี่ยงด้านห่วงโซ่อุปทาน (supply chain: กระบวนการผลิต-ขนส่ง-ส่งมอบสินค้า) ที่แบบจำลองเงินเฟ้อ (inflation models: แบบคาดการณ์เงินเฟ้อ) อาจประเมินต่ำไป รายงานจากช่องแคบฮอร์มุซระบุว่าเบี้ยประกันภัยการขนส่ง (shipping insurance premiums: ค่าใช้จ่ายประกันเรือ/สินค้า) เพิ่มขึ้น 15% ใน 48 ชั่วโมง สะท้อนความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ (geopolitical tension: ความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบเศรษฐกิจ) ยังไม่คลี่คลาย
ตลาดจับตาข้อมูลเงินเฟ้อ PCE ในวันพฤหัสบดี หลังสัปดาห์ก่อน CPI (ดัชนีราคาผู้บริโภค: วัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้า/บริการของผู้บริโภค) ออกมาสูงกว่าคาดที่ 3.6% หาก PCE ออกมาสูงอีก อาจกดดันให้ Fed ต้องเข้มงวดมากขึ้น โดยความน่าจะเป็นการขึ้นดอกเบี้ยเดือนก.ค. ขยับจาก 13% ขึ้นมาใกล้ 18% ในสัปดาห์นี้ตาม FedWatch
จึงทำให้สถานะขาลงระยะสั้นในดาวโจนส์น่าสนใจ โดยเฉพาะเมื่อความผันผวน (volatility: ระดับการแกว่งของราคา) ยังอยู่ในระดับไม่สูงก่อนประกาศข้อมูล หากดัชนีเด้งขึ้นใกล้ 50,800 จะใช้เป็นจังหวะเพิ่มการรับความเสี่ยงขาลง (downside exposure: การถือสถานะที่ได้ประโยชน์เมื่อราคาลง) และหาก PCE ออกมาร้อนแรง ดัชนีอาจไหลลงไปทดสอบระดับ 50,000 ซึ่งเป็นระดับจิตวิทยา (psychological level: ตัวเลขกลมที่ตลาดให้ความสำคัญ)