MUFG ระบุว่า ธนาคารกลางนิวซีแลนด์ (RBNZ) มีแนวโน้ม “คง” อัตราดอกเบี้ย แต่จะส่งสัญญาณ “เข้มงวด” (hawkish หมายถึงท่าทีพร้อมขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) พร้อมปรับประมาณการใหม่ที่ชี้ว่าเงินเฟ้ออาจสูงขึ้น และคาดการณ์อัตราดอกเบี้ยนโยบาย (Official Cash Rate: OCR คือดอกเบี้ยอ้างอิงหลักของ RBNZ) ปีนี้และปีหน้าจะสูงขึ้น ธนาคารกล่าวว่า RBNZ ช่วงหลังตอบสนองต่อความเสี่ยงเงินเฟ้ออย่างรวดเร็ว และการส่งสัญญาณว่าปีนี้อาจขึ้นดอกเบี้ย 2–3 ครั้ง จะสอดคล้องกับที่ตลาดคาดอยู่แล้ว
MUFG อธิบายว่า ตลาดได้ “รับรู้” การคุมเข้มนโยบายการเงินไปราว 70bps (bps หรือ basis points คือ “จุดฐาน” โดย 100bps = 1%) ซึ่งอาจหนุนโมเมนตัมของเงินดอลลาร์นิวซีแลนด์ (NZD) หากดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่าจากข่าวเชิงบวก เช่น ข้อตกลงสันติภาพสหรัฐ–อิหร่าน นอกจากนี้ยังรายงานว่า กองทุนที่ใช้เลเวอเรจ (Leveraged Funds คือกองทุนที่กู้เงิน/ใช้อนุพันธ์เพื่อเพิ่มขนาดการลงทุน) ลดสถานะ “ขายล่วงหน้า” (short position คือเดิมพันว่าราคาจะลง) ใน NZD ในสัปดาห์ถึงวันอังคารที่ผ่านมา หลังจากก่อนหน้านี้สถานะดังกล่าวพุ่งสู่ระดับสูงสุดนับจากเดือนธันวาคม 2019 บทความนี้จัดทำโดยใช้เครื่องมือ AI และมีบรรณาธิการตรวจทาน
มุมมอง RBNZ ที่เข้มงวด และผลต่อแนวทางนโยบาย
เราคาดว่า RBNZ จะคงอัตรา OCR ในการประชุมพรุ่งนี้ 27 พฤษภาคม แต่จะส่งสัญญาณเข้มงวด ข้อมูลล่าสุดชี้ว่าเงินเฟ้อยังลดลงยาก (sticky inflation คือเงินเฟ้อที่ยืนอยู่ระดับสูงนาน) โดยดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI คือมาตรวัดเงินเฟ้อจากราคาสินค้าและบริการ) รายไตรมาสล่าสุดอยู่ที่ 3.8% สูงกว่า “กรอบเป้าหมาย” ของ RBNZ มาก ซึ่งอาจทำให้ RBNZ ต้องปรับเส้นทางคาดการณ์ดอกเบี้ย (rate path คือการคาดว่าอัตราดอกเบี้ยจะเคลื่อนไปอย่างไรในอนาคต) ให้สูงขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2026
มุมมองนี้ทำให้เราหันไปพิจารณา “ตราสารอนุพันธ์” (derivatives คือสัญญาการเงินที่มูลค่าผูกกับสินทรัพย์อ้างอิง) ที่ได้ประโยชน์จาก NZD แข็งค่า เช่น ซื้อออปชันซื้อ NZD (NZD call options คือสิทธิในการซื้อ NZD ที่ราคาในอนาคตตามที่กำหนด) หรือสัญญาซื้อขายล่วงหน้า NZD/USD (futures คือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าที่มีมาตรฐาน) โดยตลาดสวอป (swaps market คือการซื้อขายสัญญาแลกเปลี่ยนกระแสเงินสด ใช้สะท้อนคาดการณ์ดอกเบี้ย) ขณะนี้สะท้อนการคุมเข้มราว 75 จุดฐานภายในสิ้นปี ดังนั้นสัญญาณขึ้นดอกเบี้ย 2–3 ครั้งจะยืนยันมุมมองดังกล่าว ซึ่งน่าจะช่วยพยุง NZD ในช่วงสัปดาห์ข้างหน้า
ปัจจัยหนุน NZD: ทิศทางดอลลาร์และสถานะการลงทุน
แรงหนุนเพิ่มเติมอาจมาจากดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่า โดยเฉพาะหากการเจรจาทางการทูตสหรัฐ–อิหร่านคืบหน้า ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: DXY คือดัชนีวัดค่าเงินดอลลาร์เทียบตะกร้าเงินหลัก) เริ่มชะลอใกล้จุดสูงสุดในรอบหลายเดือนบริเวณ 106.50 สะท้อนว่าอาจเสี่ยงย่อตัว (pullback คือการปรับลงระยะสั้นหลังขึ้นแรง) หากมีข่าวภูมิรัฐศาสตร์เชิงบวก ซึ่งเป็นฉากหลังที่เอื้อต่อการขยับขึ้นของ NZD/USD
เรายังติดตาม “สถานะเก็งกำไร” (speculative positioning คือการถือสถานะเพื่อทำกำไรจากราคา ไม่ใช่เพื่อป้องกันความเสี่ยง) อย่างใกล้ชิด เพราะกองทุนเลเวอเรจยังถือสถานะขาย NZD อยู่มาก รายงาน Commitment of Traders (COT คือรายงานจากหน่วยงานกำกับสหรัฐที่สรุปสถานะซื้อขายในตลาดฟิวเจอร์ส) ล่าสุดชี้ว่าสถานะขายเริ่มลดลงจากระดับสูงสุดนับจากปลายปี 2023 หาก NZD แข็งค่าต่อ นักลงทุนกลุ่มนี้อาจต้อง “ปิดสถานะขาย” (cover shorts คือซื้อกลับเพื่อลด/ปิดเดิมพันขาลง) ซึ่งจะยิ่งเพิ่มแรงหนุนให้ค่าเงินปรับขึ้น