หุ้นยุโรปปรับขึ้น 1.1% ท่ามกลางการซื้อขายช่วงวันหยุดที่เบาบาง โดยหุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ (หุ้นที่ขึ้นลงตามเศรษฐกิจ เช่น อุตสาหกรรม รถยนต์ ธนาคาร) ทำผลงานดีกว่าหุ้นเชิงรับ (หุ้นที่ผันผวนน้อย เช่น สาธารณูปโภค อาหาร ยา) เพราะบรรยากาศตลาดยัง “รับความเสี่ยง” (risk-on คือ นักลงทุนกล้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงมากขึ้น) หุ้นขนาดเล็กนำหุ้นขนาดใหญ่ และหุ้นเติบโต (growth คือ หุ้นที่คาดว่ากำไรโตในอนาคตสูง) แซงหุ้นคุณค่า (value คือ หุ้นที่ราคาดูไม่แพงเมื่อเทียบพื้นฐาน) การเคลื่อนไหวยังเชื่อมโยงกับข่าวการเจรจาสันติภาพและราคาน้ำมัน ขณะที่การกลับทิศของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวที่เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ก่อนเป็นแรงหนุนเพิ่ม
ในสหรัฐฯ สัญญาซื้อขายล่วงหน้า (futures คือ สัญญาที่สะท้อนทิศทางตลาดก่อนเปิดจริง) ชี้ว่าตลาดอาจเปิดบวกประมาณ 0.7% ส่วนตลาดเอเชียโดยรวมปรับขึ้น โดยดัชนี Kospi ของเกาหลีใต้ (ดัชนีหุ้นหลัก) นำการปรับขึ้น ในหุ้นเกาหลีใต้ SK Hynix รีบาวด์ 7% และ Samsung บวก 3% หลัง “ธีมหุ้นเซมิคอนดักเตอร์” (semiconductor คือ อุตสาหกรรมชิป) พักฐานช่วงสั้นเมื่อสัปดาห์ก่อน
บรรยากาศรับความเสี่ยงยังอยู่ จากยีลด์ที่ลดลง
ตลาดหุ้นยังคงอยู่ในโหมดรับความเสี่ยง ส่วนหนึ่งมาจากการกลับทิศของ “ยีลด์พันธบัตรระยะยาว” (long-end yields คือ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุนาน เช่น 10–30 ปี) ที่เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ก่อน ภาวะแบบนี้มักเอื้อต่อหุ้นวัฏจักรเศรษฐกิจ หุ้นขนาดเล็ก และหุ้นเติบโต มากกว่าหุ้นเชิงรับ
แรงขับเคลื่อนสำคัญคือการลดลงของยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปี (US 10-year Treasury yield) ที่ถอยจากเหนือ 4.7% ลงมาแถว 4.4% ในเดือนนี้ ยีลด์ที่ลดลงทำให้อัตราคิดลด (discount rate คือ อัตราที่ใช้แปลงกำไรในอนาคตให้เป็นมูลค่าในวันนี้) ต่ำลง ส่งผลให้หุ้นเติบโตที่เน้นกำไรระยะยาวดูน่าสนใจขึ้น จึงเป็นปัจจัยหนุนกลุ่มเทคโนโลยีและหุ้นที่เน้นการเติบโต
เงินหมุนเข้าหุ้นเติบโตและเทคโนโลยี กลุ่มชิปเด่น
การย้ายเงินลงทุน (rotation คือ การสลับจากกลุ่มหนึ่งไปอีกกลุ่ม) เริ่มเห็นชัดจากผลตอบแทน โดย Nasdaq 100 (ดัชนีหุ้นเทคโนโลยี/เติบโตขนาดใหญ่) บวกเกือบ 4% ในเดือนพฤษภาคม นำหน้า S&P 500 ที่ขึ้น 2.5% สำหรับนักลงทุน การเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่าการถือมุมมองขาขึ้นต่อดัชนีหุ้นเติบโตอาจได้เปรียบ กลยุทธ์ที่ใช้ได้ เช่น ซื้อออปชันคอล (call option คือ สิทธิในการซื้อสินทรัพย์ที่ราคาและเวลาที่กำหนด) หรือ “บูลคอลสเปรด” (bull call spread คือ ซื้อคอลราคาใช้สิทธิหนึ่งและขายคอลอีกระดับเพื่อลดต้นทุน) บนกองทุน ETF อย่าง QQQ (ETF คือ กองทุนที่ซื้อขายเหมือนหุ้นและอิงดัชนี) เพื่อเพิ่มการรับผลตอบแทนเมื่อดัชนีขึ้น แต่ยังจำกัดต้นทุนบางส่วน
ธีมหุ้นเซมิคอนดักเตอร์ที่เห็นจากแรงซื้อในเอเชียเป็นตัวอย่างของโมเมนตัมที่กลับมา หลังพักฐานระยะสั้น ความต้องการชิปที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (AI) ยังเป็นแรงขับหลัก ทำให้กลุ่มนี้ไปต่อได้ ในมุมเครื่องมือ อาจพิจารณาออปชันคอลระยะใกล้บน ETF กลุ่มชิป หรือหุ้นที่ผันผวนสูง (high-beta คือ หุ้นที่แกว่งแรงกว่าตลาด) ในกลุ่มเดียวกัน