กรรมการคณะกรรมการบริหารธนาคารกลางยุโรป (ECB) อิซาเบล ชนาเบิล กล่าวว่ายังจำเป็นต้องใช้นโยบายเข้มงวด แม้สงครามอิหร่านจะยุติลงทันที เนื่องจากความเสียหายต่อโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เธอระบุว่าจำเป็นต้องขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน และชี้ว่าผู้กำหนดนโยบายไม่สามารถ “มองข้าม” การพุ่งขึ้นของเงินเฟ้อได้อีกต่อไป ชนาเบิลยังกล่าวถึงสัญญาณเพิ่มขึ้นว่าแรงกระแทกเงินเฟ้อกำลังกระจายจากพลังงานไปยังหมวดอื่นในตะกร้าการบริโภค (ชุดรายการสินค้าและบริการที่ใช้คำนวณเงินเฟ้อ)
เธอกล่าวว่าแรงกระแทกดังกล่าวจะกดดันการเติบโตมากขึ้น โดยข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ความเสี่ยงเงินเฟ้อสูงกว่าคาด ขณะเดียวกันความเสี่ยงต่อการเติบโตมีด้านลบมากกว่า ในด้านภาวะการเงิน เธอมองว่ายังไม่เห็นความเคลื่อนไหวที่น่ากังวลในอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (bond yields: ผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนได้รับจากการถือพันธบัตร ซึ่งมักสะท้อนต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน) ด้านตลาดเงิน EUR/USD ลดลง 0.12% ระหว่างวันมาอยู่ที่ 1.1630 ณ เวลาที่รายงาน
เส้นทางการขึ้นดอกเบี้ยของ ECB และการวางสถานะในตลาด
เรามองว่า ECB มีแนวโน้มชัดเจนว่าจะขึ้นดอกเบี้ยในเดือนมิถุนายน จึงไม่ควรเดิมพันสวนทาง ถ้อยคำที่ใช้ชัดว่าตลาดควรวางสถานะรับ “อัตราดอกเบี้ยระยะสั้น” ที่สูงขึ้น (front-end interest rates: อัตราดอกเบี้ยช่วงสั้นของเส้นอัตราผลตอบแทน เช่น อายุไม่กี่เดือนถึงราว 2 ปี) กลยุทธ์ที่ตรงที่สุดคือขายสัญญาฟิวเจอร์ส Euribor (shorting: การขายก่อนเพื่อหวังซื้อคืนที่ราคาต่ำลง; Euribor futures: สัญญาซื้อขายล่วงหน้าอ้างอิงอัตราดอกเบี้ย Euribor ซึ่งเป็นดอกเบี้ยเงินกู้ระหว่างธนาคารในยูโรโซน) หรือซื้อออปชัน “พุท” บนสัญญาดังกล่าว (put options: สิทธิในการขายที่ราคาที่กำหนด ใช้ป้องกันความเสี่ยงหรือเก็งกำไรราคาลง) สำหรับสัญญาช่วงฤดูร้อน
ECB ถูกบีบให้ต้องขยับ เพราะเงินเฟ้อไม่ได้เป็นเพียงชั่วคราว ข้อมูลล่าสุดจาก Eurostat ชี้ว่าเงินเฟ้อทั่วไป (headline inflation: เงินเฟ้อรวมทุกหมวด) สูงค้างที่ 4.1% ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน (core inflation: เงินเฟ้อที่ตัดหมวดผันผวนสูงอย่างพลังงานออก เพื่อดูแรงกดดันราคา “แกนกลาง”) อยู่ที่ 3.8% สะท้อนว่าแรงกดดันด้านราคาขยายวงกว้างและฝังตัวมากขึ้น ทำให้ธนาคารกลางแทบไม่มีทางเลือกนอกจากดำเนินการ
มุมมองหุ้นและค่าเงินท่ามกลางนโยบายเข้มงวด
การขึ้นดอกเบี้ยพร้อมกับแนวโน้มเศรษฐกิจที่แย่ลงเป็นลบต่อหุ้นยุโรปอย่างชัดเจน เราควรซื้อเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงขาลงของดัชนี เช่น Euro Stoxx 50 (downside protection: การป้องกันพอร์ตเมื่อราคาปรับลง มักทำผ่านออปชันพุท) ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมของ S&P Global ล่าสุดของภูมิภาคลดลงมาอยู่ที่ 49.5 ซึ่งต่ำกว่า 50 หมายถึงกิจกรรมทางธุรกิจหดตัวเป็นครั้งแรกในรอบ 1 ปี
การอ่อนค่าของ EUR/USD แม้มีถ้อยคำเชิงเข้มงวด (hawkish: มีแนวโน้มสนับสนุนดอกเบี้ยสูงเพื่อสกัดเงินเฟ้อ) ชี้ว่าตลาดกังวลแนวโน้มการเติบโตมากกว่าประเด็นขึ้นดอกเบี้ย ทำให้การรีบาวด์ของยูโรมักถูกขายทำกำไร เราให้น้ำหนักต่อการซื้อออปชันพุท EUR/USD หรือทำ “พุทสเปรด” (put spreads: กลยุทธ์ใช้ออปชันพุทหลายระดับราคา เพื่อลดต้นทุนแลกกับการจำกัดกำไร) เพื่อรับความเสี่ยงลงต่อไปใกล้ระดับ 1.1500