ทองคำ (XAU/USD) ปรับขึ้นในวันจันทร์ หลังดีดตัวจากจุดต่ำของสัปดาห์ก่อนใกล้ 4,450 ดอลลาร์ ไปทำจุดสูงสุดระหว่างวันแถว 4,579 ดอลลาร์ ขณะที่ดัชนีดอลลาร์สหรัฐ (US Dollar Index: ตัวชี้วัดความแข็งแกร่งของดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าเงินสกุลหลัก) อ่อนกลับลงมาบริเวณกรอบล่างของช่วงก่อนหน้า การเคลื่อนไหวของราคาเกิดขึ้นหลังประธานาธิบดีสหรัฐ โดนัลด์ ทรัมป์ และรัฐมนตรีต่างประเทศ มาร์โก รูบิโอ ระบุว่ามีสัญญาณความคืบหน้าบางส่วนกับเตหะราน แม้เจ้าหน้าที่จะย้ำว่ายังไม่ใช่ความคืบหน้าครั้งใหญ่ในทันที นอกจากนี้ วอชิงตันระบุว่า มาตรการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของสหรัฐ (Strait of Hormuz: เส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก) จะยังคงมีอยู่จนกว่าจะมีข้อตกลงแล้วเสร็จ
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านระบุว่า การเจรจามุ่งไปที่การยุติสงคราม โดยไม่รวมการเจรจานิวเคลียร์ และย้ำว่าช่องแคบฮอร์มุซควรถูกบริหารโดยประเทศชายฝั่ง ด้านเทคนิค XAU/USD อยู่แถว 4,572 ดอลลาร์ โดยมีรูปแบบ “หัวและไหล่กลับหัว” (inverted Head and Shoulders: รูปแบบราคาที่มักสื่อว่าแนวโน้มมีโอกาสกลับเป็นขาขึ้น) เข้ามาเกี่ยวข้อง เส้นคอ (neckline: แนวต้านสำคัญของรูปแบบนี้) อยู่ใกล้ 4,575 ดอลลาร์ และขอบบนของกรอบสัปดาห์ก่อนอยู่แถว 4,590 ดอลลาร์ เครื่องมือวัดแรงส่ง (momentum: ความแรงของการขึ้น/ลงของราคา) ปรับดีขึ้น โดย RSI (Relative Strength Index: ดัชนีวัดแรงซื้อแรงขาย) อยู่ที่ 58.93 และ MACD (Moving Average Convergence Divergence: ตัวชี้แรงส่งจากค่าเฉลี่ยเคลื่อนที่) ยังอยู่ในแดนบวก แนวต้านด้านบนอยู่แถว 4,640 ดอลลาร์ และยอดสูงเดือนพฤษภาคมราว 4,770 ดอลลาร์ ขณะที่แนวรับอยู่แถว 4,530 ดอลลาร์ จากนั้น 4,450 ดอลลาร์ และจุดต่ำวันที่ 23 มีนาคมใกล้ 4,350 ดอลลาร์ ทั้งนี้ สภาทองคำโลก (World Gold Council) ระบุว่า ธนาคารกลางทั่วโลกซื้อทองคำเพิ่ม 1,136 ตัน คิดเป็นมูลค่าราว 7 หมื่นล้านดอลลาร์ในปี 2022
การเคลื่อนไหวของราคาและกลยุทธ์การเทรด
พฤติกรรมราคาปัจจุบันกำลังก่อรูปเป็น “หัวและไหล่กลับหัว” ซึ่งบ่งชี้โอกาสปรับขึ้นต่อ โดยจับตาแนวต้านที่เส้นคอระหว่าง 4,575–4,590 ดอลลาร์ หากราคาทะลุและยืนเหนือโซนนี้ได้อย่างชัดเจนในไม่กี่วันข้างหน้า จะเป็นสัญญาณเพิ่มน้ำหนักฝั่งขาขึ้น (bullish positions: การถือสถานะที่คาดว่าราคาจะขึ้น)
หากราคายืนเหนือ 4,590 ดอลลาร์ได้ต่อเนื่อง จะพิจารณาซื้อ “คอลออปชัน” (call options: สัญญาที่ให้สิทธิซื้อสินทรัพย์ที่ราคาใช้สิทธิ) โดยเลือก “ราคาใช้สิทธิ” (strike price: ราคาที่ใช้ซื้อ/ขายตามสัญญา) ใกล้ 4,650 ดอลลาร์ เพื่อมุ่งเป้ายอดสูงเดือนพฤษภาคม มุมมองนี้สอดคล้องกับดัชนีดอลลาร์ที่อ่อนลง โดยลดลงมากกว่า 1.5% ในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา ดอลลาร์อ่อนค่าช่วยหนุนราคาทองคำอย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ดีต้องรักษาวินัย เพราะความคืบหน้าในการเจรจาสหรัฐ-อิหร่านอาจกดดันทองคำระยะสั้นจากบทบาท “สินทรัพย์ปลอดภัย” (safe-haven asset: สินทรัพย์ที่คนมักถือเมื่อเสี่ยงสูง) หากราคาทะลุเส้นคอไม่สำเร็จและกลับหลุดต่ำกว่าจุดต่ำสัปดาห์ก่อนที่ 4,450 ดอลลาร์ โครงสร้างขาขึ้นจะถูกทำลาย ในกรณีนั้นจะมองปิดสถานะซื้อ และอาจซื้อ “พุตออปชัน” (put options: สัญญาที่ให้สิทธิขายสินทรัพย์ที่ราคาใช้สิทธิ) เพื่อป้องกันความเสี่ยง (hedge: ลดผลกระทบจากราคาที่ผันผวน) หากอ่อนตัวลึกลงไปหา 4,350 ดอลลาร์
มุมมองตลาดกว้างขึ้นและปัจจัยพื้นฐาน
นอกเหนือจากกราฟระยะสั้น ภาพใหญ่ยังหนุนการถือ “ตราสารอนุพันธ์ทองคำ” (gold derivatives: สัญญาการเงินที่อ้างอิงราคาทอง เช่น ฟิวเจอร์ส/ออปชัน) โดยธนาคารกลางยังซื้อเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซื้อเพิ่ม 290 ตันในไตรมาส 1 ปี 2026 เพียงไตรมาสเดียว ช่วยพยุงตลาด ขณะที่เงินเฟ้อสหรัฐยังอยู่ระดับ 2.8% ทำให้บทบาททองคำในฐานะ “เครื่องมือป้องกันเงินเฟ้อ” (inflation hedge: สินทรัพย์ที่ช่วยรักษามูลค่าเมื่อราคาสินค้าปรับขึ้น) ยังสำคัญ