นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิของญี่ปุ่นระบุว่า แพ็กเกจที่เตรียมออกมาเพื่อ “ตรึง” ค่าไฟฟ้าและค่าก๊าซของครัวเรือนในช่วงเดือนก.ค.-ก.ย. จะใช้งบประมาณเพิ่มเติมมากกว่า 3 ล้านล้านเยน รวมเงินอุดหนุนราว 5 แสนล้านเยน โดยรัฐบาลจะอนุมัติเงินอุดหนุนค่าไฟและก๊าซในวันอังคาร และจะออกพันธบัตรรัฐบาลใหม่เพื่อชดเชยการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น แต่จะคง “แผนการออกพันธบัตรตามปฏิทิน” เดิม (หมายถึงจำนวน/ตารางออกพันธบัตรในรอบปีไม่เปลี่ยน) หนี้ใหม่ที่เกิดขึ้นจะถูกชดเชยด้วยรายได้ภาษีและรายได้อื่นที่สูงขึ้น เพื่อลดผลกระทบต่อตลาดพันธบัตร และย้ำเป้าหมายลดสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี (Debt-to-GDP: หนี้เทียบกับขนาดเศรษฐกิจ)
ทาคาอิจิยังกล่าวว่า ญี่ปุ่นสามารถจัดหาน้ำมันได้จนถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า และจะพยายามหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนของตลาดแบบยุควิกฤตราคาน้ำมัน (Oil shock: ช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งแรงจนกระทบเศรษฐกิจ) เป้าหมายนโยบายพลังงานรวมถึงการเพิ่มสัดส่วนไฟฟ้าจากนิวเคลียร์และพลังงานหมุนเวียน (Renewable: พลังงานที่ผลิตทดแทนได้ เช่น แสงอาทิตย์ ลม) ให้สูงสุดถึง 70% จาก 30% พร้อมรณรงค์ประหยัดพลังงานตามฤดูกาล โดยรมว.อาคาซาวะมีกำหนดชี้แจงรายละเอียดในวันพรุ่งนี้ ค่าเงินเยนไม่ตอบสนองทันที โดย USD/JPY ล่าสุดแข็งขึ้น 0.2% ใกล้ 159.00 (USD/JPY: จำนวนเยนต่อ 1 ดอลลาร์)
Policy Impact and Currency Market Reactions
เรามองว่ารัฐบาลกำลังเตรียมก่อหนี้เพิ่มเพื่อหาเงินสำหรับอุดหนุนพลังงานให้ครัวเรือนในช่วงฤดูร้อน ทั้งนี้รัฐบาลพยายามทำให้ตลาดสบายใจด้วยการย้ำว่าจะชดเชยด้วยรายได้ภาษีที่สูงขึ้น อย่างไรก็ดี ประเด็นนี้ทำให้ภาพรวมซับซ้อนขึ้นสำหรับธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ที่กำลังค่อย ๆ ถอนนโยบายการเงินผ่อนคลาย (Easy money: ดอกเบี้ยต่ำและมีการอัดฉีดสภาพคล่อง)
แรงขับเคลื่อนหลักยังเป็น “ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย” ระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐ (หมายถึงดอกเบี้ยสหรัฐสูงกว่ามาก) โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปีอยู่แถว 4.5% ขณะที่ญี่ปุ่นเพิ่งสูงกว่า 1.1% เล็กน้อย จึงเป็นแรงจูงใจให้ขายเยนไปซื้อดอลลาร์ เราเชื่อว่าการทำ “แคร์รีเทรด” (Carry trade: กู้หรือถือเงินสกุลที่ดอกเบี้ยต่ำ เช่น เยน เพื่อนำไปลงทุนในสกุลดอกเบี้ยสูง เช่น ดอลลาร์) ยังจะกดดันค่าเงินเยนในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า
Strategy and Fiscal Discipline Concerns
ด้วยความเสี่ยงที่ BOJ หรือทางการจะเข้าดูแลค่าเงินแบบฉับพลัน (Intervention: เข้าไปซื้อ/ขายเงินในตลาดเพื่อพยุงหรือกดค่าเงิน) โดยเฉพาะเมื่อเข้าใกล้ระดับ 160 ที่เคยมีการดำเนินการในปี 2024 เราจึงระมัดระวังที่จะ “ขายเยนตรง ๆ” เราเลือกใช้อนุพันธ์ (Derivatives: เครื่องมือทางการเงินที่อ้างอิงราคา/อัตราแลกเปลี่ยน) โดยเฉพาะการซื้อออปชันคอลดอลลาร์สหรัฐเทียบเยน (Call option: สิทธิในการซื้อดอลลาร์ที่ราคา/ระดับที่กำหนด) เพื่อวางเดิมพันว่าเยนอาจอ่อนต่อ กลยุทธ์นี้ทำให้ได้ประโยชน์หาก USD/JPY ทะลุ 160 แต่จำกัดขาดทุนหากทางการตัดสินใจพยุงค่าเงิน
คำมั่นลดสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีดูทำได้ยาก หากยังต้องออกพันธบัตรใหม่เพื่อทำเงินอุดหนุน โดยสัดส่วนหนี้ต่อจีดีพีของญี่ปุ่นยังสูงที่สุดในกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว ล่าสุดมากกว่า 261% ทำให้คำมั่นเรื่องวินัยการคลัง (Fiscal discipline: คุมการขาดดุลและหนี้) น่าเชื่อถือน้อยลงในมุมมองเรา